พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · อัฏฐกวรรค
๑๔. ตุวฏกสูตร เล่ม ๒๕
Text layerBuddha’s wordsItems ๔๒๑ (Royal Thai)14/16 in อัฏฐกวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
ตุวฏกสูตรที่ ๑๔
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ตุวฏกสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
๑๔ ปุจฺฉามิ ตํ อาทิจฺจพนฺธธ
วิเวกํ สนฺติปทญฺจ มเหสึ
กถํ ทิสฺวา นิพฺพาติ ภิกฺขุ
อนุปาทิยาโน โลกสฺมึ กิญฺจิ ฯ
มูลํ ปปญฺจสงฺขายา (ติ ภควา)
มนฺตา อสฺมีติ สพฺพมุปรุทฺเธ
ยา กาจิ ตณฺหา อชฺฌตฺตํ
ตาสํ วินยา สทา สโต สิกฺเข ฯ
ยํ กิญฺจิ ธมฺมํ อภิชญฺญา ๒
อชฺฌตฺตํ อถ วาปิ พหิทฺธา
น เตน ถามํ กุพฺเพถ ๓
น หิ สา นิพฺพุติ สตํ วุตฺตา
เสยฺโย น เตน มญฺเญยฺย
นีเจยฺโย อถ วาปิ สริกฺโข
ปุฏฺโฐ อเนกรูเปหิ
นาตุมานํ วิกปฺปยํ ติฏฺเฐ ฯ
อชฺฌตฺตเมว อุปสเม
น อญฺญโต ๑ ภิกฺขุ สนฺติเมเสยฺย
อชฺฌตฺตํ อุปสนฺตสฺส
นตฺถิ อตฺตา กุโต นิรตฺตํ วา ๒ ฯ
มชฺเฌ ยถา สมุทฺทสฺส
อูมิ โน ชายติ ฐิโต โหติ
เอวํ ฐิโต อเนชสฺส
อุสฺสทํ ภิกฺขุ น กเรยฺย กุหิญฺจิ ฯ
อกิตฺตยิ วิวฏจกฺขุ
สกฺขิธมฺมํ ปริสฺสยวินยํ
ปฏิปทญฺจ วเทหิ ภทฺทนฺเต
ปาฏิโมกฺขํ อถ วาปิ สมาธึ ฯ
จกฺขูหิ เนว โลลสฺส
คามกถาย อาวรเย โสตํ
รเส จ นานุคิชฺเฌยฺย
น จ มมาเยถ กิญฺจิ โลกสฺมึ ฯ
ผสฺเสน ยทา ผุฏฺฐสฺส
ปริเทวํ ภิกฺขุ น กเรยฺย
กุหิญฺจิ ภวญฺจ นาภิชปฺเปยฺย
เภรเวสุ จ น สมฺปเวเธยฺย ฯ
อนฺนานมโถ ปานานํ
ขาทนียานํ อโถปิ วตฺถานํ
ลทฺธา น สนฺนิธึ กยิรา
น จ ปริตฺตเส ตานิ อลภมาโน ฯ
ฌายี น ปาทโลลสฺส
วิรเม กุกฺกุจฺจา นปฺปมชฺเชยฺย
อถ วา อาสเนสุ สยเนสุ!
อปฺปสทฺเทสุ ภิกฺขุ วิหเรยฺย ฯ
นิทฺทํ พหุลํ น กเรยฺย
ชาคริยํ ภเชยฺย อาตาปี
ตนฺทึ มายํ หสฺสํ ขิฑฺฑํ
เมถุนํ วิปฺปชเห สวิภูสํ ฯ
อาถพฺพณํ สุปินํ ลกฺขณํ
โน วิทเห อโถปิ นกฺขตฺตํ
วิรุตญฺจ คพฺภกรณํ
ติกิจฺฉํ มามโก น เสเวยฺย ฯ
นินฺทาย นปฺปเวเธยฺย
น อุณฺณเมยฺย ปสํสิโต ภิกฺขุ
โลภํ สห มจฺฉริเยน
โกธํ เปสุณิยญฺจ ปนุเทยฺย ฯ
กยวิกฺกเย น ติฏฺเฐยฺย
อุปวาทํ ภิกฺขุ น กเรยฺย กุหิญฺจิ
คาเม จ นาภิสชฺเชยฺย
ลาภกมฺยา ชนํ น ลปเยยฺย ฯ
น จ กตฺถิตา สิยา ภิกฺขุ
น จ วาจํ ปยุตฺตํ ภาเสยฺย
ปาคพฺภิยํ น สิกฺเขยฺย
กถํ วิคาหิกํ น กเถยฺย ฯ
โมสวชฺเช น นิยฺเยถ
สมฺปชาโน สฐานิ น กยิรา
อถ ชีวิเตน ปญฺญาย
สีลพฺพเตน นาญฺญมติมญฺเญ ฯ
สุตฺวา รุสิโต พหุํ วาจํ
สมณานํ วา ปุถุวจนานํ
ผรุเสน นปฺปฏิวชฺชา
น หิ สนฺโต ปฏิเสนิกโรนฺติ ฯ
เอตญฺจ ธมฺมมญฺญาย
วิจินํ ภิกฺขุ สทา สโต สิกฺเข
สนฺตีติ นิพฺพุตึ ญตฺวา
สาสเน โคตมสฺส นปฺปมชฺเชยฺย ฯ
อภิภู หิ โส อนภิภูโต
สกฺขิธมฺมํ อนีติหมทสฺสี
ตสฺมา หิ ตสฺส ภควโต สาสเน
อปฺปมตฺโต สทา นมสฺสมนุสิกฺเขติ ภควาติ ฯ
ตุวฏกสุตฺตํ จุทฺทสมํ ฯ
๑ โป. จ ฯ ๒ โป. ธมฺมมภิชญฺญา ฯ ๓ โป. กุรุพฺเพถ ฯ
๑ ยุ. นาญฺญโต ฯ ๒ โป. ว ฯ
ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระทิตย์ ผู้สงัดและมีความสงบเป็นที่ตั้ง ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ภิกษุเห็นอย่างไรจึงไม่ถือมั่นธรรมอะไรๆ ในโลก ย่อมดับ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ภิกษุพึงปิดกั้นเสียซึ่งธรรมทั้งปวง อันเป็นรากเง่าแห่งส่วนของธรรมเป็นเครื่องยังสัตว์ให้เนิ่นช้าซึ่งเป็นไปอยู่ว่า เป็นเราด้วยปัญญา ตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งพึงบังเกิดขึ้น ณ ภายในภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษาทุกเมื่อเพื่อปราบตัณหาเหล่านั้นภิกษุพึงรู้ยิ่งธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ณ ภายในหรือภายนอกไม่พึงกระทำความถือตัวด้วยธรรมนั้น สัตบุรุษทั้งหลายไม่กล่าวความดับนั้นเลย ภิกษุไม่พึงสำคัญว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขาเสมอเขาหรือเลวกว่าเขา ด้วยความถือตัวนั้นถูกผู้อื่นถามด้วยคุณหลายประการ ก็ไม่พึงกำหนดตนตั้งอยู่โดยนัยเป็นต้นว่า เราบวชแล้วจากสกุลสูง ภิกษุพึงสงบระงับภายในเทียว ไม่พึงแสวงหาความสงบโดยอุบายอย่างอื่นความเห็นว่าตัวตน ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สงบแล้วณ ภายในอนึ่ง ความเห็นว่าไม่มีตัวตน คือ เห็นว่าขาดสูญ จักมีแต่ที่ไหน คลื่นไม่เกิดที่ท่ามกลางแห่งสมุทร สมุทรนั้นตั้งอยู่ไม่หวั่นไหวฉันใด ภิกษุพึงเป็นผู้มั่นคง ไม่หวั่นไหวในอิฐผลมีลาภเป็นต้น ฉันนั้นภิกษุไม่พึงกระทำกิเลสเครื่องฟูขึ้นมีราคะเป็นต้น ในอารมณ์ไหนๆ ฯ
พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุเปิดแล้ว ขอพระองค์ได้ตรัสบอกธรรมที่ทรงเห็นด้วยพระองค์เองอันนำเสียซึ่งอันตราย (ขอพระองค์จงมีความเจริญ)ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงตรัสบอกข้อปฏิบัติ และศีลเครื่องให้ผู้รักษาพ้นจากทุกข์หรือสมาธิเถิด ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ภิกษุไม่พึงเป็นผู้โลเลด้วยจักษุเลย พึงปิดกั้นโสตเสียจากถ้อยคำของชาวบ้าน (ดิรัจฉานกถา) ไม่พึงกำหนัดยินดีในรสและไม่พึงถือสิ่งอะไรๆ ในโลกว่าเป็นของเรา เมื่อตนอันผัสสะถูกต้องแล้ว ในกาลใด ในกาลนั้นภิกษุไม่พึงกระทำความร่ำไร ไม่พึงปรารถนาภพในที่ไหนๆ และไม่พึงหวั่นไหวในเพราะอารมณ์ที่น่ากลัว ภิกษุได้ข้าว น้ำ ของเคี้ยว หรือแม้ผ้าแล้ว ไม่พึงกระทำการสั่งสมไว้และเมื่อไม่ได้สิ่งเหล่านั้น ก็ไม่พึงสะดุ้งดิ้นรน พึงเป็นผู้เพ่งฌาน ไม่พึงโลเลด้วยการเที่ยว พึงเว้นจากความคะนอง ไม่พึงประมาทอีกอย่างหนึ่ง ภิกษุพึงอยู่ในที่นั่งและที่นอนอันเงียบเสียง ไม่พึงนอนมาก พึงมีความเพียร เสพความเป็นผู้ตื่นอยู่พึงละเสียให้เด็ดขาดซึ่งความเกียจคร้าน
ความล่อลวงความร่าเริง การเล่นเมถุนธรรมกับทั้งการประดับ ภิกษุผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของเรา ไม่พึงประกอบอาถรรพ์ ตำราทำนายฝันทำนายลักษณะนักขัตฤกษ์ การทำนายเสียงสัตว์ร้อง การทำยาให้หญิงมีครรภ์ และการเยียวยารักษา ภิกษุไม่พึงหวั่นไหวเพราะนินทา เมื่อเขาสรรเสริญก็ไม่พึงเห่อเหิม พึงบรรเทาความโลภ พร้อมทั้งความตระหนี่ความโกรธและคำส่อเสียดเสีย ภิกษุไม่พึงขวนขวายในการซื้อการขายไม่พึงกระทำการกล่าวติเตียนในที่ไหนๆ และไม่พึงคลุกคลีในชาวบ้านไม่พึงเจรจากะชนเพราะความใคร่ลาภ ภิกษุไม่พึงเป็นผู้พูดโอ้อวด ไม่พึงกล่าววาจาประกอบปัจจัยมีจีวรเป็นต้น ไม่พึงศึกษาความเป็นผู้คะนองไม่พึงกล่าวถ้อยคำเถียงกัน ภิกษุพึงเป็นผู้มีสัมปชัญญะ ไม่พึงนิยมในการกล่าวมุสา ไม่พึงกระทำความโอ้อวด
อนึ่ง ไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความเป็นอยู่ปัญญา ศีลและพรต ภิกษุถูกผู้อื่นเสียดสีแล้วได้ฟังวาจามากของสมณะทั้งหลายหรือของชนผู้พูดมาก ไม่พึงโต้ตอบด้วยคำหยาบ เพราะสัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่กระทำความเป็นข้าศึก ภิกษุรู้ทั่วถึงธรรมนี้แล้ว ค้นคว้าพิจารณาอยู่ รู้ความดับกิเลสว่าเป็นความสงบดังนี้แล้ว พึงเป็นผู้มีสติศึกษาทุกเมื่อ ไม่พึงประมาทในศาสนาของพระโคดม ก็ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ครอบงำอารมณ์มีรูปเป็นต้น อันอารมณ์มีรูปเป็นต้นครอบงำไม่ได้ เป็นผู้เห็นธรรมที่ตนเห็นเอง ประจักษ์แก่ตนเพราะเหตุนั้นแล ภิกษุผู้ไม่ประมาท พึงนอบน้อมศึกษาไตรสิกขาอยู่เนืองๆ ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทุกเมื่อเทอญ ฯ
จบตุวฏกสูตรที่ ๑๔
End of ๑๔. ตุวฏกสูตร