arnon.worldSign in

พระอภิธรรมปิฎก · มหาวรรค

โอปัมมสังสันทนา เล่ม ๓๗

Text layerBuddha’s wordsItems ๒๖–๔๙ (Royal Thai)10/16 in มหาวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

_______

๖. โอปมฺมสํสนฺทน

๖. โอปัมมสังสันทนะ

ว่าด้วยการเทียบเคียงโดยข้ออุปมา

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ มหาวรรค โอปัมมสังสันทนา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)

บาลี (มหาจุฬาฯ), vol. 37, pp. 17–25 · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒), vol. 37, pp. 22–30

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*รูปํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เวทนา จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ รูปํ อญฺญา เวทนาติ? อามนฺตา. ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐ-ปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ.

อาชานาหิ นิคฺคหํ: หญฺจิ รูปํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เวทนา จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐ-ปรมฎฺเฐน, อญฺญํ รูปํ อญฺญา เวทนา. ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน. เตน วต เร วตฺตพฺเพ “อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘รูปํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เวทนา จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ รูปํ อญฺญา เวทนา. ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, มิจฺฉา.

โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “รูปํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เวทนา จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ รูปํ อญฺญา เวทนา. ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘รูปํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เวทนา จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ รูปํ อญฺญา เวทนา. ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, มิจฺฉา ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. ท่านหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้เวทนาได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) รูปกับเวทนาจึงเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐ ปรมัตถ์ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้

หากท่านหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้เวทนาได้โดยสัจฉิกัฏฐ ปรมัตถ์ (ดังนั้น) รูปกับเวทนาจึงเป็นคนละอย่างกัน ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “รูป กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้า ยอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้เวทนาได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) รูปกับเวทนาเป็นคนละอย่างกัน ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้ โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า รูปกับ บุคคลเป็นคนละอย่างกัน”

คำนั้นของท่านผิดอนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านก็ไม่ ควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้เวทนาได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ รูปกับเวทนาเป็นคนละอย่างกัน ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดใน ตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจ หยั่งรู้เวทนาได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) รูปกับเวทนาเป็นคนละอย่างกัน ข้าพเจ้า หยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอม รับว่า รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*รูปํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, สญฺญา จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สงฺขารา จ อุปลพฺภนฺติ ฯเปฯ วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ รูปํ อญฺญํ วิญฺญาณนฺติ? อามนฺตา. ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ. อาชานาหิ นิคฺคหํ: หญฺจิ รูปํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ รูปํ อญฺญํ วิญฺญาณํ. ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน. เตน วต เร วตฺตพฺเพ “อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘รูปํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ รูปํ อญฺญํ วิญฺญาณํ. ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, มิจฺฉา.

โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “รูปํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ รูปํ อญฺญํ วิญฺญาณํ. ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘รูปํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ รูปํ อญฺญํ วิญฺญาณํ. ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, มิจฺฉา ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. ท่านหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้สัญญา ฯลฯ ดุจ หยั่งรู้สังขาร ฯลฯ

สก. ท่านหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) รูปกับวิญญาณจึงเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐ ปรมัตถ์ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้

หากท่านหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) รูปกับวิญญาณจึงเป็นคนละอย่างกัน ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้วิญญาณได้ โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) รูปกับวิญญาณจึงเป็นคนละอย่างกัน ข้าพเจ้าหยั่งรู้ บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน”

คำนั้นของท่านผิดอนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านก็ ไม่ควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้วิญญาณได้ โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) รูปกับวิญญาณจึงเป็นคนละอย่างกัน ข้าพเจ้าหยั่งรู้ บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำ ขัดแย้งใด ในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) รูปกับวิญญาณจึงเป็นคนละ อย่างกัน ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐ ปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*เวทนา อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, สญฺญา จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สงฺขารา จ อุปลพฺภนฺติ ฯเปฯ วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. ท่านหยั่งรู้เวทนาได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้สัญญา ฯลฯ ดุจ หยั่งรู้สังขาร ฯลฯ ดุจหยั่งรู้วิญญาณ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*สญฺญา อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, สงฺขารา จ อุปลพฺภนฺติ ฯเปฯ วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ รูปญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ เวทนา จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. ท่านหยั่งรู้สัญญาได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้สังขาร ฯลฯ ดุจ หยั่งรู้วิญญาณ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้รูป ฯลฯ ดุจหยั่งรู้เวทนาได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*สงฺขารา อุปลพฺภนฺติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ รูปญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ เวทนา จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สญฺญา จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. ท่านหยั่งรู้สังขารได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้วิญญาณ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้รูป ฯลฯ ดุจหยั่งรู้เวทนา ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สัญญาได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*วิญฺญาณํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ เวทนา จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สญฺญา จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สงฺขารา จ อุปลพฺภนฺติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺเญ สงฺขาราติ? อามนฺตา. ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ.

อาชานาหิ นิคฺคหํ: หญฺจิ วิญฺญาณํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, สงฺขารา จ อุปลพฺภนฺติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺเญ สงฺขารา. ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน. เตน วต เร วตฺตพฺเพ “อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘วิญฺญาณํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, สงฺขารา จ อุปลพฺภนฺติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺเญ สงฺขารา. ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐ-ปรมฎฺเฐน, วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, มิจฺฉา.

โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “วิญฺญาณํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, สงฺขารา จ อุปลพฺภนฺติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺเญ สงฺขารา. ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘วิญฺญาณํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, สงฺขารา จ อุปลพฺภนฺติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺเญ สงฺขารา. ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, มิจฺฉา ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. ท่านหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูป ฯลฯ ดุจ หยั่งรู้เวทนา ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สัญญา ฯลฯ

สก. ท่านหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้สังขารได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) วิญญาณกับสังขารจึงเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม

ปร ใช่

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้วิญญาณได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้

หากท่านหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้สังขารได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) วิญญาณกับสังขารจึงเป็นคนละอย่างกัน ท่านหยั่งรู้ บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้ง ใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้สังขารได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) วิญญาณกับสังขารจึง เป็นคนละอย่างกัน ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้วิญญาณ ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน”

คำนั้นของท่านผิดอนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านก็ ไม่ควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้สังขาร ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) วิญญาณกับสังขารจึงเป็นคนละอย่างกัน ข้าพเจ้า หยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้สังขารได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) วิญญาณ กับสังขารจึงเป็นคนละอย่างกัน ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจ หยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า วิญญาณกับบุคคลเป็นคน ละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*จกฺขายตนํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, โสตายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ธมฺมายตนญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ โสตายตนํ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ธมฺมายตนํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, จกฺขายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ มนายตนญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. ท่านหยั่งรู้จักขายตนะได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้โสตายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ธัมมายตนะได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ ท่านหยั่งรู้โสตายตนะ ฯลฯ หยั่งรู้ธัมมายตนะได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้จักขายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ มนายตนะได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*จกฺขุธาตุ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, โสตธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ธมฺมธาตุ จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ โสตธาตุ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ธมฺมธาตุ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐ- ปรมฎฺเฐน, จกฺขุธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ มโนวิญฺญาณธาตุ จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. ท่านหยั่งรู้จักขุธาตุได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้โสตธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ธัมมธาตุได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ ท่านหยั่งรู้โสตธาตุ ฯลฯ หยั่งรู้ ธัมมธาตุได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้จักขุธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้มโนวิญญาณธาตุ ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*จกฺขุนฺทฺริยํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, โสตินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ อญฺญาตา-วินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ โสตินฺทฺริยํ อุปลพฺภติ ฯเปฯ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ อญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺญํ อญฺญินฺทฺริยนฺติ? อามนฺตา. ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ.

อาชานาหิ นิคฺคหํ: หญฺจิ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺญํ อญฺญินฺทฺริยํ. ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน. เตน วต เร วตฺตพฺเพ “อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺญํ อญฺญินฺทฺริยํ. ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐ- ปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ

อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ มิจฺฉา. โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺญํ อญฺญินฺทฺริยํ. ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญาตา- วินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ อญฺญาตา- วินฺทฺริยํ อญฺญํ อญฺญินฺทฺริยํ. ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, มิจฺฉา ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. ท่านหยั่งรู้จักขุนทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้โสตินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ ท่านหยั่งรู้โสตินทรีย์ ฯลฯ หยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้จักขุนทรีย์ ฯลฯ

สก. ท่านหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้อัญญินทรีย์ ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) อัญญาตาวินทรีย์กับอัญญินทรีย์จึงเป็นคนละ อย่างกันใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้ โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้

หากท่านหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้อัญญินทรีย์ได้ โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) อัญญาตาวินทรีย์กับอัญญินทรีย์จึงเป็นคนละอย่างกัน ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่าง กัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้ อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้อัญญินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) อัญญาตาวินทรีย์กับอัญญินทรีย์จึงเป็นคนละอย่างกัน ข้าพเจ้า หยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์

ดุจหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้น ของท่านผิดอนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้อัญญินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) อัญญาตาวินทรีย์กับ อัญญินทรีย์จึงเป็นคนละอย่างกัน ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจ หยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้น นั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้อัญญินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) อัญญาตาวินทรีย์กับอัญญินทรีย์จึงเป็นคนละอย่างกัน ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้ อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า อัญญาตาวินทรีย์กับ บุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*รูปํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เวทนา จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ รูปํ อญฺญา เวทนาติ? อามนฺตา. วุตฺตํ ภควตา “อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน”, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ.

อาชานาหิ ปฏิกมฺมํ: หญฺจิ รูปํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เวทนา จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ รูปํ อญฺญา เวทนา. วุตฺตํ ภควตา “อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เตน วต เร วตฺตพฺเพ “อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘รูปํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เวทนา จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ รูปํ อญฺญา เวทนา. วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, มิจฺฉา.

โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “รูปํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เวทนา จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ รูปํ อญฺญา เวทนา. วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘รูปํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เวทนา จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐ- ปรมฎฺเฐน, อญฺญํ รูปํ อญฺญา เวทนา. วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, มิจฺฉา ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ปร. ท่านหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้เวทนาได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) รูปกับเวทนาจึงเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” และท่านหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม

สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

ปร. ท่านจงรับปฏิกรรม ดังต่อไปนี้

หากท่านหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้เวทนาได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) รูปกับเวทนาจึงเป็นคนละอย่างกัน พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” และท่านหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านกล่าวคำ ขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้เวทนาได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) รูปกับเวทนาจึงเป็นคนละ อย่างกัน พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ และข้าพเจ้า หยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์

แต่ไม่ยอมรับว่า รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิดอนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านก็ไม่ ควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้เวทนาได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) รูปกับเวทนาจึงเป็นคนละอย่างกัน พระผู้มีพระภาค ตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ และข้าพเจ้าหยั่งรู้รูปได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้เวทนาได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) รูปกับเวทนาจึงเป็นคนละอย่างกัน พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อ เกื้อกูลตนเองมีอยู่’ และข้าพเจ้าหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*รูปํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, สญฺญา จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สงฺขารา จ อุปลพฺภนฺติ ฯเปฯ วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ปร. ท่านหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้สัญญา ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ สังขาร ฯลฯ ดุจหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*เวทนา อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, สญฺญา จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สงฺขารา จ อุปลพฺภนฺติ ฯเปฯ วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ปร. ท่านหยั่งรู้เวทนาได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้สัญญา ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สังขาร ฯลฯ ดุจหยั่งรู้วิญญาณ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*สญฺญา อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, สงฺขารา จ อุปลพฺภนฺติ ฯเปฯ วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ รูปญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ เวทนา จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ปร. ท่านหยั่งรู้สัญญาได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้สังขาร ฯลฯ ดุจหยั่งรู้วิญญาณ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้รูป ฯลฯ ดุจหยั่งรู้เวทนาได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*สงฺขารา อุปลพฺภนฺติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ รูปญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ เวทนา จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สญฺญา จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ปร. ท่านหยั่งรู้สังขารได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้วิญญาณ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้รูป ฯลฯ ดุจหยั่งรู้เวทนา ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สัญญาได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*วิญฺญาณํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ เวทนา จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สญฺญา จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สงฺขารา จ อุปลพฺภนฺติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ปร. ท่านหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูป ฯลฯ ดุจหยั่งรู้เวทนา ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สัญญา ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สังขารได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*จกฺขายตนํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, โสตายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ธมฺมาย-ตนญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ โสตายตนํ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ธมฺมายตนํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, จกฺขายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ มนายตนญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ปร. ท่านหยั่งรู้จักขายตนะได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้โสตายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ธัมมายตนะได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ ท่านหยั่งรู้โสตายตนะ ฯลฯ หยั่งรู้ธัมมายตนะได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้จักขายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ มนายตนะได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*จกฺขุธาตุ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, โสตธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ธมฺมธาตุ จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ โสตธาตุ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ ธมฺมธาตุ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, จกฺขุธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ มโนวิญฺญาณธาตุ จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ปร. ท่านหยั่งรู้จักขุธาตุได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้โสตธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ธัมมธาตุได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ ท่านหยั่งรู้โสตธาตุได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ หยั่งรู้ธัมมธาตุได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้จักขุธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้มโนวิญญาณธาตุได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*จกฺขุนฺทฺริยํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, โสตินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ โสตินฺทฺริยํ อุปลพฺภติ ฯเปฯ อญฺญาตา-วินฺทฺริยํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ อญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน; อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺญํ อญฺญินฺทฺริยนฺติ? อามนฺตา. วุตฺตํ ภควตา “อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน”, อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ.

อาชานาหิ ปฏิกมฺมํ: หญฺจิ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺญํ อญฺญินฺทฺริยํ. วุตฺตํ ภควตา “อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน”, อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เตน วต เร วตฺตพฺเพ “อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘อญฺญาตา- วินฺทฺริยํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺญํ อญฺญินฺทฺริยํ. วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน, อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, มิจฺฉา.

โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺญํ อญฺญินฺทฺริยํ. วุตฺตํ ภควตา ‘อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน, อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘อญฺญาตา- วินฺทฺริยํ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺญํ อญฺญินฺทฺริยํ. วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน, อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโล’ติ”, มิจฺฉา ฯเปฯ โอปมฺมสํสนฺทนํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ปร. ท่านหยั่งรู้จักขุนทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้โสตินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ ท่านหยั่งรู้โสตินทรีย์ ฯลฯ ท่านหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้จักขุนทรีย์ ฯลฯ

สก. ท่านหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้อัญญินทรีย์ ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ อัญญาตาวินทรีย์กับอัญญินทรีย์เป็นคนละอย่างกันใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” และท่านหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม

สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

ปร. ท่านจงรับปฏิกรรม ดังต่อไปนี้

หากท่านหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้อัญญินทรีย์ ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) อัญญาตาวินทรีย์กับอัญญินทรีย์จึงเป็นคนละอย่างกัน พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” และท่านหยั่งรู้ อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้ อัญญินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) อัญญาตาวินทรีย์กับอัญญินทรีย์จึงเป็น คนละอย่างกัน

พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ และข้าพเจ้าหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิดอนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจ หยั่งรู้อัญญินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) อัญญาตาวินทรีย์กับอัญญินทรีย์ จึงเป็นคนละอย่างกัน พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเอง มีอยู่’ และข้าพเจ้าหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำขัด แย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้อัญญินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ (ดังนั้น) อัญญาตาวินทรีย์กับอัญญินทรีย์จึงเป็นคนละอย่างกัน พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ และข้าพเจ้าหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของ ท่านผิด ฯลฯ

โอปัมมสังสันทนะ จบ

End of โอปัมมสังสันทนา