arnon.worldSign in

พระอภิธรรมปิฎก · มหาวรรค

จตุกกนยสังสันทนา เล่ม ๓๗

Text layerBuddha’s wordsItems ๕๐–๕๙ (Royal Thai)11/16 in มหาวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

_______

๗. จตุตฺถนยสํสนฺทน

๗. จตุกกนยสังสันทนะ

ว่าด้วยการเทียบเคียงโดยนัย ๔ ประการ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ มหาวรรค จตุกกนยสังสันทนา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)

บาลี (มหาจุฬาฯ), vol. 37, pp. 25–30 · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒), vol. 37, pp. 31–36

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. รูปํ ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ.

อาชานาหิ นิคฺคหํ: หญฺจิ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เตน วต เร วตฺตพฺเพ “รูปํ ปุคฺคโล”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘รูปํ ปุคฺคโล’ติ”, มิจฺฉา.

โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “รูปํ ปุคฺคโล”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘รูปํ ปุคฺคโล’ติ”, มิจฺฉา ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. รูปเป็นบุคคล ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้

หากท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “รูปเป็นบุคคล” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า รูปเป็นบุคคล” คำ นั้นของท่านผิดอนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “รูปเป็นบุคคล” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้น ว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า รูปเป็นบุคคล” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1หมายถึงตอนที่ว่าด้วยการเทียบเคียงบุคคลกับสภาวธรรม ๕๗ โดยนัย ๔ ประการ เช่น เทียบเคียง บุคคลกับรูป ดังนี้ (๑) รูปเป็นบุคคล (๒) บุคคลอาศัยรูป (๓) บุคคลเป็นอื่นจากรูป (๔) รูปอาศัยบุคคล (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๖-๕๒/๑๔๐)
  2. 2นัยที่ ๑
  3. 3ที่ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะกลัวจะเป็นอุจเฉททิฏฐิ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๖-๕๒/๑๔๐)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

*ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. รูปสฺมึ ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร รูปา ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ รูปนฺติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ. อาชานาหิ นิคฺคหํ: หญฺจิ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เตน วต เร วตฺตพฺเพ “ปุคฺคลสฺมึ รูปนฺ”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘ปุคฺคลสฺมึ รูปนฺ’ติ”, มิจฺฉา.

โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “ปุคฺคลสฺมึ รูปนฺ”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘ปุคฺคลสฺมึ รูปนฺ’ติ”, มิจฺฉา ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. บุคคลอาศัยรูป ฯลฯ บุคคลเป็นอื่นจากรูป ฯลฯ รูปอาศัยบุคคล ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้

หากท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “รูปอาศัยบุคคล” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า รูปอาศัยบุคคล” คำ นั้นของท่านผิดอนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “รูปอาศัยบุคคล” ท่านก็ไม่ควรยอมรับ ว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้น ว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า รูปอาศัยบุคคล” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1นัยที่ ๒
  2. 2นัยที่ ๓
  3. 3นัยที่ ๔
บาลี (มหาจุฬาฯ)

*ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. เวทนา ปุคฺคโล ฯเปฯ เวทนาย ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร เวทนาย ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ เวทนา ฯเปฯ

สญฺญา ปุคฺคโล ฯเปฯ สญฺญาย ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร สญฺญาย ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ สญฺญา ฯเปฯ

สงฺขารา ปุคฺคโล ฯเปฯ สงฺขาเรสุ ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร สงฺขาเรหิ ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ สงฺขารา ฯเปฯ

วิญฺญาณํ ปุคฺคโล ฯเปฯ วิญฺญาณสฺมึ ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร วิญฺญาณา ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ วิญฺญาณนฺติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ.

อาชานาหิ นิคฺคหํ: หญฺจิ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เตน วต เร วตฺตพฺเพ “ปุคฺคลสฺมึ วิญฺญาณนฺ”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘ปุคฺคลสฺมึ วิญฺญาณนฺ’ติ”, มิจฺฉา.

โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “ปุคฺคลสฺมึ วิญฺญาณนฺ”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘ปุคฺคลสฺมึ วิญฺญาณนฺ’ติ”, มิจฺฉา ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. เวทนาเป็นบุคคล ฯลฯ บุคคลอาศัยเวทนา ฯลฯ บุคคลเป็นอื่นจาก เวทนา ฯลฯ เวทนาอาศัยบุคคล ฯลฯ

สัญญาเป็นบุคคล ฯลฯ บุคคลอาศัยสัญญา ฯลฯ บุคคลเป็นอื่นจากสัญญา ฯลฯ สัญญาอาศัยบุคคล ฯลฯ สังขารเป็นบุคคล ฯลฯ บุคคลอาศัยสังขาร ฯลฯ บุคคลเป็นอื่นจากสังขาร ฯลฯ สังขารอาศัยบุคคล ฯลฯ วิญญาณเป็นบุคคล ฯลฯ บุคคลอาศัยวิญญาณ ฯลฯ บุคคลเป็นอื่นจากวิญญาณ ฯลฯ วิญญาณอาศัย บุคคลใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้

หากท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “วิญญาณอาศัยบุคคล” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า วิญญาณอาศัยบุคคล” คำนั้นของท่านผิดอนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “วิญญาณอาศัยบุคคล” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้น ว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า วิญญาณอาศัยบุคคล” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. จกฺขายตนํ ปุคฺคโล ฯเปฯ จกฺขายตนสฺมึ ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร จกฺขายตนา ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ จกฺขายตนํ ฯเปฯ ธมฺมายตนํ ปุคฺคโล ฯเปฯ ธมฺมายตนสฺมึ ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร ธมฺมายตนา ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ ธมฺมายตนํ ฯเปฯ

จกฺขุธาตุ ปุคฺคโล ฯเปฯ จกฺขุธาตุยา ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร จกฺขุธาตุยา ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ จกฺขุธาตุ ฯเปฯ ธมฺมธาตุ ปุคฺคโล ฯเปฯ ธมฺมธาตุยา ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร ธมฺมธาตุยา ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ ธมฺมธาตุ ฯเปฯ

จกฺขุนฺทฺริยํ ปุคฺคโล ฯเปฯ จกฺขุนฺทฺริยสฺมึ ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร จกฺขุนฺทฺริยา ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ จกฺขุนฺทฺริยํ ฯเปฯ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญาตาวินฺทฺริยสฺมึ ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร อญฺญาตาวินฺทฺริยา ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ อญฺญาตาวินฺทฺริยนฺติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ.

อาชานาหิ นิคฺคหํ: หญฺจิ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เตน วต เร วตฺตพฺเพ “ปุคฺคลสฺมึ อญฺญาตาวินฺทฺริยนฺ”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐ- ปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘ปุคฺคลสฺมึ อญฺญาตาวินฺทฺริยนฺ’ติ”, มิจฺฉา.

โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “ปุคฺคลสฺมึ อญฺญาตาวินฺทฺริยนฺ”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐ- ปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘ปุคฺคลสฺมึ อญฺญาตาวินฺทฺริยนฺ’ติ”, มิจฺฉา ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. จักขายตนะเป็นบุคคล ฯลฯ บุคคลอาศัยจักขายตนะ ฯลฯ บุคคลเป็น อื่นจากจักขายตนะ ฯลฯ จักขายตนะอาศัยบุคคล ฯลฯ ธัมมายตนะเป็นบุคคล ฯลฯ บุคคลอาศัยธัมมายตนะ ฯลฯ บุคคลเป็นอื่นจากธัมมายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะ อาศัยบุคคล ฯลฯ

จักขุธาตุเป็นบุคคล ฯลฯ บุคคลอาศัยจักขุธาตุ ฯลฯ บุคคลเป็นอื่นจาก จักขุธาตุ ฯลฯ จักขุธาตุอาศัยบุคคล ฯลฯ ธัมมธาตุเป็นบุคคล ฯลฯ บุคคล อาศัยธัมมธาตุ ฯลฯ บุคคลเป็นอื่นจากธัมมธาตุ ฯลฯ ธัมมธาตุอาศัยบุคคล ฯลฯ

จักขุนทรีย์เป็นบุคคล ฯลฯ บุคคลอาศัยจักขุนทรีย์ ฯลฯ บุคคลเป็นอื่น จากจักขุนทรีย์ ฯลฯ จักขุนทรีย์อาศัยบุคคล ฯลฯ อัญญาตาวินทรีย์เป็นบุคคล ฯลฯ บุคคลอาศัยอัญญาตาวินทรีย์ ฯลฯ บุคคลเป็นอื่นจากอัญญาตาวินทรีย์ ฯลฯ อัญญาตาวินทรีย์อาศัยบุคคลใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้

หากท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “อัญญาตาวินทรีย์อาศัยบุคคล” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้า ยอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า อัญญาตาวินทรีย์อาศัยบุคคล” คำนั้นของท่านผิดอนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “อัญญาตาวินทรีย์อาศัยบุคคล” ท่านก็ไม่ควร ยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใด ในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า อัญญาตาวินทรีย์อาศัยบุคคล” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*ปุคฺคโล นุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. วุตฺตํ ภควตา “อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน”ติ? อามนฺตา. รูปํ ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ. อาชานาหิ ปฏิกมฺมํ: หญฺจิ วุตฺตํ ภควตา “อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน, เตน วต เร วตฺตพฺเพ “รูปํ ปุคฺคโล”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘รูปํ ปุคฺคโล’ติ”, มิจฺฉา.

โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “รูปํ ปุคฺคโล”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘รูปํ ปุคฺคโล’ติ”, มิจฺฉา ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ปร. ท่านหยั่งรู้บุคคลไม่ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” ใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. รูปเป็นบุคคลใช่ไหม

สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

ปร. ท่านจงรับปฏิกรรม ดังต่อไปนี้

หากพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “รูปเป็นบุคคล” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมี อยู่’ แต่ไม่ยอมรับว่า รูปเป็นบุคคล” คำนั้นของท่านผิดอนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “รูปเป็นบุคคล” ท่านก็ไม่ควรยอมรับ ว่า “พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ ท่านกล่าว คำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ แต่ไม่ยอมรับว่า รูปเป็นบุคคล” คำนั้น ของท่านผิด ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*ปุคฺคโล นุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. วุตฺตํ ภควตา “อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน”ติ? อามนฺตา. รูปสฺมึ ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร รูปา ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ รูปํ ฯเปฯ

เวทนา ปุคฺคโล ฯเปฯ เวทนาย ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร เวทนาย ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ เวทนา ฯเปฯ

สญฺญา ปุคฺคโล ฯเปฯ สญฺญาย ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร สญฺญาย ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ สญฺญา ฯเปฯ

สงฺขารา ปุคฺคโล ฯเปฯ สงฺขาเรสุ ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร สงฺขาเรหิ ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ สงฺขารา ฯเปฯ

วิญฺญาณํ ปุคฺคโล ฯเปฯ วิญฺญาณสฺมึ ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร วิญฺญาณา ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ วิญฺญาณนฺติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ.

อาชานาหิ ปฏิกมฺมํ: หญฺจิ วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน, เตน วต เร วตฺตพฺเพ “ปุคฺคลสฺมึ วิญฺญาณนฺ”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘ปุคฺคลสฺมึ วิญฺญาณนฺ’ติ”, มิจฺฉา. โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “ปุคฺคลสฺมึ วิญฺญาณนฺ”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘ปุคฺคลสฺมึ วิญฺญาณนฺ’ติ”, มิจฺฉา ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ปร. ท่านหยั่งรู้บุคคลไม่ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” ใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. บุคคลอาศัยรูป ฯลฯ บุคคลเป็นอื่นจากรูป ฯลฯ รูปอาศัยบุคคล ฯลฯ เวทนาเป็นบุคคล ฯลฯ บุคคลอาศัยเวทนา ฯลฯ บุคคลเป็นอื่นจากเวทนา ฯลฯ เวทนาอาศัยบุคคล ฯลฯ สัญญาเป็นบุคคล ฯลฯ บุคคลอาศัยสัญญา ฯลฯ บุคคลเป็นอื่นจากสัญญา ฯลฯ สัญญาอาศัยบุคคล ฯลฯ สังขารเป็นบุคคล ฯลฯ บุคคลอาศัยสังขาร ฯลฯ บุคคลเป็นอื่นจากสังขาร ฯลฯ สังขารอาศัยบุคคล ฯลฯ วิญญาณเป็นบุคคล ฯลฯ บุคคลอาศัยวิญญาณ ฯลฯ บุคคลเป็นอื่นจากวิญญาณ ฯลฯ วิญญาณอาศัยบุคคลใช่ไหมสก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

ปร. ท่านจงรับปฏิกรรม ดังต่อไปนี้

หากพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “วิญญาณอาศัยบุคคล” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้น นั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูล ตนเองมีอยู่’ แต่ไม่ยอมรับว่า วิญญาณอาศัยบุคคล” คำนั้นของท่านผิด

อนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “วิญญาณอาศัยบุคคล” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” ท่านกล่าวคำ ขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคล ผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ แต่ไม่ยอมรับว่า วิญญาณอาศัยบุคคล” คำนั้น ของท่านผิด ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*ปุคฺคโล นุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. วุตฺตํ ภควตา “อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน”ติ? อามนฺตา. จกฺขายตนํ ปุคฺคโล ฯเปฯ จกฺขายตนสฺมึ ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร จกฺขายตนา ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ จกฺขายตนํ ฯเปฯ ธมฺมายตนํ ปุคฺคโล ฯเปฯ ธมฺมายตนสฺมึ ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร ธมฺมายตนา ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ ธมฺมายตนํ ฯเปฯ

จกฺขุธาตุ ปุคฺคโล ฯเปฯ จกฺขุธาตุยา ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร จกฺขุธาตุยา ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ จกฺขุธาตุ ฯเปฯ ธมฺมธาตุ ปุคฺคโล ฯเปฯ ธมฺมธาตุยา ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร ธมฺมธาตุยา ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ ธมฺมธาตุ ฯเปฯ

จกฺขุนฺทฺริยํ ปุคฺคโล ฯเปฯ จกฺขุนฺทฺริยสฺมึ ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร จกฺขุนฺทฺริยา ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ จกฺขุนฺทฺริยํ ฯเปฯ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญาตาวินฺทฺริยสฺมึ ปุคฺคโล ฯเปฯ อญฺญตฺร อญฺญาตาวินฺทฺริยา ปุคฺคโล ฯเปฯ ปุคฺคลสฺมึ อญฺญาตาวินฺทฺริยนฺติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ.

อาชานาหิ ปฏิกมฺมํ: หญฺจิ วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน) เตน วต เร วตฺตพฺเพ “ปุคฺคลสฺมึ อญฺญาตาวินฺทฺริยนฺ”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘ปุคฺคลสฺมึ อญฺญาตาวินฺทฺริยนฺ’ติ”, มิจฺฉา.

โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “ปุคฺคลสฺมึ อญฺญาตาวินฺทฺริยนฺ”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘ปุคฺคลสฺมึ อญฺญาตาวินฺทฺริยนฺ’ติ”, มิจฺฉา ฯเปฯ จตุตตฺถนยสํสนฺทนํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ปร. ท่านหยั่งรู้บุคคลไม่ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” ใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. จักขายตนะเป็นบุคคล ฯลฯ บุคคลอาศัยจักขายตนะ ฯลฯ บุคคล เป็นอื่นจากจักขายตนะ ฯลฯ จักขายตนะอาศัยบุคคล ฯลฯ ธัมมายตนะเป็นบุคคล ฯลฯ บุคคลอาศัยธัมมายตนะ ฯลฯ บุคคลเป็นอื่นจากธัมมายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะอาศัยบุคคล ฯลฯ จักขุธาตุเป็นบุคคล ฯลฯ บุคคลอาศัยจักขุธาตุ ฯลฯ บุคคล เป็นอื่นจากจักขุธาตุ ฯลฯ จักขุธาตุอาศัยบุคคล ฯลฯ ธัมมธาตุเป็นบุคคล ฯลฯ บุคคลอาศัยธัมมธาตุ ฯลฯ บุคคลเป็นอื่นจากธัมมธาตุ ฯลฯ ธัมมธาตุอาศัย บุคคล ฯลฯ

จักขุนทรีย์เป็นบุคคล ฯลฯ บุคคลอาศัยจักขุนทรีย์ ฯลฯ บุคคลเป็นอื่นจาก จักขุนทรีย์ ฯลฯ จักขุนทรีย์อาศัยบุคคล ฯลฯ อัญญาตาวินทรีย์เป็นบุคคล ฯลฯ บุคคลอาศัยอัญญาตาวินทรีย์ ฯลฯ บุคคลเป็นอื่นจากอัญญาตาวินทรีย์ ฯลฯ อัญญาตาวินทรีย์อาศัยบุคคลใช่ไหมสก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

ปร. ท่านจงรับปฏิกรรม ดังต่อไปนี้

หากพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “อัญญาตาวินทรีย์อาศัยบุคคล” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดใน ตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อ เกื้อกูลตนเองมีอยู่’ แต่ไม่ยอมรับว่า อัญญาตาวินทรีย์อาศัยบุคคล” คำนั้นของ ท่านผิดอนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “อัญญาตาวินทรีย์อาศัยบุคคล” ท่านก็ไม่ควร ยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ แต่ไม่ยอมรับว่า อัญญาตาวินทรีย์ อาศัยบุคคล” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

จตุกกนยสังสันทนะ จบ

End of จตุกกนยสังสันทนา