พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน · สัปปีติกทุกะ
ปัญหาวาร เล่ม ๔๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๘๓–๖๙๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๔ ในสัปปีติกทุกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน ปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๔ สัปปีติกทุกะ ปัญหาวาร (ฉบับหลวง เล่ม ๔๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔๓)
ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่
ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๘๙ หน้า ๗๕๗–๗๘๐
ปัญหาวาระ
อนุโลมนัย
๑. เหตุปัจจัย
[๖๘๓] ๑. สัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย.
ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ
๒. สัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่อัปปีติกธรรม ด้วย
อำนาจของเหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่ปีติ และจิตต-สมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย.
ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ
พึงกระทำมูล (วาระที่ ๓)
เหตุทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย,ปีติ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย.
ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ
๕. อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่อัปปีติกธรรม ด้วย
อำนาจของเหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย.
ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ
๒. อารัมมณปัจจัย
[๖๘๔] ๑. สัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย
คือ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นสัปปีติกธรรม ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม ย่อมเกิดขึ้น.
พึงกระทำมูล (วาระที่ ๒)
เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติ ย่อมเกิดขึ้น.
พึงกระทำมูล (วาระที่ ๓)
เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ ย่อมเกิดขึ้น.
๔. อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่อัปปีติกธรรม ด้วย
อำนาจของอารัมมณปัจจัย
คือ บุคคลให้ทาน ด้วยจิตที่เป็นอัปปีติกธรรม ศีล ฯลฯ กระทำอุโบสถกรรมแล้ว พิจารณาด้วยจิตที่เป็นอัปปีติกธรรมแล้ว ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภกุศลกรรมนั้น ราคะที่เป็นอัปปีติกธรรม ย่อมเกิดขึ้น ทิฏฐิ ย่อมเกิดขึ้น วิจิกิจฉา ย่อมเกิดขึ้น โทมนัส ย่อมเกิดขึ้น.
บุคคลออกจากฌานที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ ออกจากมรรค ฯลฯ
ออกจากผล แล้วพิจารณาผล ด้วยจิตที่เป็นอัปปีติกธรรม.
พระอริยะทั้งหลาย พิจารณานิพพาน ด้วยจิตที่เป็นอัปปีติกธรรม.
นิพพาน เป็นปัจจัยแก่โคตรภูที่เป็นอัปปีติกธรรม, แก่โวทาน, แก่มรรค, แก่ผล แก่อาวัชชนะ, และแก่ปีติ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.
พระอริยะทั้งหลาย พิจารณากิเลสที่ละแล้ว ที่เป็นอัปปีติกธรรม กิเลสที่ข่มแล้ว ฯลฯ กิเลสทั้งหลายที่เคยเกิดขึ้นแล้วในกาลก่อน ฯลฯ ด้วยจิตที่เป็นอัปปีติกธรรม.
บุคคลพิจารณาเห็นจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติก--ธรรม และปีติ ด้วยจิตที่เป็นอัปปีติกธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภจักษุเป็นต้นนั้น ราคะ ที่เป็นอัปปีติกธรรม ย่อมเกิดขึ้น โทมนัส ย่อมเกิดขึ้น.
เห็นรูปด้วยทิพยจักษุ ฯลฯ
โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ ด้วยอำนาจของอารัมมณ-ปัจจัย.
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ แก่เจโต-ปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่ยถากัมมูปคญาณ แก่อนาคตังสญาณแก่อาวัชชนะ และแก่ปีติ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.
เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติ ย่อมเกิดขึ้น.
๕. อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม ด้วย
อำนาจของอารัมมณปัจจัย
คือ บุคคลให้ทานด้วยจิตที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ ศีลฯลฯ อุโบสถ-กรรม ฯลฯ แล้วพิจารณาด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภกุศลกรรมนั้น ราคะที่เป็นสัปปีติกธรรม ย่อมเกิดขึ้น ทิฏฐิ ย่อมเกิดขึ้น.
บุคคลออกจากฌานที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ ออกจากมรรค ฯลฯ
ออกจากผล แล้วพิจารณาผล ด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม.
พระอริยะทั้งหลาย พิจารณานิพพาน ด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม.
นิพพาน เป็นปัจจัยแก่โคตรภู ที่เป็นสัปปีติกธรรม, แก่โวทาน, แก่มรรค, แก่ผล ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.
พระอริยะทั้งหลาย พิจารณากิเลสที่ละแล้ว ที่เป็นอัปปีติกธรรม กิเลสที่ข่มแล้ว ฯลฯ กิเลสทั้งหลายที่เคยเกิดขึ้นแล้วในกาลก่อน ฯลฯ ด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม.
บุคคลพิจารณาเห็นจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติก-ธรรม และปีติ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ ด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรมย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภจักษุเป็นต้นนั้น ราคะที่เป็นสัปปีติก-ธรรม ย่อมเกิดขึ้น ทิฏฐิ ย่อมเกิดขึ้น.
เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม ย่อมเกิดขึ้น.
๖. อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม และ
อัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย
คือ บุคคลให้ทานด้วยจิตที่เป็นอัปปีติกธรรม ศีล ฯลฯ อุโบสถกรรมฯลฯ แล้วพิจารณาด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่งเพราะปรารภกุศลกรรมนั้น ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ ย่อมเกิดขึ้น.
บุคคลออกจากฌานที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ พระอริยะทั้งหลายออกจากมรรค ฯลฯ ออกจากผลแล้ว พิจารณาผล ด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม.
พระอริยะทั้งหลาย พิจารณานิพพานด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม.
นิพพาน เป็นปัจจัยแก่โคตรภู, ที่เป็นสัปปีติกธรรม แก่โวทาน, แก่มรรค, แก่ผล, และแก่ปีติ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.
พระอริยะทั้งหลายพิจารณากิเลสที่ละแล้ว ที่เป็นอัปปีติกธรรม, กิเลสที่ข่มแล้ว ฯลฯ กิเลสทั้งหลายที่เคยเกิดขึ้นแล้วในกาลก่อน ฯลฯ ด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม.
บุคคลพิจารณาเห็นจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติก-ธรรม และปีติ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ ด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรมย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภจักษุเป็นต้นนั้น ราคะที่เป็นสัปปีติกธรรม ย่อมเกิดขึ้น ทิฏฐิ ย่อมเกิดขึ้น.
เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ ย่อมเกิดขึ้น.
๗. สัปปีติกธรรม และอัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่
สัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย
คือ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม ย่อมเกิดขึ้น.
พึงกระทำมูล (วาระที่ ๘)
เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติ ย่อมเกิดขึ้น.
พึงกระทำมูล (วาระที่ ๙)
เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ ย่อมเกิดขึ้น.
๓. อธิปติปัจจัย
[๖๘๕] ๑. สัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณาธิปติ และ สหชาตาธิปติที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่
เพราะกระทำขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรมให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม ย่อมเกิดขึ้น.
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่
อธิปติธรรมที่เป็นสัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.
๒. สัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่อัปปีติกธรรม ด้วย
อำนาจของอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณาธิปติ และ สหชาตธิปติที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่
เพราะกระทำขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรมให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติ ย่อมเกิดขึ้น.
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่
อธิปติธรรมที่เป็นสัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่ปีติ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.
๓. สัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม และ
อัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณาธิปติ และ สหชาตาธิปติที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่
เพราะกระทำขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรมให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ ย่อมเกิดขึ้น.
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่
อธิปติธรรมที่เป็นสัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย,ปีติ และจิตตสมุฏกฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.
๔. อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่อัปปีติกธรรม ด้วย
อำนาจของอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณาธิปติ และ สหชาตาธิปติที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่
บุคคลให้ทานด้วยจิตที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ ศีล ฯลฯ อุโบสถกรรมฯลฯ กระทำกุศลกรรมนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ด้วยจิตที่เป็นอัปปี-ติกธรรมแล้ว พิจารณา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำกุศลกรรมนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะที่เป็นอัปปีติกธรรม ย่อมเกิดขึ้น ทิฏฐิย่อมเกิดขึ้น.
บุคคลออกจากฌานที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ ออกจากมรรค ฯลฯ
ออกจากผล กระทำผลให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ด้วยจิตที่เป็นอัปปีติก-ธรรมแล้ว พิจารณา.
พระอริยะทั้งหลาย กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ด้วยจิตที่เป็นอัปปีติกธรรมแล้ว พิจารณา.
นิพพาน เป็นปัจจัยแก่โคตรภูที่เป็นอัปปีติกธรรม แก่โวทาน, แก่มรรค, แก่ผล ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.
บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ด้วยจิตที่เป็นอัปปีติกธรรม ครั้นกระทำจักษุเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ราคะที่เป็นอัปปีติกธรรม ย่อมเกิดขึ้น ทิฏฐิ ฯลฯ
เพราะกระทำขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติ ย่อมเกิดขึ้น.
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่
อธิปติธรรมที่เป็นอัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.
๕. อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม ด้วย
อำนาจของอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่
บุคคลให้ทานด้วยจิตที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ ศีล ฯลฯ อุโบสถ-กรรม ฯลฯ
อธิปติ ฯลฯ นิพพาน เป็นปัจจัยแก่โคตรภูที่เป็นสัปปีติกธรรม แก่โวทาน แก่มรรค แก่ผล ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.
บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม ครั้นกระทำจักษุเป็นต้นนั้น ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ราคะที่เป็นสัปปีติกธรรม ย่อมเกิดขึ้น ทิฏฐิ ฯลฯ
เพราะกระทำขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม ย่อมเกิดขึ้น.
๖. อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม และ
อัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่
บุคคลให้ทาน ด้วยจิตที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ ศีล ฯลฯ อุโบสถ-กรรม แล้วพิจารณาด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม.
นิพพาน เป็นปัจจัยแก่โคตรภูที่เป็นสัปปีติกธรรม แก่โวทาน แก่มรรค แก่ผล และแก่ปีติ ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.
บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ด้วยจิตที่เป็นอัปปีติกธรรม ครั้นกระทำจักษุเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ราคะที่เป็นสัปปีติกธรรม ย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ ทิฏฐิ ย่อมเกิดขึ้น.
เพราะกระทำขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ ย่อมเกิดขึ้น.
๗. สัปปีติกธรรม และอัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่
สัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
คือ เพราะกระทำขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม ย่อมเกิดขึ้น.
พึงกระทำมูล (วาระที่ ๘)
เพราะกระทำขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติ ย่อมเกิดขึ้น.
พึงกระทำมูล (วาระที่ ๙)
เพราะกระทำขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ ย่อมเกิดขึ้น.
๔. อนันตรปัจจัย
[๖๘๖] ๑. สัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
คือ ขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นสัปปีติกธรรม ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นสัปปีติกธรรม ที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
พึงกระทำมูล. (วาระที่ ๒)
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ปีติที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
จุติจิต ที่เป็นสัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปปัตติจิต ที่เป็นอัปปีติก-ธรรม.
ภวังค์ ที่เป็นสัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่อาวัชชนะ.
ขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นสัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ ที่เป็นอัปปี-ติกธรรม.
วิบากมโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นปีติสหคตธรรม เป็นปัจจัยแก่กิริยา-มโนวิญญาณธาตุ.
ภวังค์ ที่เป็นสัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภวังค์ ที่เป็นอัปปีติกธรรม.
กุศลและอกุศล ที่เป็นสัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ ที่เป็นอัป-ปีติกธรรม.
กิริยา เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ.
ผล เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
พึงกระทำมูล. (วาระที่ ๓)
ขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นสัปปีติกธรรม ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นสัปปีติกธรรม ที่เกิดหลัง ๆ และปีติ ด้วยอำนาจของอนันตร-ปัจจัย.
๔. อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่อัปปีติกธรรม ด้วย
อำนาจของอนันตรปัจจัย
คือ ปีติ ที่เกิดก่อน ๆ ที่เป็นอัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่ปีติ ที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม ที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โคตรภู แก่ผลสมาบัติ ที่เป็นอัปปีติกธรรมด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
พึงกระทำมูล. (วาระที่ ๕)
ปีติ ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นสัปปีติกธรรมที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
จุติจิต ที่เป็นอัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปปัตติจิต ที่เป็นสัปปีติก-ธรรม.
อาวัชชนะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นสัปปีติกธรรม.
ขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นอัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ ที่เป็นสัปปี-ติกธรรม.
วิบากมโนธาตุ เป็นปัจจัยแก่วิบากมโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นสัปปีติก-ธรรม.
ภวังค์ ที่เป็นอัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภวังค์ ที่เป็นสัปปีติกธรรม.
กุศลและอกุศล ที่เป็นอัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ ที่เป็นสัป-ปีติกธรรม.
กิริยา เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ.
ผลเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
เนวสัญญานาสัญญายตนะของบุคคลผู้ออกจากนิโรธ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติที่เป็นสัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
๖. อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม และ
อัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
คือ ปีติ ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นสัปปีติก-ธรรม ที่เกิดหลัง ๆ และปีติ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
๗. สัปปีติกธรรม และอัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่
สัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
คือ ขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นสัปปีติกธรรม ที่เกิดก่อน ๆ และปีติ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นสัปปีติกธรรม ที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
๘. สัปปีติกธรรม และอัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่
อัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
คือ ขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นสัปปีติกธรรม ที่เกิดก่อน ๆ และปีติ เป็นปัจจัยแก่ปีติ ที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
จุติจิต ที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ เป็นปัจจัยแก่อุปปัตติจิต ที่เป็นอัปปีติกธรรม.
ภวังค์ที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ เป็นปัจจัยแก่อาวัชชนะ.
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ ที่เป็นอัปปีติกธรรม.
วิบากมโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ เป็นปัจจัยแก่กิริยามโนวิญญาณธาตุ.
ภวังค์ที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ เป็นปัจจัยแก่ภวังค์ ที่เป็นอัปปีติกธรรม.
กุศลและอกุศล ที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติ เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะที่เป็นอัปปีติกธรรม.
กิริยาและปีติ เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ, ผลและปีติ เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
๙. สัปปีติกธรรม และอัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่
สัปปีติกธรรม และอัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
คือ ขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นสัปปีติกธรรม ที่เกิดก่อน ๆ และปีติ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นสัปปีติกธรรม ที่เกิดหลัง ๆ และปีติ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
๕. สมนันตรปัจจัย ฯลฯ ๘. นิสสยปัจจัย
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย มี ๙ วาระ.
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย มี ๙ วาระ.
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอัญญมัญญปัจจัย มี ๙ วาระ.
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของนิสสยปัจจัย มี ๙ วาระ.
๙. อุปนิสสยปัจจัย
[๖๘๗] ๑. สัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย
มี ๓ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
พึงกระทำมูล (วาระที่ ๓)
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๔. อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่อัปปีติกธรรม ด้วย
อำนาจของอุปนิสสยปัจจัย
มี ๓ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่
บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาที่เป็นอัปปีติกธรรม แล้วให้ทาน ด้วยจิตที่เป็นอัปปีติกธรรม ศีล ฯลฯ อุโบสถกรรม ยังฌานที่เป็นอัปปีติกธรรมวิปัสสนา มรรค อภิญญา ฯลฯ สมาบัติให้เกิด ก่อมานะ ถือทิฏฐิ.
บุคคลเข้าไปอาศัยศีลที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ อภิญญาราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนา สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย
อุตุ โภชนะ เสนาสนะ ปีติ แล้วให้ทาน ด้วยจิตที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ
ยังสมาบัติให้เกิด ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ทำลายสงฆ์.
ศรัทธาที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ เสนาสนะ และปีติ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นอัปปีติกธรรม แก่ความปรารถนา แก่สุขทางกาย แก่ทุกข์ทางกาย แก่มรรค แก่ผลสมาบัติ และแก่ปีติ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๕. อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม ด้วย
อำนาจของอุปนิสสยปัจจัย
มี ๓ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่
บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาที่เป็นอัปปีติกธรรม แล้วให้ทาน ด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม ฯลฯ ออกจากฌานที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ ก่อมานะถือทิฏฐิ.
บุคคลเข้าไปอาศัยศีลที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ เสนาสนะ ปีติ แล้วให้ทานด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิด.
บุคคลกระทำอทินนาทาน ด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม ฯลฯ มุสาวาทฯลฯ ปิสุณาวาท ฯลฯ สัมผัปปลาปวาท ฯลฯ ตัดช่องย่องเบา ฯลฯ ลอบขึ้นไปลักทรัพย์ ฯลฯ ปล้นบ้านหลังหนึ่ง ฯลฯ ปล้นตามทาง ฯลฯ ทำผิดในภริยาผู้อื่น ฯลฯ ฆ่าคนในหมู่บ้าน ฯลฯ ฆ่าคนในนิคม ฯลฯ
ศรัทธาที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ เสนาสนะ และปีติ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นสัปปีติกธรรม ฯลฯ แก่ปัญญา แก่ราคะ แก่โมหะ แก่มานะ
แก่ทิฏฐิ แก่ความปรารถนา แก่มรรค แก่ผลสมาบัติ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๖. อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม และ
อัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย
เป็น อุปนิสสยปัจจัย ทั้ง ๓ นัย คือ
บุคคลเข้าไปอาศัยศรัธาที่เป็นอัปปีติกธรรม แล้วให้ทานด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิด ก่อมานะ ถือทิฏฐิ.
บุคคลเข้าไปอาศัยศีลที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ เสนาสนะ ปีติ แล้วให้ทานด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิด ถือเอาของที่เขาไม่ได้ให้ ด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม.
เหมือนวาระที่ ๒
บุคคลกระทำการฆ่าคนในนิคม. ศรัทธาที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ
เสนาสนะ และปีติ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นสัปปีติกธรรม ฯลฯ แก่ปัญญาแก่ราคะ แก่โมหะ แก่มานะ แก่ทิฏฐิ แก่ความปรารถนา แก่มรรค แก่ผลสมาบัติ และแก่ปีติ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๗. สัปปีติกธรรม และอัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่
สัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย
เป็น อุปนิสสยปัจจัย ทั้ง ๓ นัย คือ
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
พึงกระทำมูล (วาระที่ ๘)
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
พึงกระทำมูล (วาระที่ ๙)
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๑๐. ปุเรชาตปัจจัย
[๖๘๘] ๑. อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่อัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ และ วัตถุปุเรชาตะที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ ได้แก่
บุคคลพิจารณาเห็นจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุ โดยความเป็นของไม่เที่ยงฯลฯ ด้วยจิตที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภจักษุเป็นต้นนั้น ราคะที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ โทมนัส ย่อมเกิดขึ้นปีติ ย่อมเกิดขึ้น.
เห็นรูปด้วยทิพยจักษุ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กาย-วิญญาณ
ที่เป็น วัตถุปุเรชาตะ ได้แก่
จักขายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ.
หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และแก่ปีติ ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย.
๒. อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม ด้วย
อำนาจของปุเรชาตปัจจัย
มี ๓ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ และ วัตถุปุเรชาตะที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ ได้แก่
บุคคลพิจารณาเห็นจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุ โดยความเป็นของไม่เที่ยงฯลฯ ด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม ฯลฯ ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภจักษุเป็นต้นนั้น ราคะที่เป็นสัปปีติกธรรม ย่อมเกิดขึ้น ทิฏฐิ ฯลฯ
ที่เป็น วัตถุปุเรชาตะ ได้แก่
หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย.
๓. อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม และ
อัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ และ วัตถุปุเรชาตะที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ ได้แก่
บุคคลพิจารณาเห็นจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุ โดยความเป็นของไม่เที่ยงฯลฯ ด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม ฯลฯ ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภจักษุเป็นต้นนั้น ปีติและสัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น.
ที่เป็น วัตถุปุเรชาตะ ได้แก่
หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย.
๑๑. ปัจฉาชาตปัจจัย ฯลฯ ๒๔. อวิคตปัจจัย
[๖๘๙] ๑. สัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่อัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของปัจฉาชาตปัจจัย มี ๓ วาระ.
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอํานาจของอาเสวนปัจจัย มี ๙ วาระ.
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย มี ๖ วาระ.
พึงกระทำทั้งสหชาตะ นานาขณิกะ นานาขณิกะ มี ๒ วาระ.
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของวิปากปัจจัย มี ๙ วาระ.
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอาหารปัจจัย มี ๔ วาระ.
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอินทริยปัจจัย มี ๔ วาระ.
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของฌานปัจจัย มี ๙ วาระ.
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของมัคคปัจจัย มี ๔ วาระ.
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสัมปยุตตปัจจัย มี ๖ วาระ.
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของวิปปยุตตปัจจัย มี ๕ วาระ.
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย มี ๙ วาระ ฯลฯ
พึงกระทำเหมือนกับสวิตักกทุกะ.
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของนัตถิปัจจัย มี ๙ วาระ.
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของวิคตปัจจัย มี ๙ วาระ.
ฯลฯ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอวิคตปัจจัย มี ๙ วาระ.
การนับจำนวนวาระในอนุโลม
[๖๙๐] ในเหตุปัจจัย มี ๔ วาระ ในอารัมมณปัจจัย มี ๙ วาระในอธิปติปัจจัย มี ๙ วาระ ในอนันตรปัจจัย มี ๙ วาระ ในสมนันตรปัจจัยมี ๙ วาระ ในสมนันตรปัจจัย มี ๙ วาระ ในสหชาตปัจจัย มี ๙ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย มี ๙ วาระ ในนิสสยปัจจัย มี ๙ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัยมี ๙ วาระ ในปุเรชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ในปัจฉาชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอาเสวนปัจจัย มี ๙ วาระ ในกัมมปัจจัย มี ๖ วาระ ในวิปากปัจจัย มี ๙วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๔ วาระ ในอินทริยปัจจัย มี ๔ วาระ ในฌาน-ปัจจัย มี ๙ วาระ ในมัคคปัจจัย มี ๔ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัย มี ๖ วาระในวิปปยุตตปัจจัย มี ๕ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๙ วาระ ในนัตถิปัจจัย มี ๙วาระ ในวิคตปัจจัย มี ๙ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๙ วาระ.
ปัจจนียนัย
การยกปัจจัยในปัจจนียะ
[๖๙๑] ๑. สัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม ด้วย
อำนาจของอารัมมณปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย,เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย.
๒. สัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่อัปปีติกธรรม ด้วย
อำนาจของอารัมมณปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย,
เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของปัจฉาชาตปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย.
๓. สัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม และ
อัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย.
๔. อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่อัปปีติกธรรม ด้วย
อำนาจของอารัมมณปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย,เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอํานาจของปัจฉาชาตปัจจัย, เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอาหารปัจจัย,เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอินทริยปัจจัย.
๕. อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม ด้วย
อำนาจของอารัมมณปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย,เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย.
๖. อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม และ
อัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย.
๗. สัปปีติกธรรม และอัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่
สัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๘. สัปปีติกธรรม และอัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่
อัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของปัจฉาชาตปัจจัย.
๙. สัปปีติกธรรม และอัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่
สัปปีติกธรรมและอัปปีติกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย,เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
แม้การนับในปัจจนียวิภังค์ ก็เหมือนกับสวิตักกทุกะ ถ้าหากมีไม่เสมอกัน พึงพิจารณาอนุโลมนี้ ตามสมควรแล้วพึงนับ การนับทั้งสองนัยนอกนี้ก็พึงนับเช่นนี้.
สัปปีติกทุกะ จบ
๙๐. ปีติสหคตทุกะ
ปฏิจจวาระ
อนุโลมนัย
๑. เหตุปัจจัย
[๖๙๒] ๑. ปีติสหคตธรรม อาศัยปีติสหคตธรรม เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นปีติสหคตธรรม ฯลฯ ขันธ์ ๒.
ปีติสหคตทุกะ พึงให้พิสดารโดยนัยดังกล่าวมา เหมือนกับสัปปีติก-ทุกะ ไม่มีแตกต่างกัน จำแนกวาระ ไม่มีแตกต่างกัน.
ปีติสหคตทุกะ จบ
จบ ปัญหาวาร