arnon.worldSign in

พระอภิธรรมปิฎก · มหาวรรค

สุทธิกสังสันทนา เล่ม ๓๗

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๗–๒๕ (Royal Thai)9/16 in มหาวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

_______

๕. สุทฺธิกสํสนฺทน

๕. สุทธิกสังสันทนะ

การเทียบเคียงบุคคลกับสภาวธรรมล้วน ๆ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ มหาวรรค สุทธิกสังสันทนา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)

บาลี (มหาจุฬาฯ), vol. 37, pp. 12–17 · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒), vol. 37, pp. 16–22

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ.

อาชานาหิ นิคฺคหํ: หญฺจิ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐ-ปรมฎฺเฐน, เตน วต เร วตฺตพฺเพ “อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโล’ติ”, มิจฺฉา.

โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโล’ติ”, มิจฺฉา ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้

หากท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐ- ปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่าน กล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า รูปกับ บุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิดอนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านก็ไม่ ควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1หมายถึงตอนที่ว่าด้วยการซักถามถึงการเปรียบเทียบบุคคลกับสภาวธรรมแต่ละอย่างในสภาวธรรม ๕๗ ประการ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๗-๒๗/๑๓๘-๑๓๙)
  2. 2เพราะมีความเห็นว่า ถ้าตอบรับก็จะขัดกับลัทธิของตนที่ว่ามีสภาพบางอย่างที่เป็นบุคคลซึ่งถือว่าเหมือน กับรูปก็มิใช่ ต่างกับรูปก็มิใช่ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๗-๒๗/๑๓๘-๑๓๙, อภิ.มูลฏีกา ๓/๑๗-๒๗/๖๑-๖๒, อภิ.อนุฏีกา ๓/๑๗-๒๗/๘๕-๘๖) และขัดกับพระสูตรที่ว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบปัญหาในเรื่องนี้ (สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๔๑๖/๓๔๓)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

*ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เวทนา จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ สญฺญา จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สงฺขารา จ อุปลพฺภนฺติ ฯเปฯ วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐ- ปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ.

อาชานาหิ นิคฺคหํ: หญฺจิ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เตน วต เร วตฺตพฺเพ “อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโล’ติ”, มิจฺฉา.

โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโล’ติ”, มิจฺฉา ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้เวทนาได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สัญญา ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สังขาร ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้

หากท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคล ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิดอนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านก็ ไม่ควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้วิญญาณ ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, จกฺขายตนญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ โสตายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ฆานายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ชิวฺหายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ กายายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ รูปายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สทฺทายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ คนฺธายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ รสายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ มนายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ธมฺมายตนญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้จักขายตนะได้ โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้โสตายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ฆานายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ชิวหายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้กายายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้รูปายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สัททายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้คันธายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้รสายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้มนายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ธัมมายตนะได้ โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*จกฺขุธาตุ จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ โสตธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ฆานธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ชิวฺหาธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ กายธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ รูปธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สทฺทธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ คนฺธธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ รสธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ จกฺขุวิญฺญาณธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ โสตวิญฺญาณธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ฆานวิญฺญาณธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ชิวฺหาวิญฺญาณธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ กายวิญฺญาณธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ มโนธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ มโนวิญฺญาณธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ธมฺมธาตุ จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้จักขุธาตุได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้โสตธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ฆานธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ ชิวหาธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้กายธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้รูปธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สัททธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้คันธธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้รสธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้โผฏฐัพพธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้จักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้โสตวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ฆานวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ชิวหาวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้กายวิญญาณ ธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้มโนธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้มโนวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ ธัมมธาตุได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ โสตินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ฆานินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ชิวฺหินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ กายินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ มนินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ปุริสินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สุขินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ทุกฺขินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สทฺธินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ วีริยินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สตินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สมาธินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ญเปญ อนญฺญาตญฺ- ญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ

อญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ. อาชานาหิ นิคฺคหํ: หญฺจิ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เตน วต เร วตฺตพฺเพ “อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโล’ติ”, มิจฺฉา.

โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโล’ติ”, มิจฺฉา ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้จักขุนทรีย์ได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้โสตินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ฆานินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ชิวหินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้กายินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้มนินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ชีวิตินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้อิตถินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ปุริสินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สุขินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ทุกขินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้โสมนัสสินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้โทมนัสสินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้อุเปกขินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สัทธินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้วิริยินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สตินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สมาธินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ปัญญินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ อัญญินทรีย์ ฯลฯ

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้

หากท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็น คนละอย่างกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด

อนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้ อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคน ละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*ปุคฺคโล นุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. วุตฺตํ ภควตา “อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน”, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ.

อาชานาหิ ปฏิกมฺมํ: หญฺจิ วุตฺตํ ภควตา “อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน”, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เตน วต เร วตฺตพฺเพ “อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐ-ปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโล’ติ”, มิจฺฉา.

โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน”, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน, รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโล’ติ”, มิจฺฉา ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ปร. ท่านหยั่งรู้บุคคลไม่ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” และ ท่านหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม

สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

ปร. ท่านจงรับปฏิกรรม ดังต่อไปนี้

หากพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ และ ท่านหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “รูปกับบุคคล เป็นคนละอย่างกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ และข้าพเจ้าหยั่ง รู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิดอนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านก็ไม่ ควรยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ และข้าพเจ้าหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมี อยู่’ และข้าพเจ้าหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า รูปกับบุคคล เป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๙๖/๑๔๕, อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๗๓/๒๐๕
  2. 2ความข้อนี้แปลต่างกับข้อ ๑๗-๒๑ หน้า ๑๖-๑๘ เพราะข้อความข้างหน้าใช้ในความหมายเปรียบเทียบ ความเหมือน ส่วนในที่นี้ใช้ในความหมายเปรียบเทียบความแตกต่าง
  3. 3เพราะมีความเห็นว่า ปัญหานี้เกี่ยวกับความเหมือนและความต่างระหว่างสมมติ(บุคคล) กับปรมัตถ์ (รูป) ซึ่งเป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ แต่ต่างกับเหตุผลที่ฝ่ายปรวาทียกขึ้นมาอ้าง(ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๑๗ หน้า ๑๖ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๗-๒๗/๑๓๙, อภิ.มูลฏีกา ๒/๑๗-๒๗/๖๒)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปุคฺคโล นุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. วุตฺตํ ภควตา “อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน”, เวทนา จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สญฺญา จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สงฺขารา จ อุปลพฺภนฺติ ฯเปฯ วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ.

อาชานาหิ ปฏิกมฺมํ: หญฺจิ วุตฺตํ ภควตา “อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน”, วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เตน วต เร วตฺตพฺเพ “อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘วุตฺตํ ภควตา: “อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน, วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน”, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโล’ติ”, มิจฺฉา.

โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “วุตฺตํ ภควตา ‘อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน’, วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน, วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน”, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโล’ติ”, มิจฺฉา ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ปร. ท่านหยั่งรู้บุคคลไม่ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” และท่านหยั่งรู้เวทนา ฯลฯ หยั่งรู้สัญญา ฯลฯ หยั่งรู้สังขาร ฯลฯ

ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” และ ท่านหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม

สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

ปร. ท่านจงรับปฏิกรรม ดังต่อไปนี้

หากพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ และ ท่านหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “วิญญาณ กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้า ยอมรับว่า พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู’่ และ ข้าพเจ้าหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า วิญญาณกับบุคคล เป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิดอนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านก็ ไม่ควรยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ และข้าพเจ้าหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อ เกื้อกูลตนเองมีอยู่’ และข้าพเจ้าหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอม รับว่า วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*ปุคฺคโล นุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. วุตฺตํ ภควตา “อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน”, จกฺขายตนญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ โสตายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ธมฺมายตนญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ปร. ท่านหยั่งรู้บุคคลไม่ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” และท่านหยั่งรู้จักขายตนะได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ หยั่งรู้โสตายตนะ ฯลฯ

ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” และ ท่านหยั่งรู้ธัมมายตนะได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*จกฺขุธาตุ จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ กายธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ รูปธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ จกฺขุวิญฺญาณธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ มโนวิญฺญาณธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ธมฺมธาตุ จ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ปร. ท่านหยั่งรู้จักขุธาตุได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ หยั่งรู้กายธาตุ ฯลฯ หยั่งรู้รูปธาตุ ฯลฯ หยั่งรู้โผฏฐัพพธาตุ ฯลฯ หยั่งรู้จักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ หยั่งรู้มโนวิญญาณธาตุ ฯลฯ หยั่งรู้ธัมมธาตุได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ โสตินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ (๑) อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน ฯเปฯ

Footnotes (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. 1ฉ. อญฺญินฺทฺริยญฺจ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ปร. ท่านหยั่งรู้จักขุนทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ หยั่งรู้โสตินทรีย์ ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ หยั่งรู้อัญญินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*ปุคฺคโล นุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. วุตฺตํ ภควตา “อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน”, อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ.

อาชานาหิ ปฏิกมฺมํ: หญฺจิ วุตฺตํ ภควตา “อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน”, อญฺญาตา-วินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน, เตน วต เร วตฺตพฺเพ “อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน, อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโล’ติ”, มิจฺฉา.

โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “วุตฺตํ ภควตา ‘อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน’, อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐ-ปรมฎฺเฐนา”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน, อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโล’ติ”, มิจฺฉา ฯเปฯ สุทฺธิกสํสนฺทนา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ปร. ท่านหยั่งรู้บุคคลไม่ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” และท่านหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม

สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

ปร. ท่านจงรับปฏิกรรม ดังต่อไปนี้

หากพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” และ ท่านหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเอง มีอยู่’ และข้าพเจ้าหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิดอนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน เองมีอยู่’ และข้าพเจ้าหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าว คำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ และข้าพเจ้าหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

สุทธิกสังสันทนะ จบ

End of สุทธิกสังสันทนา