พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๓
สมาปันโน อัสสาเทติกถา เล่ม ๓๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๕๒๙–๑๕๓๐ (Royal Thai)7/10 in วรรคที่ ๑๓4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๓ สมาปันโน อัสสาเทติกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 37, pp. 783–785
ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลเป็นผู้มีจิตพรั่งพร้อมด้วยสังโยชน์ก็ย่อมละสังโยชน์
จบ สัมมุขีภูตกถา
(๑๓๒) ๗. สมาปันโนอัสสาเทติกถา
ว่าด้วยเรื่องผู้เข้าสมาบัติยินดีในฌาน
{๑๕๒๙} [๖๗๑] สกวาทีถามว่า ผู้เข้าสมาบัติย่อมยินดี ความยินดีรักใคร่ในฌาน มีฌานเป็นอารมณ์หรือ ?
ส. ฌานนั้นเป็นอารมณ์แห่งฌานนั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ฌานนั้นเป็นอารมณ์แห่งฌานนั้นหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลถูกต้องผัสสะนั้นด้วยผัสสะนั้น เสวยเวทนานั้นด้วยเวทนานั้น จำสัญญานั้นด้วยสัญญานั้น ตั้งเจตนานั้นด้วยเจตนานั้น คิดจิตนั้นด้วยจิตนั้น ตรึกวิตกนั้นด้วยวิตกนั้น ตรองวิจารนั้นด้วยวิจารนั้น ดื่มปีตินั้นด้วยปีตินั้น ระลึกสตินั้นด้วยสตินั้น รู้แจ้งปัญญานั้นด้วยปัญญานั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอันธกะ ซึ่งมีความเห็นว่า บุคคลผู้เข้าสมาบัติสามารถเกิดความยินดีหรือตัณหาในฌานได้ และความยินดีนั้นมีฌานเป็นอารมณ์ เพราะอาศัยพระพุทธพจน์ที่ว่า ‘บุคคลนั้นบรรลุปฐมฌาน ... เขาพอใจชอบใจปฐมฌานนั้นและถึงความปลื้มใจด้วยปฐมฌานนั้น’ (องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๒๓/๒๐๔) เป็นข้ออ้าง ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่า ในขณะแห่งสมาบัติ ตัณหาไม่สามารถเกิดแก่บุคคลผู้เข้าสมาบัติได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๐-๒๗๑)
ส. ความยินดีรักใคร่ในฌานก็สัมปยุตด้วยจิต ฌานก็สัมปยุตด้วยจิตหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มีความประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ ... แห่งจิต ๒ หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ความยินดีรักใคร่ในฌานเป็นอกุศล ฌานเป็นกุศลหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่เป็นฝ่ายดำและฝ่ายขาวซึ่งเป็นข้าศึกกันมารวมกันได้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
[๖๗๒] ส. สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่เป็นฝ่ายดำและฝ่ายขาวซึ่งเป็นข้าศึกกันมารวมกันได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ไกลแสนไกลกันมี ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างคืออะไรบ้าง คือ(๑) ฟ้ากับแผ่นดิน นี้เป็นสิ่งที่ไกลแสนไกลกันประการที่ ๑
... ...
เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษจึงไกลจากธรรมของอสัตบุรุษ”
ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่เป็นฝ่ายดำและฝ่ายขาว ซึ่งเป็นข้าศึกกัน มารวมกันได้”
{๑๕๓๐} [๖๗๓) ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “ผู้เข้าสมาบัติย่อมยินดี ความยินดีรักใครในฌาน มีฌานเป็นอารมณ์” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดแล้วจากกาม ... บรรลุปฐมฌานอยู่ เธอพอใจชอบใจปฐมฌานนั้นและถึงความปลื้มใจด้วยปฐมฌานนั้น ... เพราะวิตกและวิจารสงบระงับไป บรรลุทุติยฌาน ... บรรลุตติยฌาน ... บรรลุจตุตถฌานอยู่ เธอพอใจชอบใจปฐมฌานนั้นและถึงความปลื้มใจด้วยปฐมฌานนั้น” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น ผู้เข้าสมาบัติย่อมยินดี ความยินดีรักใคร่ในฌานก็ต้องมีฌานเป็นอารมณ์
จบ สมาปันโนอัสสาเทติกถา
(๑๓๓) ๘. อสาตราคกถา
ว่าด้วยเรื่องความยินดีในสิ่งที่ไม่น่าชอบใจมีอยู่
{๑๕๓๑} [๖๗๔] สกวาทีถามว่า ความยินดีในสิ่งที่ไม่น่าชอบใจมีอยู่หรือ ?
- ๑พึงดูเทียบใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๒๓/๒๐๔-๒๐๖
End of สมาปันโน อัสสาเทติกถา