พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน · ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุกะ
ปัญหาวาร เล่ม ๔๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๒๑–๖๓๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๔ ในทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน ปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๔ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุกะ ปัญหาวาร (ฉบับหลวง เล่ม ๔๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๔๓ หน้า ๔๙๒–๕๐๘
{๖๑๙} เหตุทุกนัย
ในนอธิปติปัจจัย กับเหตุปัจจัย มี ๔ วาร
ในนปุเรชาตปัจจัย " " ๔ " …
ในนวิปปยุตตปัจจัย " " ๔ " …
{๖๒๐} นเหตุทุกนัย
ในอารัมมณปัจจัย กับนเหตุปัจจัย มี ๒ วาร
ในอนันตรปัจจัย " " ๒ " …
ในวิปากปัจจัย " " ๑ " …
ในอวิคตปัจจัย " " ๒ "
(สัมปยุตตวารเหมือนกับสังสัฏฐวาร)
๘๕. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุกะ ๗. ปัญหาวาร
๑. ปัจจยานุโลมะ ๑. วิภังควาร
เหตุปัจจัย
{๖๒๑} [๖๘] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยเหตุปัจจัย คือ สภาว ธรรมที่เป็นเหตุซึ่งมีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่ สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายโดยเหตุปัจจัย (พึงทำตามมูลบท) สภาวธรรมที่เป็น เหตุซึ่งมีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยเหตุปัจจัย (พึงทำตามมูลบท) สภาวธรรมที่เป็นเหตุซึ่งมีเหตุอัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายและจิตต สมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย (๓)
[๖๙] สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็น ปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยเหตุปัจจัย คือ สภาวธรรมที่เป็นเหตุซึ่งมีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็น ปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายและจิตตสมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย โมหะที่ สหรคตด้วยวิจิกิจฉาเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ... (พึงทำตามมูลบท) โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา เป็นปัจจัย แก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายโดยเหตุปัจจัย (พึงทำตามมูลบท) โมหะที่สหรคต ด้วยวิจิกิจฉา เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายและจิตตสมุฏฐานรูปโดย เหตุปัจจัย (๓)
อารัมมณปัจจัย
{๖๒๒} [๗๐] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือ เพราะปรารภขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น (พึงทำตามมูลบท) เพราะปรารภขันธ์ ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ขันธ์ที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรค พึงประหาณและโมหะจึงเกิดขึ้น (พึงทำตามมูลบท) เพราะปรารภขันธ์ที่มี เหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะจึงเกิดขึ้น (๓)[๗๑] สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็น ปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณ ปัจจัย คือ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้วพิจารณากุศลนั้น ยินดีเพลิดเพลิน เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินนั้น ราคะที่มีเหตุไม่ใช่ อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ จึงเกิดขึ้น อุทธัจจะจึงเกิดขึ้น โทมนัสที่มี เหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้นพิจารณากุศลที่เคย
สั่งสมไว้แล้วในกาลก่อน ... ออกจากฌาน ... พระอริยะทั้งหลายออกจาก มรรคแล้วพิจารณามรรค ... พระอริยะทั้งหลายพิจารณากิเลสที่ละได้แล้วที่ มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ พิจารณากิเลสที่ข่มได้แล้ว รู้ กิเลสที่เคยเกิดขึ้นแล้วในกาลก่อน เห็นแจ้งจักษุ ... หทัยวัตถุ ... ขันธ์ที่มี เหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและโมหะโดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง ... ยินดีเพลิดเพลิน เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินนั้น ราคะที่มีเหตุ ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ จึงเกิดขึ้น อุทธัจจะจึงเกิดขึ้น โทมนัส ที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น เห็นรูปด้วยทิพยจักษุ ... ขันธ์ทั้งหลาย
เป็นปัจจัยแก่อนาคตังสญาณ อาวัชชนะและโมหะโดย อารัมมณปัจจัย สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือ บุคคลให้ทาน ... ยินดีเพลิดเพลินฌาน ... จักษุ ... หทัยวัตถุ ... ขันธ์ที่มีเหตุ ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและโมหะ เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินนั้น ราคะที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ จึงเกิดขึ้น ทิฏฐิ ... วิจิกิจฉา ... โทมนัสที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น
สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือ เพราะปรารภจักษุ ... หทัยวัตถุ ... ขันธ์ที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและโมหะ ขันธ์ ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะจึงเกิดขึ้น (๓)
[๗๒] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุ ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือ เพราะปรารภขันธ์ที่สหรคต ด้วยวิจิกิจฉาและโมหะ ขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น
(พึงทำตามมูลบท) เพราะปรารภขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะ ขันธ์ ที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและโมหะจึงเกิดขึ้น (พึงทำตาม มูลบท) เพราะปรารภขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะขันธ์ที่สหรคตด้วย วิจิกิจฉาและโมหะจึงเกิดขึ้น (๓)
อธิปติปัจจัย
{๖๒๓} [๗๓] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติปัจจัย สหชาตาธิปติปัจจัย ที่เป็นอารัมมณาธิปติ ปัจจัย ได้แก่ เพราะทำขันธ์ทั้งหลายที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ขันธ์ทั้งหลายที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรค พึงประหาณจึงเกิดขึ้น ที่เป็นสหชาตาธิปติปัจจัย ได้แก่ อธิปติธรรมที่มี เหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย โดยอธิปติปัจจัย (๑)สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติปัจจัย ได้แก่ อธิปติธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึง ประหาณ เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๒)
สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ และที่มีเหตุไม่ใช่อัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ปัจจัย ได้แก่ อธิปติธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็น ปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายและจิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๓)
[๗๔] สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็น ปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติปัจจัย สหชาตาธิปติปัจจัย ที่เป็นอารัมมณาธิ ปติปัจจัย ได้แก่บุคคลให้ทาน ... สมาทานศีล ... รักษาอุโบสถแล้ว พิจารณากุศลนั้นทำให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ยินดีเพลิดเพลิน เพราะ ทำความยินดีเพลิดเพลินนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นราคะที่มีเหตุ ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น พิจารณากุศลที่เคยสั่งสมไว้ แล้วในกาลก่อน ... ออกจากฌาน ... พระอริยะทั้งหลายออกจากมรรคแล้ว พิจารณามรรคทำให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ... นิพพาน เป็นปัจจัยแก่ ผลโดยอธิปติปัจจัย เห็นแจ้งจักษุ ... หทัยวัตถุ ... ขันธ์ที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดา ปัตติมรรค พึงประหาณทำให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้วยินดีเพลิดเพลิน เพราะทำความยินดีเพลิดเพลินนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะที่มี เหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพิงประหาณจึงเกิดขึ้น ที่เป็นสหชาตาธิปติปัจจัย ได้แก่ อธิปติธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัย แก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายและจิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๑)
สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอธิปติปัจจัย มีอย่าง เดียว คือ อารัมมณาธิปติปัจจัย ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีลรักษา อุโบสถแล้ว ... ออกจากฌาน ... เห็นแจ้งจักษุ ... หทัยวัตถุ ... ขันธ์ที่มีเหตุ ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณทำให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ยินดีเพลิดเพลินเพราะทำความยินดีเพลิดเพลินนั้นให้เป็นอารมณ์อย่าง หนักแน่น ราคะที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึง เกิดขึ้น (๒)
อนันตรปัจจัย
{๖๒๔} [๗๕] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอนันตรปัจจัย คือ
ขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณที่เกิดหลัง ๆ โดยอนันตรปัจจัย (พึงทำ ตามมูลบท) ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่โมหะ ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดหลัง ๆ โดยอนันตรปัจจัยขันธ์ที่มีเหตุอัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะโดยอนันตรปัจจัย (พึงทำ ตามมูลบท) ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคต ด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดหลัง ๆ และโมหะโดยอนันตรปัจจัย (๓)
[๗๖] สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็น ปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอนันตร ปัจจัย คือ โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่โมหะที่สหรคดด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดหลัง ๆ โดยอนันตรปัจจัย ขันธ์ที่มีเหตุไม่ใช่อัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณที่เกิดก่อน ๆ ... เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติโดยอนันตรปัจจัย (พึงทำตามมูลบท) โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดหลัง ๆ โดยอนันตรปัจจัย อาวัชชนะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอนันตรปัจจัย (พึงทำตามมูลบท)
โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดหลัง ๆ และโมหะโดยอนันตรปัจจัยอาวัชชนะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะ โดยอนันตรปัจจัย (๓)[๗๗] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุ ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอนันตรปัจจัย คือ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่เกิดก่อน ๆ และโมหะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดหลัง ๆ โดยอนันตรปัจจัย (พึงทำตามมูลบท) ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดก่อน ๆ และโมหะเป็นปัจจัยแก่โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดหลัง ๆ โดย
อนันตรปัจจัย ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะ เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ โดยอนันตรปัจจัย (พึงทำตามมูลบท) ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดก่อน ๆ และโมหะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดหลัง ๆ และโมหะ โดยอนันตรปัจจัย (๓)
เป็นปัจจัยโดยสมนันตรปัจจัย มี ๙ วาร เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย มี ๙ วาร เป็นปัจจัยโดยอัญญมัญญปัจจัย มี ๖ วาร เป็นปัจจัยโดย นิสสยปัจจัยมี ๙ วาร
อุปนิสสยปัจจัย
{๖๒๕} [๗๘] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยปัจจัย อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสย ปัจจัย ... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรค พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดย อุปนิสสยปัจจัย (ใน ๒ วารที่เหลือมีอนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสย ปัจจัย) (พึงทำตามมูลบท) ขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรพึงประหาณและโมหะโดย อุปนิสสยปัจจัย (พึงทำตามมูลบท)
ขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)[๗๙] สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็น ปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัยมี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยปัจจัย อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย ... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธา แล้วให้ทาน ... ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น ก่อมานะ อาศัยศีล ... ปัญญา ... ราคะที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ...โทสะ ...โมหะ ... มานะ
... ความปรารถนา ... สุขทางกาย ... ทุกข์ทางกาย ... อุตุ ... โภชนะ ... เสนาสนะแล้วให้ทาน ... ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น ... ศรัทธา ... เสนาสนะเป็น ปัจจัยแก่ศรัทธา ... ปัญญา ... ราคะที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... ความปรารถนา ผลสมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑)
สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยปัจจัย อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสย ปัจจัย ... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัยได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธา ถือทิฏฐิ อาศัย ศีล ... ปัญญา ... ราคะที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ...โทสะ ... โมหะ ... มานะ ... ความปรารถนา ... สุขทางกาย ... ทุกข์ทางกาย ... อุตุ ... โภชนะ ... เสนาสนะแล้วฆ่าสัตว์ ... ทำลายสงฆ์ ศรัทธา ... เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่ราคะที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... โทสะ ... โมหะ ... ทิฏฐิ ... ความปรารถนาโดยอุปนิสสยปัจจัย
(๒)สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย ... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ ศรัทธา ... ปัญญา ... ราคะที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... โทสะ ... โมหะ ... มานะ ... ความปรารถนา ... สุขทางกาย ... เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)[๘๐] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุ ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูป นิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย ... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติ
มรรคพึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย (พึงทำตามมูลบท) ขันธ์ที่สหรคตด้วย วิจิกิจฉา และโมหะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึง ประหาณและโมหะโดยอุปนิสสยปัจจัย (พึงทำตามมูลบท) ขันธ์ที่สหรคตด้วย วิจิกิจฉาและโมหะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะโดย อุปนิสสยปัจจัย (๓)
ปุเรชาตปัจจัย
{๖๒๖} [๘๑] สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็น ปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยปุเรชาตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาตปัจจัย วัตถุปุเรชาตปัจจัย ที่เป็น อารัมมณปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ บุคคลเห็นแจ้งจักษุ ... หทัยวัตถุโดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง ... ยินดีเพลิดเพลิน เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินนั้น ราคะที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ จึงเกิดขึ้น อุทธัจจะจึง เกิดขึ้น โทมนัสที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น เห็นรูปด้วยทิพยจักษุ ... (ย่อ วัตถุปุเรชาตปัจจัย ย่อ) (๑)สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ
เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยปุเรชาตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาตปัจจัย วัตถุปุเรชาตปัจจัย ที่เป็นอารัมมณ ปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ บุคคลยินดีเพลิดเพลินจักษุ ... หทัยวัตถุ เพราะ ปรารภความยินดีเพลิดเพลินนั้น ราคะที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... ทิฏฐิ ... วิจิกิจฉา ... โทมนัสที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น (วัตถุปุเรชาตปัจจัย ย่อ) (๒)สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่ อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยปุเรชาตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ
อารัมมณปุเรชาตปัจจัย วัตถุปุเรชาตปัจจัย ที่เป็นอารัมมณปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ เพราะปรารภจักษุ ... หทัยวัตถุ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและ โมหะจึงเกิดขึ้น (วัตถุปุเรชาตปัจจัย ย่อ) (๓)
ปัจฉาชาตปัจจัยและอาเสวนปัจจัย
{๖๒๗} [๘๒] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ โดยปัจฉาชาตปัจจัย (ย่อ)
สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ โดยปัจฉาชาต ปัจจัย (ย่อ)
สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่ อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อัน โสดา ปัตติมรรคพึงประหาณโดยปัจฉาชาตปัจจัย (ย่อ) เป็นปัจจัยโดย อาเสวนปัจจัย
กัมมาทิปัจจัย
{๖๒๘} [๘๓] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยกัมมปัจจัย คือ เจตนาที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ ทั้งหลายโดยกัมมปัจจัย (พึงทำตามมูลบท) มี ๒ อย่าง คือ สหชาตกัมมปัจจัย นานาขณิกกัมมปัจจัย ที่เป็นสหชาตกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่มีเหตุอัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย ที่เป็นนานาขณิกกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์และกฏัตตารูปทั้งหลายโดยกัมมปัจจัย
สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ และที่มีเหตุไม่ใช่อัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยกัมมปัจจัย คือ เจตนาที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายและจิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย (๓)
สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยกัมมปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตกัมมปัจจัย นานาขณิกกัมมปัจจัย ที่เป็นสหชาตกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่ สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายและจิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ... ที่เป็นนานาขณิกกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรค พึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์และกฏัตตารูปทั้งหลาย โดยกัมมปัจจัย (๑)เป็นปัจจัยโดยวิปากปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัย เป็นปัจจัย โดยอินทริยปัจจัย เป็นปัจจัยโดยฌานปัจจัย เป็นปัจจัยโดยมัคคปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสัมปยุตตปัจจัย มี ๖ วาร เป็นปัจจัยโดยวิปปยุตตปัจจัย มี ๕ วาร
อัตถิอาทิปัจจัย
{๖๒๙} [๘๔] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย มี ๓ วาร
สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอัตถิปัจจัยมี ๕ อย่าง คือ สหชาตอัตถิปัจจัย ปุเรชาตอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตอัตถิปัจจัย อาหารอัตถิปัจจัย อินทริยอัตถิปัจจัย (ย่อ)
สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตอัตถิปัจจัย ปุเรชาตอัตถิปัจจัย (ย่อ)
สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตอัตถิปัจจัย ปุเรชาตอัตถิปัจจัย (ย่อ) (๓)
[๘๕] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุ ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตอัตถิ ปัจจัย ปุเรชาตอัตถิปัจจัย ที่เป็นสหชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่มี เหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและหทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดย อัตถิปัจจัย ... ขันธ์ ๒ ... ขันธ์ ๑ ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะ เป็น ปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยอัตถิปัจจัย ... ขันธ์ ๒ ...
สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย มี ๕ อย่าง คือ สหชาต อัตถิปัจจัย ปุเรชาตอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตอัตถิปัจจัย อาหารอัตถิปัจจัย อินทริยอัตถิปัจจัย (ย่อ)
สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรค พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตอัตถิปัจจัย ปุเรชาตอัตถิปัจจัย (ย่อ) (๓)
เป็นปัจจัยโดยนัตถิปัจจัย เป็นปัจจัยโดยวิคตปัจจัย เป็นปัจจัยโดย อวิคตปัจจัย
๑. ปัจจยานุโลมะ ๒. สังขยาวาร
{๖๓๐} [๘๖] ในเหตุปัจจัย มี ๖ วาร
ในอารัมมณปัจจัย " ๙ "
ในอธิปติปัจจัย " ๕ "
ในอนันตรปัจจัย " ๙ "
ในสมนันตรปัจจัย " ๙ "
ในสหชาตปัจจัย " ๙ "
ในอัญญมัญญปัจจัย " ๖ "
ในนิสสยปัจจัย " ๙ "
ในอุปนิสสยปัจจัย " ๙ "
ในปุเรชาตปัจจัย " ๓ "
ในปัจฉาชาตปัจจัย " ๓ "
ในอาเสวนปัจจัย " ๙ "
ในกัมมปัจจัย " ๔ "
ในวิปากปัจจัย " ๑ "
ในอาหารปัจจัย " ๔ "
ในอินทริยปัจจัย " ๔ "
ในฌานปัจจัย " ๔ "
ในมัคคปัจจัย " ๔ "
ในสัมปยุตตปัจจัย " ๖ "
ในวิปปยุตตปัจจัย " ๕ "
ในอัตถิปัจจัย " ๙ "
ในนัตถิปัจจัย มี ๙ วาร
ในวิคตปัจจัย " ๙ "
ในอวิคตปัจจัย " ๙ "
๒. ปัจจนียุทธาระ
{๖๓๑} [๘๗] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย
สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัยเป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัยโดย ปัจฉาชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยกัมมปัจจัย
สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ และที่มีเหตุไม่ใช่อัน โสดาปัตติ มรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)
[๘๘] สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็น ปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัยโดยปุเรชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยปัจฉาชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยกัมมปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอินทริยปัจจัยสภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัยเป็น
ปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัยโดย ปุเรชาตปัจจัย
สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัยโดยปุเรชาตปัจจัย (๓)[๘๙] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุ ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัยสภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาต ปัจจัยเป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัยโดยปัจฉาชาตปัจจัยสภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรค พึงประหาณ และที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)
๒. ปัจจยปัจจนียะ ๒. สังขยาวาร
{๖๓๒} [๙๐] ในนเหตุปัจจัย มี ๙ วาร
ในนอารัมมณปัจจัย " ๙ "
(ในทุก ๆ ปัจจัยมีปัจจัยละ ๙ วาร)
ในโนอวิคตปัจจัย มี ๙ วาร
๓. ปัจจยานุโลมปัจจนียะ
{๖๓๓} [๙๑] ในนอารัมมณปัจจัย กับเหตุปัจจัย มี ๖ วาร
ในนอธิปติปัจจัย " " ๖ "
ในนอนันตรปัจจัย " " ๖ "
ในนสมนันตรปัจจัย " " ๖ "
ในนอัญญมัญญปัจจัย " " ๒ "
ในนอุปนิสสยปัจจัย " " ๖ "
ในนสัมปยุตตปัจจัย " " ๒ "
ในนวิปปยุตตปัจจัย " " ๓ "
ในโนนัตถิปัจจัย " " ๖ "
ในโนวิคตปัจจัย " " ๖ "
๔. ปัจจยปัจจนียานุโลมะ
{๖๓๔} [๙๒] ในอารัมมณปัจจัย กับนเหตุปัจจัย มี ๙ วาร
ในอธิปติปัจจัย " " ๕ "
(พึงทำแม่บทไปตามลำดับ) ...
ในอวิคตปัจจัย กับนเหตุปัจจัย มี ๙ วาร
จบ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุกะ
๘๖. ภาวนายปหาตัพพเหตุกทุกะ ๑. ปฏิจจวาร
{๖๓๕} [๙๓] สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ อาศัย สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเกิดขึ้น ... ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ... (ปฏิจจวารก็ดี สหชาตวารก็ดี ปัจจย วารก็ดี นิสสยวารก็ดี สังสัฏฐวารก็ดี สัมปยุตตวารก็ดี เหมือนกับทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุกะ ด้วยประการฉะนี้ มีโมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ ใน ฐานะที่โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา พึงเว้นเสีย)
๘๖. ภาวนายปหาตัพพเหตุกทุกะ ๗. ปัญหาวาร
๑. ปัจจยานุโลมะ ๑. วิภังควาร
เหตุปัจจัย
{๖๓๖} [๙๔] สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ เป็น ปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยเหตุปัจจัย มี ๖ วาร ... (เหมือนกับทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุกะ)
อารัมมณปัจจัย
{๖๓๗} [๙๕] สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ เป็น ปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณ ปัจจัย มี ๓ วาร (พึงปรารภทำเหมือนกับทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุกะ)
![๙๖] สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดย อารัมมณปัจจัย คือ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้วพิจารณากุศลนั้น ยินดีเพลิดเพลิน เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินนั้น ราคะที่
จบ ปัญหาวาร