arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · ขุททกวัตถุวิภังค์

อัฏฐกนิเทศ เล่ม ๓๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๑๒–๑๐๑๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๓ ในขุททกวัตถุวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

เรื่องนี้มีข้อความเติมจากฉบับมหาจุฬาฯ ๑ เพราะฉบับมหาจุฬาฯ ๒ ในข้อมูล e-tipitaka ไม่มี (หน้า ๖๑๑)

๘. อฏฺฐกนิทฺเทส

๘. อัฏฐกนิทเทส

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ขุททกวัตถุวิภังค์ อัฏฐกนิเทศ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๓๕ หน้า ๔๖๗–๔๗๑ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๓๕ หน้า ๖๑๐–๖๑๕

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตมานิ อฏฺฐ กิเลสวตฺถูนิ? โลโภ โทโส โมโห มาโน ทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา ถีนํ อุทฺธจฺจํ. อิมานิ อฏฺฐ กิเลสวตฺถูนิ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

บรรดาอัฏฐกมาติกาเหล่านั้น กิเลสวัตถุ ๘ เป็นไฉน

กิเลสวัตถุ ๘ คือ

๑. โลภะ (ความโลภ) ๒. โทสะ (ความคิดประทุษร้าย)

๓. โมหะ (ความหลง) ๔. มานะ (ความถือตัว)

๕. ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) ๖. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย)

๗. ถีนะ (ความหดหู่ท้อแท้) ๘. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน)

เหล่านี้ชื่อว่ากิเลสวัตถุ ๘

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตมานิ อฏฺฐ กุสีตวตฺถูนิ? อิธ ภิกฺขุนา กมฺมํ กาตพฺพํ โหติ, ตสฺส เอวํ โหติ “กมฺมํ โข เม กาตพฺพํ ภวิสฺสติ, กมฺมํ โข ปน เม กโรนฺตสฺส กาโย กิลมิสฺสติ, หนฺทาหํ นิปชฺชามี”ติ. โส นิปชฺชติ น วีริยํ อารภติ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย. อิทํ ปฐมํ กุสีตวตฺถุ.

ปุน จ ปรํ ภิกฺขุนา กมฺมํ กตํ โหติ, ตสฺส เอวํ โหติ “อหํ โข กมฺมํ อกาสึ, กมฺมํ โข ปน เม กโรนฺตสฺส กาโย กิลนฺโต, หนฺทาหํ นิปชฺชามี”ติ. โส นิปชฺชติ น วีริยํ อารภติ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย. อิทํ ทุติยํ กุสีตวตฺถุ.

ปุน จ ปรํ ภิกฺขุนา มคฺโค คนฺตพฺโพ โหติ, ตสฺส เอวํ โหติ “มคฺโค โข เม คนฺตพฺโพ ภวิสฺสติ, มคฺคํ โข ปน เม คจฺฉนฺตสฺส กาโย กิลมิสฺสติ, หนฺทาหํ นิปชฺชามี”ติ. โส นิปชฺชติ น วีริยํ อารภติ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย. อิทํ ตติยํ กุสีตวตฺถุ.

ปุน จ ปรํ ภิกฺขุนา มคฺโค คโต โหติ, ตสฺส เอวํ โหติ “อหํ โข มคฺคํ อคมาสึ, มคฺคํ โข ปน เม คจฺฉนฺตสฺส กาโย กิลนฺโต, หนฺทาหํ นิปชฺชามี”ติ. โส นิปชฺชติ น วีริยํ อารภติ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย. อิทํ จตุตฺถํ กุสีตวตฺถุ.

ปุน จ ปรํ ภิกฺขุ คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย จรนฺโต น ลภติ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ, ตสฺส เอวํ โหติ “อหํ โข คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย จรนฺโต นาลตฺถํ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ, ตสฺส เม กาโย กิลนฺโต อกมฺมญฺโญ, หนฺทาหํ นิปชฺชามี”ติ. โส นิปชฺชติ น วีริยํ อารภติ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย. อิทํ ปญฺจมํ กุสีตวตฺถุ.

ปุน จ ปรํ ภิกฺขุ คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย จรนฺโต ลภติ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ, ตสฺส เอวํ โหติ “อหํ โข คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย จรนฺโต อลตฺถํ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ, ตสฺส เม กาโย ครุโก (๑) อกมฺมญฺโญ, มาสาจิตํ มญฺเญ, หนฺทาหํ นิปชฺชามี”ติ. โส นิปชฺชติ น วีริยํ อารภติ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย. อิทํ ฉฏฺฐํ กุสีตวตฺถุ.

ปุน จ ปรํ ภิกฺขุโน อุปฺปนฺโน โหติ อปฺปมตฺตโก อาพาโธ, ตสฺส เอวํ โหติ “อุปฺปนฺโน โข เม อยํ อปฺปมตฺตโก อาพาโธ, อตฺถิ กปฺโป นิปชฺชิตุํ, หนฺทาหํ นิปชฺชามี”ติ. โส นิปชฺชติ น วีริยํ อารภติ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย. อิทํ สตฺตมํ กุสีตวตฺถุ.

ปุน จ ปรํ ภิกฺขุ คิลานา วุฏฺฐิโต โหติ อจิรวุฏฺฐิโต เคลญฺญา, ตสฺส เอวํ โหติ “อหํ โข คิลานา วุฏฺฐิโต อจิรวุฏฺฐิโต เคลญฺญา, ตสฺส เม กาโย ทุพฺพโล อกมฺมญฺโญ, หนฺทาหํ นิปชฺชามี”ติ. โส นิปชฺชติ น วีริยํ อารภติ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย. อิทํ อฏฺฐมํ กุสีตวตฺถุ. อิมานิ อฏฺฐ กุสีตวตฺถูนิ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. กิลนฺโต
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

กุสีตวัตถุ ๘ เป็นไฉน

กุสีตวัตถุ ๘ คือ

๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้มีการงานที่ต้องทำ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักต้อง ทำการงาน แต่เมื่อเรากำลังทำการงานอยู่จักลำบากกาย เอาละ เรานอนดี กว่า เธอจึงนอน ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุข้อที่ ๑

๒. ภิกษุทำการงานแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราได้ทำการงานแล้ว เมื่อ เรากำลังทำการงานอยู่กายก็ลำบาก เอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึงนอน ไม่ เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำ ให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุข้อที่ ๒

๓. ภิกษุต้องเดินทาง เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักต้องเดินทางแน่ เมื่อ เรากำลังเดินทางกายจักลำบาก เอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึงนอน ไม่เริ่ม ความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำ ให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุข้อที่ ๓

๔. ภิกษุเดินทางแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราได้เดินทางแล้วนะ เมื่อ เรากำลังเดินทางอยู่กายก็ลำบาก เอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึงนอน ไม่เริ่ม ความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อ ทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุข้อที่ ๔

๕. ภิกษุเที่ยวไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม ไม่ได้โภชนะหยาบหรือประณีต เพียงพอแก่ความต้องการ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราเที่ยวไปบิณฑบาต ยังบ้านหรือนิคมก็ไม่ได้โภชนะหยาบหรือประณีตเพียงพอแก่ความต้องการ กายของเรานั้นเหน็ดเหนื่อย ไม่ควรแก่การงาน เอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึง นอน ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุข้อที่ ๕๖. ภิกษุเที่ยวไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม ได้โภชนะหยาบหรือประณีต เพียงพอแก่ความต้องการ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เรานะเที่ยวไป บิณฑบาตยังบ้านหรือนิคมได้โภชนะหยาบหรือประณีตเพียงพอแก่ความ

ต้องการแล้ว กายของเราหนัก ไม่ควรแก่การงาน จะเป็นเหมือนถั่วหมัก เอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึงนอน ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อ บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งคุณที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่า กุสีตวัตถุข้อที่ ๖๗. ภิกษุเกิดอาพาธขึ้นเล็กน้อย เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราเกิดอาพาธขึ้น เล็กน้อย มีข้ออ้างที่จะนอน เอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึงนอน ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้ง ธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุข้อที่ ๗

๘. ภิกษุหายไข้แล้วแต่หายยังไม่นาน เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราหายไข้แล้ว แต่หายยังไม่นาน กายของเรานั้นยังอ่อนเพลีย ไม่ควรแก่การงาน เอาละ เรานอนดีกว่า เธอจึงนอน ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อ บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง นี้ชื่อว่า กุสีตวัตถุข้อที่ ๘

เหล่านี้ชื่อว่ากุสีตวัตถุ ๘

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตเมสุ อฏฺฐสุ โลกธมฺเมสุ จิตฺตสฺส ปฏิฆาโต? ลาเภ สาราโค, อลาเภ ปฏิวิโรโธ, ยเส สาราโค, อยเส ปฏิวิโรโธ, ปสํสาย สาราโค, นินฺทาย ปฏิวิโรโธ, สุเข สาราโค, ทุกฺเข ปฏิวิโรโธ. อิเมสุ อฏฺฐสุ โลกธมฺเมสุ จิตฺตสฺส ปฏิฆาโต.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

จิตกระทบในโลกธรรม ๘ เป็นไฉน

จิตกระทบในโลกธรรม ๘ คือ

๑. ความยินดีในลาภ ๒. ความยินร้ายในความเสื่อมลาภ

๓. ความยินดีในยศ ๔. ความยินร้ายในความเสื่อมยศ

๕. ความยินดีในการสรรเสริญ ๖. ความยินร้ายในการนินทา

๗. ความยินดีในสุข ๘. ความยินร้ายในทุกข์

เหล่านี้ชื่อว่าจิตกระทบในโลกธรรม ๘ เหล่านี้

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตเม อฏฺฐ อนริยโวหารา? อทิฏฺเฐ ทิฏฺฐวาทิตา, อสฺสุเต สุตวาทิตา, อมุเต มุตวาทิตา, อวิญฺญาเต วิญฺญาตวาทิตา, ทิฏฺเฐ อทิฏฺฐวาทิตา, สุเต อสฺสุตวาทิตา, มุเต อมุตวาทิตา, วิญฺญาเต อวิญฺญาตวาทิตา. อิเม อฏฺฐ อนริยโวหารา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

อนริยโวหาร ๘ เป็นไฉน

อนริยโวหาร ๘ คือ

๑. เมื่อไม่เห็น พูดว่าเห็น ๒. เมื่อไม่ได้ยิน พูดว่าได้ยิน

๓. เมื่อไม่รู้ พูดว่ารู้ ๔. เมื่อไม่เข้าใจ พูดว่าเข้าใจ

๕. เมื่อเห็น พูดว่าไม่เห็น ๖. เมื่อได้ยิน พูดว่าไม่ได้ยิน

๗. เมื่อรู้ พูดว่าไม่รู้ ๘. เมื่อเข้าใจ พูดว่าไม่เข้าใจ

เหล่านี้ชื่อว่าอนริยโวหาร ๘

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตเม อฏฺฐ มิจฺฉตฺตา? มิจฺฉาทิฏฺฐิ มิจฺฉาสงฺกปฺโป มิจฺฉาวาจา มิจฺฉากมฺมนฺโต มิจฺฉาอาชีโว มิจฺฉาวายาโม มิจฺฉาสติ มิจฺฉาสมาธิ. อิเม อฏฺฐ มิจฺฉตฺตา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

มิจฉัตตะ ๘ เป็นไฉน

มิจฉัตตะ ๘ คือ

๑. มิจฉาทิฏฐิ (เห็นผิด) ๒. มิจฉาสังกัปปะ (ดำริผิด)

๓. มิจฉาวาจา (เจรจาผิด) ๔. มิจฉากัมมันตะ (การงานผิด)

๕. มิจฉาอาชีวะ (เลี้ยงชีพผิด) ๖. มิจฉาวายามะ (พยายามผิด)

๗. มิจฉาสติ (ระลึกผิด) ๘. มิจฉาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นผิด)

เหล่านี้ชื่อว่ามิจฉัตตะ ๘

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตเม อฏฺฐ ปุริสโทสา? อิธ ภิกฺขู ภิกฺขุํ อาปตฺติยา โจเทนฺติ, โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน “น สรามิ น สรามี”ติ อสฺสติยาว นิพฺเพเฐติ. อยํ ปฐโม ปุริสโทโส.

ปุน จ ปรํ ภิกฺขู ภิกฺขุํ อาปตฺติยา โจเทนฺติ, โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน โจทกํเยว ปฏิปฺผรติ “กินฺนุ โข ตุยฺหํ พาลสฺส อพฺยตฺตสฺส ภณิเตน, ตฺวํปิ นาม มํ ภณิตพฺพํ มญฺญสี”ติ. อยํ ทุติโย ปุริสโทโส.

ปุน จ ปรํ ภิกฺขู ภิกฺขุํ อาปตฺติยา โจเทนฺติ, โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน โจทกสฺเสว ปจฺจาโรเปติ “ตฺวํปิ โขสิ อิตฺถนฺนามํ อาปตฺตึ อาปนฺโน, ตฺวํ ตาว ปฐมํ ปฏิกโรหี”ติ. อยํ ตติโย ปุริสโทโส. ปุน จ ปรํ ภิกฺขู ภิกฺขุํ อาปตฺติยา โจเทนฺติ, โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน อญฺเญนญฺญํ ปฏิจรติ, พหิทฺธา กถํ อปนาเมติ, โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ. อยํ จตุตฺโถ ปุริสโทโส.

ปุน จ ปรํ ภิกฺขู ภิกฺขุํ อาปตฺติยา โจเทนฺติ, โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน สํฆมชฺเฌ พาหาวิกฺเขปกํ ภณติ. อยํ ปญฺจโม ปุริสโทโส.

ปุน จ ปรํ ภิกฺขู ภิกฺขุํ อาปตฺติยา โจเทนฺติ, โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน “เนวาหํ อาปนฺโนมฺหิ, น ปนาหํ อนาปนฺโนมฺหี”ติ ตุณฺหีภูโต สํฆํ วิเทเสติ. อยํ ฉฏฺโฐ ปุริสโทโส.

ปุน จ ปรํ ภิกฺขู ภิกฺขุํ อาปตฺติยา โจเทนฺติ, โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน อนาทิยิตฺวา สํฆํ อนาทิยิตฺวา โจทกํ สาปตฺติโกว เยนกามํ ปกฺกมติ. อยํ สตฺตโม ปุริสโทโส.

ปุน จ ปรํ ภิกฺขู ภิกฺขุํ อาปตฺติยา โจเทนฺติ, โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน เอวมาห “กินฺนุ โข ตุเมฺห อายสฺมนฺโต อติพาฬฺหํ มยิ พฺยาวฏา, อิทานาหํ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติสฺสามี”ติ, โส สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติตฺวา เอวมาห “อิทานิ โข ตุเมฺห อายสฺมนฺโต อตฺตมนา โหถา”ติ. อยํ อฏฺฐโม ปุริสโทโส. อิเม อฏฺฐ ปุริสโทสา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

บุรุษโทษ ๘ เป็นไฉน

บุรุษโทษ ๘ คือ

๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้โจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นแก้ตัว โดยการอ้างว่าไม่มีสติอย่างนี้ว่า เราระลึกไม่ได้ เราระลึกไม่ได้ นี้ชื่อว่า บุรุษโทษข้อที่ ๑๒. ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นโต้ตอบผู้โจทว่า การพูดกับท่านผู้โง่เขลา ไม่ฉลาดจะมีประโยชน์อะไร แม้ท่านก็ยังเข้าใจ ผมว่าควรว่ากล่าว นี้ชื่อว่าบุรุษโทษข้อที่ ๒๓. ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นกลับปรับอาบัติแก่ภิกษุ ผู้โจทนั่นว่า ถึงท่านก็ต้องอาบัติชื่อนี้ ท่านจงแสดงอาบัตินั้นเสียก่อน นี้ ชื่อว่าบุรษโทษข้อที่ ๓๔. ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นยกเหตุอื่น ๆ มาพูด กลบเกลื่อน พูดชักให้เขวไปนอกเรื่อง เคือง แสดงความโกรธ เคืองและ อาการไม่พอใจ นี้ชื่อว่าบุรุษโทษข้อที่ ๔๕. ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นโบกมือปฏิเสธในท่าม กลางสงฆ์ นี้ชื่อว่าบุรุษโทษข้อที่ ๕

๖. ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นนิ่งเฉยเสียด้วยคิดว่า เราไม่ต้องอาบัติเลย แต่ความจริงเราต้องอาบัติ แกล้งสงฆ์ให้ลำบาก นี้ ชื่อว่าบุรุษโทษข้อที่ ๖๗. ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้น ไม่เอื้อเฟื้อสงฆ์ ไม่ เอื้อเฟื้อโจท หลีกไปตามชอบใจ ทั้งที่ยังมีอาบัติติดตัวอยู่ นี้ชื่อว่าบุรุษ โทษข้อที่ ๗๘. ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุผู้ถูกโจทด้วยอาบัตินั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ทำไมหนอ ท่านจึงวุ่นวายกับกระผมนัก บัดนี้กระผมจักลาสิกขาไปเป็น คฤหัสถ์ เธอก็ลาสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า พระคุณเจ้า บัดนี้แลท่านคงพอใจ นี้ชื่อว่าบุรุษโทษข้อที่ ๘เหล่านี้ชื่อว่าบุรุษโทษ ๘

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตเม อฏฺฐ อสญฺญีวาทา? รูปื อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ อสญฺญีติ นํ ปญฺญเปนฺติ. อรูปื อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ อสญฺญีติ นํ ปญฺญเปนฺติ. รูปื จ อรูปื จ อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ อสญฺญีติ นํ ปญฺญเปนฺติ. เนว รูปื นารูปื อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ อสญฺญีติ นํ ปญฺญเปนฺติ. อนฺตวา อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ อสญฺญีติ นํ ปญฺญเปนฺติ. อนนฺตวา อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ อสญฺญีติ นํ ปญฺญเปนฺติ. อนฺตวา จ อนนฺตวา จ อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ อสญฺญีติ นํ ปญฺญเปนฺติ. เนวนฺตวา นานนฺตวา อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ อสญฺญีติ นํ ปญฺญเปนฺติ. อิเม อฏฺฐ อสญฺญีวาทา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

อสัญญีวาทะ ๘ เป็นไฉน

สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า

๑. อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา

๒. อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา

๓. อัตตาทั้งที่มีรูปและไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา

๔. อัตตามีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา

๕. อัตตามีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา

๖. อัตตาไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา

๗. อัตตามีที่สุดและไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญา

๘. อัตตามีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว ไม่มีสัญญาเหล่านี้ชื่อว่าอสัญญีวาทะ ๘

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑คำว่า ยั่งยืน ตรงกับคำบาลีว่า อโรโค แปลว่า ไม่มีโรค ไม่มีการทรุดโทรม หรือไม่มีความเปลี่ยนแปลง
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตเม อฏฺฐ เนวสญฺญีนาสญฺญีวาทา? รูปื อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ เนวสญฺญีนาสญฺญีติ นํ ปญฺญเปนฺติ. อรูปื อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ เนวสญฺญีนาสญฺญีติ นํ ปญฺญเปนฺติ. รูปื จ อรูปื จ อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ เนวสญฺญีนาสญฺญีติ นํ ปญฺญเปนฺติ. เนว รูปื นารูปื อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ เนวสญฺญีนาสญฺญีติ นํ ปญฺญเปนฺติ. อนฺตวา อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ เนวสญฺญีนาสญฺญีติ นํ ปญฺญเปนฺติ. อนนฺตวา อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ เนวสญฺญีนาสญฺญีติ นํ ปญฺญเปนฺติ. อนฺตวา จ อนนฺตวา จ อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ เนวสญฺญีนาสญฺญีติ นํ ปญฺญเปนฺติ. เนวนฺตวา นานนฺตวา อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ เนวสญฺญีนาสญฺญีติ นํ ปญฺญเปนฺติ. อิเม อฏฺฐ เนวสญฺญีนาสญฺญีวาทา. อฏฺฐกํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘ เป็นไฉน

สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า

๑. อัตตามีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่๒. อัตตาไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่๓. อัตตาที่มีรูปและไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มี สัญญาก็มิใช่๔. อัตตามีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่๕. อัตตามีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่๖. อัตตาไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญา ก็มิใช่๗. อัตตามีที่สุดและไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มี สัญญาก็มิใช่๘. อัตตามีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็ มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่เหล่านี้ชื่อว่าเนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘

อัฏฐกนิทเทส จบ

จบ อัฏฐกนิเทศ