arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · อัฏฐกวรรค

๑๕. อัตตทัณฑสูตร เล่ม ๒๕

Text layerBuddha’s wordsItems ๔๒๒ (Royal Thai)15/16 in อัฏฐกวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส

ปณฺณรสมํ อตฺตทณฺฑสุตฺตํ

อัตตทัณฑสูตรที่ ๑๕

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค อัตตทัณฑสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๑๕ อตฺตทณฺฑา ภยํ ชาตํ ชนํ ปสฺสถ เมธคํ

สํเวคํ กิตฺตยิสฺสามิ ยถา สํวิชิตํ มยา ฯ

ผนฺทมานํ ปชํ ทิสฺวา มจฺเฉ อปฺโปทเก ยถา

อญฺญมญฺเญหิ พฺยารุทฺเธ ทิสฺวา มํ ภยมาสิวิ ฯ

สมนฺตมสาโร โลโก ทิสา สพฺพา สเมริตา

อิจฺฉํ ภวนมตฺตโน นาทฺทสาสึ อโนสิตํ

โอสาเน เตฺวว พฺยารุทฺเธ ทิสฺวา เม อรตี อหุ

อเถตฺถ สลฺลมทฺทกฺขึ ทุทฺทสํ หทยนิสฺสิตํ ฯ

เยน สลฺเลน โอติณฺโณ ทิสา สพฺพา วิธาวติ

ตเมว สลฺลํ อพฺพุยฺห น ธาวติ น สีทติ ฯ

ตตฺถ สิกฺขานุคียนฺติ ...............

(ยานิ โลเก คธิตานิ) น เตสุ ปสุโต สิยา

นิพฺพิชฺช สพฺพโส กาเม สิกฺเข นิพฺพานมตฺตโน ฯ

สจฺโจ สิยา อปฺปคพฺโภ อมาโย ริตฺตเปสุโณ

อกฺโกธโน โลภปาปกํ ๑ เววิจฺฉํ วิตเร มุนิ ฯ

นิทฺทํ ตนฺทึ สเห ถีนํ ปมาเทน น สํวเส

อติมาเน น ติฏฺเฐยฺย นิพฺพานมนโส นโร ฯ

โมสวชฺเชน นิยฺเยถ รูเป เสฺนหํ น กุพฺพเย

มานญฺจ ปริชาเนยฺย สาหสา วิรโต จเร ฯ

ปุราณํ นาภินนฺเทยฺย นเว ขนฺติมกุพฺพเย

หิยฺยมาเน น โสเจยฺย อากาสํ น สิโต สิยา ฯ

เคธํ พฺรูมิ มโหโฆติ อาชวํ พฺรูมิ ชปฺปนํ

อารมฺมณํ ปกปฺปนํ กามปงฺโก ทุรจฺจโย ฯ

สจฺจา อโวกฺกมฺม มุนิ ถเล ติฏฺฐติ พฺราหฺมโณ

สพฺพโส ปฏินิสฺสชฺช ส เว สนฺโตติ วุจฺจติ ฯ

ส เว วิทฺวา ๒ ส เวทคู ญตฺวา ธมฺมํ อนิสฺสิโต

สมฺมา โส โลเก อิริยาโน น ปิเหตีธ กสฺสจิ ฯ

โยธ กาเม อจฺจุตฺตริ ๑ สงฺคํ โลเก ทุรจฺจยํ

น โส โสจติ นาชฺเฌติ ฉินฺนโสโต อพนฺธโน ฯ

ยํ ปุพฺเพ ตํ วิโสเสหิ ปจฺฉา เต มาหุ กิญฺจนํ

มชฺเฌ เจ โน คเหสฺสสิ อุปสนฺโต จริสฺสสิ ฯ

สพฺพโส นามรูปสฺมึ ยสฺส นตฺถิ มมายิตํ

อสตา จ น โสจติ ส เว โลเก น ชิยฺยติ ฯ

ยสฺส นตฺถิ อิทํ เมติ ปเรสํ จาปิ ๒ กิญฺจนํ

มมตฺตํ โส อสํวินฺทํ นตฺถิ เมติ น โสจติ ฯ

อนุฏฺฐุริ ๓ อนนุคิทฺโธ อเนโช สพฺพธิ สโม

ตมานิสํสํ ปพฺรูมิ ปุจฺฉิโต อวิกปฺปินํ ฯ

อเนชสฺส วิชานโต นตฺถิ กาจิ นิสงฺขติ ๔

วิรโต โส วิยารมฺภา เขมํ ปสฺสติ สพฺพธิ ฯ

น สเมสุ น โอเมสุ น อุสฺเสสุ วทเต มุนิ

สนฺโต โส วีตมจฺฉโร นาเทติ น นิรสฺสตีติ ภควาติ ฯ

อตฺตทณฺฑสุตฺตํ ปณฺณรสมํ ฯ

______________

๑ ยุ. โลภปาปํ ฯ ๒ โป. วิทฺธา ฯ

๑ โป. อจฺจตฺตริ ฯ ยุ. อจฺจตริ ฯ ๒ ยุ. วาปิ ฯ ๓ โป. อนุฏฺฐริ ฯ ยุ.

อนิฏฺฐุริ ฯ ๔ โป. กาจินิ สงฺขิติ ฯ

Royal Thai

ภัยเกิดแล้วแต่อาชญาของตน ท่านทั้งหลายจงเห็นคนผู้ทะเลาะกันเราจักแสดงความสลดใจตามที่เราได้สลดใจมาแล้ว เราได้เห็นหมู่สัตว์กำลังดิ้นรนอยู่ (ด้วยตัณหาและทิฐิ) เหมือนปลาในแอ่งน้ำน้อย ฉะนั้นภัยได้เข้ามาถึงเราแล้ว เพราะได้เห็นคนทั้งหลายผู้พิโรธกันและกัน โลกโดยรอบหาแก่นสารมิได้ ทิศทั้งปวงหวั่นไหวแล้ว เราปรารถนาความต้านทานแก่ตนอยู่ ไม่ได้เห็นสถานที่อะไรๆอันทุกข์มีชราเป็นต้นไม่ครอบงำแล้ว เราไม่ได้มีความยินดีเพราะได้เห็นสัตว์ทั้งหลายผู้อันทุกข์มีชราเป็นต้นกระทบแล้วผู้ถึงความพินาศ อนึ่ง

เราได้เห็นกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้นยากที่สัตว์จะเห็นได้ อันอาศัยหทัยในสัตว์เหล่านี้ สัตว์ถูกกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้นใดเสียบติดอยู่แล้ว ย่อมแล่นไปยังทิศทั้งปวง บัณฑิตถอนกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้นนั้นออกได้แล้ว ย่อมไม่แล่นไปยังทิศและไม่จมลงในโอฆะทั้งสี่ (อารมณ์ที่น่ายินดีเหล่าใดมีอยู่ในโลก) หมู่มนุษย์ย่อมพากันเล่าเรียนศิลป เพื่อให้ได้ซึ่งอารมณ์ที่น่ายินดีเหล่านั้นกุลบุตรผู้เป็นบัณฑิต ไม่พึงขวนขวายในอารมณ์ที่น่ายินดีเหล่านั้น พึงเบื่อหน่ายกามทั้งหลายโดยประการทั้งปวงแล้วพึงศึกษานิพพานของตน มุนีพึงเป็นผู้มีสัจจะ ไม่คะนองไม่มีมายา ละการส่อเสียดเสีย เป็นผู้ไม่โกรธ

พึงข้ามความโลภอันลามกและความตระหนี่เสีย นรชนพึงครอบงำความหลับ ความเกียจคร้านความท้อแท้เสีย ไม่พึงอยู่ร่วมด้วยความประมาท ไม่พึงดำรงอยู่ในการดูหมิ่นผู้อื่น พึงมีใจน้อมไปในนิพพาน ไม่พึงน้อมไปในการกล่าวมุสาไม่พึงกระทำความเสน่หาในรูปและพึงกำหนดรู้ความถือตัว พึงเว้นเสียจากความผลุนผลันแล้วเที่ยวไป ไม่พึงเพลิดเพลินถึงอารมณ์ที่ล่วงมาแล้ว ไม่พึงกระทำความพอใจในอารมณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าไม่พึงเศร้าโศกถึงอารมณ์ที่กำลังละไปอยู่ ไม่พึงเป็นผู้อาศัยตัณหา เรากล่าวความกำหนัดยินดีว่าเป็นโอฆะอันใหญ่หลวงกล่าวตัณหาว่า เป็นเครื่องกระซิบใจ ทำใจให้แล่นไปในอารมณ์ต่างๆ กล่าวตัณหาว่าเป็นอารมณ์แอบใจทำใจให้กำเริบ

เปือกตมคือกามยากที่สัตว์จะล่วงไปได้ พราหมณ์ผู้เป็นมุนี ไม่ปลีกออกจากสัจจะแล้ว ย่อมตั้งอยู่บนบกคือ นิพพานมุนีนั้นแล สละคืนอายตนะทั้งหมดแล้วโดยประการทั้งปวง เรากล่าวว่าเป็นผู้สงบ มุนีนั้นแลเป็นผู้รู้เป็นผู้ถึงเวท รู้สังขตธรรมแล้วอันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยเป็นอยู่ในโลกโดยชอบ ย่อมไม่ทะเยอทะยานต่ออะไรๆในโลกนี้ ผู้ใดข้ามกามทั้งหลาย และธรรมเป็นเครื่องข้องยากที่สัตว์จะล่วงได้ในโลกนี้ได้แล้ว ผู้นั้นตัดกระแสตัณหาขาดแล้วไม่มีเครื่องผูกพัน ย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่เพ่งเล็งท่านจงทำกิเลสชาติเครื่องกังวลในอดีตให้เหือดแห้ง กิเลสชาติเครื่องกังวลในอนาคตอย่าได้มีแก่ท่าน ถ้าว่าท่านจักไม่ถือเอาในปัจจุบันไซร้

ท่านจักเป็นผู้สงบเที่ยวไป ผู้ใดไม่มีความยึดถือในนามรูปว่าเป็นของเราโดยประการทั้งปวง และไม่เศร้าโศกเพราะเหตุแห่งนามรูปอันไม่มี ผู้นั้นแลย่อมไม่เสื่อมในโลก ผู้ใดไม่มีกิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้ของเราและว่า สิ่งนี้ของผู้อื่น ผู้นั้นไม่ประสบการยึดถือในสิ่งนั้นว่าเป็นของเราอยู่ ย่อมไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี บุคคลใดย่อมไม่เศร้าโศกว่าของเราไม่มี เราเป็นผู้ถูกถามถึงบุคคลผู้ไม่หวั่นไหว จะบอกอานิสงส์ ๔ อย่างในบุคคลนั้น ดังนี้ว่าบุคคลนั้นไม่มีความขวนขวายไม่กำหนัดยินดี ไม่มีความหวั่นไหวเป็นผู้เสมอในอารมณ์ทั้งปวงธรรมชาติเครื่องปรุงแต่งอะไรๆ ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่หวั่นไหวผู้รู้แจ้ง ผู้นั้นเว้นแล้วจากการปรารภมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น ย่อมเห็นความปลอดโปร่งในที่ทุกสถาน มุนีย่อมไม่กล่าวยกย่องตนในบุคคลผู้เสมอกันผู้ต่ำกว่า ผู้สูงกว่า มุนีนั้นเป็นผู้สงบปราศจากความตระหนี่ ย่อมไม่ยึดถือ ไม่สละธรรมอะไรๆในบรรดาธรรมมีรูปเป็นต้น ฯ

จบอัตตทัณฑสูตรที่ ๑๕

End of ๑๕. อัตตทัณฑสูตร