พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน · ทัสสนทุกะ
ปัญหาวาร เล่ม ๔๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๗๔–๕๘๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๔ ในทัสสนทุกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน ปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๔ ทัสสนทุกะ ปัญหาวาร (ฉบับหลวง เล่ม ๔๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๔๓ หน้า ๔๕๓–๔๖๘
สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เจือปนสับสภาวธรรม ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเกิดขึ้นเพราะนเหตุปัจจัย (ย่อ) (๑)
{๕๗๓} ในนเหตุปัจจัย มี ๒ วาร
ในนอธิปติปัจจัย " ๒ "
ในนปุเรชาตปัจจัย " ๒ "
ในนปัจฉาชาตปัจจัย " ๒ "
ในนอาเสวนปัจจัย " ๒ "
ในนกัมมปัจจัย " ๒ "
ในนวิปากปัจจัย " ๒ "
ในนฌานปัจจัย " ๑ "
ในนมัคคปัจจัย " ๑ "
ในนวิปปยุตตปัจจัย " ๒ "
จบ ปัจจนียะ
(การนับ ๒ วารนอกนี้ก็ดี สัมปยุตตวารก็ดี พึงทำอย่างนี้)
๘๓. ทัสสเนนปหาตัพพทุกะ ๗. ปัญหาวาร
๑. ปัจจยานุโลม ๑. วิภังควาร
เหตุปัจจัย
{๕๗๔} [๑๓] สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยเหตุปัจจัย มี ๓ วารสภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรม ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยเหตุปัจจัย คือ สภาวธรรมที่เป็น
เหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ ทั้งหลายและจิตตสมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย ... ในปฏิสนธิขณะ ... (๑)
อารัมมณปัจจัย
{๕๗๕} [๑๔] สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือ บุคคล ยินดีเพลิดเพลินราคะอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเพราะปรารภความ ยินดีเพลิดเพลินนั้น ราคะอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... ทิฏฐิ ... วิจิกิจฉา ... โทมนัสอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น ยินดีเพลิดเพลินทิฏฐิ อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินนั้น ราคะอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... ทิฏฐิ ... วิจิกิจฉา ...โทมนัสจึงเกิดขึ้น เพราะปรารภวิจิกิจฉา วิจิกิจฉา ... ทิฏฐิ ... โทมนัสจึงเกิดขึ้น เพราะ ปรารภโทมนัสอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ โทมนัสอันโสดาปัตติมรรค
พึงประหาณ ... ทิฏฐิ ... วิจิกิจฉาจึงเกิดขึ้น (๑)สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรม ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัยคือพระอริยะ ทั้งหลายพิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ รู้กิเลส ที่เคยเกิดขึ้นแล้วในกาลก่อน เห็นแจ้งขันธ์อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ โดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง ... รู้จิตของบุคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยจิต อันโสดาปัตติมรรค พึงประหาณด้วยเจโตปริยญาณ ขันธ์อันโสดาปัตติมรรค พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถากัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณ อาวัชชนะโดยอารัมมณปัจจัย (๒)[๑๕] สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้วพิจารณากุศลนั้น ยินดีเพลิดเพลิน
เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินนั้น ราคะไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึง ประหาณ ... อุทธัจจะ ... โทมนัสไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึง เกิดขึ้น พิจารณากุศลที่เคยสั่งสมไว้แล้วในกาลก่อน ... ออกจากฌาน ... พระอริยะทั้งหลายออกจากมรรคแล้ว พิจารณามรรค ... นิพพาน เป็นปัจจัย แก่ผล อาวัชชนะโดยอารัมมณปัจจัย พิจารณากิเลสที่ละได้แล้วไม่ใช่อัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณ พิจารณากิเลสที่ข่มได้แล้ว รู้กิเลสที่เคยเกิดขึ้น แล้วในกาลก่อน เห็นแจ้งจักษุ ... หทัยวัตถุ ... ขันธ์ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรค พึงประหาณโดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง ... ยินดีเพลิดเพลิน เพราะ ปรารภความยินดีเพลิดเพลินนั้น
ราคะไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรค พึงประหาณ ... อุทธัจจะ ... โทมนัสไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น เห็น รูปด้วยทิพยจักษุ ... ขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่อนาคตังสญาณ อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย (๑)สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาว ธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้ว ... ยินดีเพลิดเพลินกุศลที่เคยสั่งสมไว้แล้วในกาลก่อน ... ออกจากฌาน ... ยินดีเพลิดเพลินจักษุ ... หทัยวัตถุ ... ขันธ์ไม่ใช่ อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินนั้น ราคะอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... ทิฏฐิ ... วิจิกิจฉา ... โทมนัส อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น (๒)
อธิปติปัจจัย
{๕๗๖} [๑๖] สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติปัจจัย สหชาตาธิปติปัจจัย ที่เป็นอารัมมณาธิปติปัจจัย ได้แก่ บุคคลทำราคะอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น
แล้วยินดีเพลิดเพลิน เพราะทำความยินดีเพลิดเพลินนั้นให้เป็นอารมณ์ อย่างหนักแน่น ราคะอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... ทิฏฐิ ... ทำทิฏฐิให้ เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ... ที่เป็นสหชาตาธิปติปัจจัย ได้แก่ อธิปติธรรม อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายโดย อธิปติปัจจัย (๑)
สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรม ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอธิปติปัจจัยมีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติปัจจัย ได้แก่ อธิปติธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็น ปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๒)
สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรม อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดย อธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติปัจจัย ได้แก่ อธิปติธรรมอัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย และจิตต สมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๓)
[๑๗] สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติปัจจัย สหชาตาธิปติปัจจัย ที่เป็นอารัมมณาธิปติ ปัจจัย ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้ว ... พิจารณากุศล ที่เคยสั่งสมไว้แล้วในกาลก่อน ... ออกจากฌานแล้วพิจารณาฌานทำให้เป็น อารมณ์อย่างหนักแน่นแล้วยินดีเพลิดเพลิน เพราะทำความยินดีเพลิดเพลินนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ จึงเกิดขึ้นพระอริยะทั้งหลายออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคทำให้เป็น อารมณ์อย่างหนักแน่น ... นิพพาน เป็นปัจจัยแก่ผลโดยอธิปติปัจจัย เห็น แจ้งจักษุ ... หทัยวัตถุ ... ขันธ์ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณทำให้เป็น อารมณ์อย่างหนักแน่นแล้วยินดีเพลิดเพลิน เพราะทำความยินดีเพลิดเพลิน
นั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึง ประหาณจึงเกิดขึ้น ที่เป็นสหชาตาธิปติปัจจัย ได้แก่ อธิปติธรรมไม่ใช่อัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายและจิตต สมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๑)
สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาว ธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติปัจจัย ได้แก่ บุคคลให้ทาน ... พิจารณาฌาน ... เห็นแจ้งจักษุ ... หทัยวัตถุ ... ขันธ์ทั้งหลายไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณทำให้เป็น อารมณ์อย่างหนักแน่นแล้วยินดีเพลิดเพลิน เพราะทำความยินดีเพลิดเพลิน นั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... ทิฏฐิจึงเกิดขึ้น (๒)
อนันตรปัจจัย
{๕๗๗} [๑๘] สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอนันตรปัจจัย คือ ขันธ์ ทั้งหลายอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ทั้งหลายอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ที่เกิดหลัง ๆ โดยอนันตรปัจจัย (๑)
สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรม ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอนันตรปัจจัย คือ ขันธ์ทั้งหลาย อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะโดยอนันตรปัจจัย (พึงทำตามมูลบท) ขันธ์ทั้งหลายไมใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณที่เกิดก่อน ๆ ... เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติโดยอนันตรปัจจัย (พึงทำตามมูลบท) อาวัชชนะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอนันตรปัจจัย (๒)เป็นปัจจัยโดยสมนันตรปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัยมี ๕วาร เป็น ปัจจัยโดยอัญญมัญญปัจจัย มี ๒ วาร เป็นปัจจัยโดยนิสสยปัจจัย มี ๗ วาร
อุปนิสสยปัจจัย
{๕๗๘} [๑๙] สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยปัจจัย อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย ... ที่ เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่บุคคลอาศัยราคะอันโสดาปัตติมรรคพึง ประหาณแล้วฆ่าสัตว์ ... ทำลายสงฆ์ อาศัยโทสะอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... โมหะ ... ทิฏฐิ ... ความปรารถนาแล้วฆ่าสัตว์ ... ทำลายสงฆ์ ราคะอัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... ความปรารถนาเป็นปัจจัยแก่ราคะอัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... ความปรารถนาโดยอุปนิสสัยปัจจัย (๑)สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรม
ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย ... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ บุคคลอาศัยราคะอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณแล้วให้ทาน ... ทำสมาบัติ ให้เกิดขึ้น อาศัยโทสะอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... โมหะ ... ทิฏฐิ ... ความปรารถนาแล้วให้ทาน ... ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น ราคะอันโสดาปัตติมรรค พึงประหาณ ... ความปรารถนาเป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ... ปัญญา ... ราคะ ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรค พึงประหาณ ... โทสะ ... โมหะ ... มานะ ... ความ ปรารถนา ... สุขทางกาย ... ผลสมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒)[๒๐] สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัย
แก่สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยปัจจัย อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย ... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาแล้วให้ทาน ... ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น ก่อมานะ อาศัยศีล ... ปัญญา ... ราคะไม่ใช่อันโสดา ปัตติมรรคพึงประหาณ ... โทสะ ... โมหะ ... มานะ ... ความปรารถนา ... สุข ทางกาย ... เสนาสนะ แล้วให้ทาน ... ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น ก่อมานะ ศรัทธา
... ปัญญา ... ราคะไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... ความปรารถนา ... สุขทางกาย ... เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ... ปัญญา ... ราคะไม่ใช่อัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... ความปรารถนา ... สุขทางกาย ... ทุกข์ทางกาย ... มรรค ... ผลสมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑)
สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาว ธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยปัจจัย อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย ... ที่เป็น ปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธา ถือทิฏฐิ ... ศีล ... ปัญญา ... ราคะไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... โทสะ ... โมหะ ... มานะ ... ความปรารถนา ... สุขทางกาย ... เสนาสนะแล้วฆ่าสัตว์ ... ทำลายสงฆ์ ศรัทธา ... เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่ราคะอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... โทสะ ... โมหะ ... ทิฏฐิ ... ความปรารถนาโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒)
ปุเรชาตปัจจัย
{๕๗๙} [๒๑] สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยปุเรชาตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาตปัจจัย วัตถุปุเรชาตปัจจัย ที่เป็นอารัมมณ ปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ บุคคลเห็นแจ้งจักษุ ... หทัยวัตถุ โดยความเป็นสภาวะ ไม่เที่ยง ... ยินดีเพลิดเพลิน เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินนั้น ราคะ ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... อุทธัจจะ ... โทมนัสไม่ใช่อัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น เห็นรูปด้วยทิพยจักษุ ฟังเสียงด้วย ทิพยโสตธาตุ รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ... โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ ... ที่เป็นวัตถุปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ จักขายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ... กายายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ ...
หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ โดยปุเรชาตปัจจัย (๑)
สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรม อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยปุเรชาตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาตปัจจัย วัตถุปุเรชาตปัจจัย ที่เป็นอารัมมณปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ บุคคลยินดีเพลิดเพลินจักษุ ... หทัยวัตถุ เพราะปรารภความยินดี เพลิดเพลินนั้น ราคะอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... ทิฏฐิ ... วิจิกิจฉา ... โทมนัสอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น ที่เป็นวัตถุปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ หทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ โดยปุเรชาตปัจจัย (๒)
ปัจฉาชาตปัจจัยและอาเสวนปัจจัย
{๕๘๐} [๒๒] สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาว ธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยปัจฉาชาตปัจจัย (ย่อ) (๑)
สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาว ธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยปัจฉาชาตปัจจัย (ย่อ) เป็น ปัจจัยโดยอาเสวนปัจจัย มี ๒ วาร
กัมมปัจจัย
{๕๘๑} [๒๓] สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยกัมมปัจจัย คือ เจตนาอัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายโดยกัมมปัจจัย (๑)
สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรม ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยกัมมปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตกัมมปัจจัย นานาขณิกกัมมปัจจัย ที่เป็นสหชาตกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดย กัมมปัจจัย ที่เป็นนานาขณิกกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์และกฏัตตารูปทั้งหลายโดยกัมมปัจจัย (๒)สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรม อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยกัมมปัจจัย คือ เจตนาอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่. สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายและจิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย (๓)
[๒๔] สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยกัมมปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตกัมมปัจจัย นานาขณิกกัมมปัจจัย ที่เป็นสหชาตกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตต ขันธ์ทั้งหลายและจิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ... ที่เป็นนานาขณิกกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์และกฏัตตารูปทั้งหลายโดยกัมมปัจจัย
วิปากาทิปัจจัย
{๕๘๒} [๒๕] สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยวิปากปัจจัย มี ๑ วารเป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัย มี ๔ วาร เป็นปัจจัยโดยอินทริยปัจจัย มี ๔ วาร เป็นปัจจัยโดยฌานปัจจัย มี ๔ วาร เป็นปัจจัยโดยมัคคปัจจัย มี ๔ วาร เป็นปัจจัยโดยสัมปยุตตปัจจัย มี ๒ วาร
วิปปยุตตปัจจัย
{๕๘๓} [๒๖] สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยวิปปยุตตปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ สหชาตวิปปยุตตปัจจัย ปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัย ปัจฉาชาต วิปปยุตตปัจจัย (ย่อ)สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคจะพึงประหาร <*> เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคจะพึงประหาณโดยวิปปยุตตปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ สหชาตปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัยสภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาว ธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยวิปปยุตตปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัย ได้แก่ หทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายอัน โสดาปัตติมรรค พึงประหาณโดยวิปปยุตตปัจจัย (๒)
อัตถิอาทิปัจจัย
{๕๘๔} [๒๗] สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาว ธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย (เหมือนกับปฏิจจวาร)
สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรม ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาต อัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตอัตถิปัจจัย (ย่อ)
สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรม อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดย อัตถิปัจจัย (เหมือนกับปฏิจจวาร) (๓)
สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาว ธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย มี ๕ อย่าง คือ
- <*> ประหาณ - ผู้รวบรวม
สหชาตอัตถิปัจจัย ปุเรชาตอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตอัตถิปัจจัย อาหารอัตถิ ปัจจัย อินทริยอัตถิปัจจัย (ย่อ)
สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาว ธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอัตถิปัจจัยมีอย่างเดียว คือ ปุเรชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ บุคคลเห็นแจ้งจักษุ ... (ย่อเหมือนกับปุเรชาต วิปปยุตตปัจจัย) (๒)
[๒๘] สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและไม่ใช่อัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึง ประหาณโดยอัตถิปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ สหชาตอัตถิปัจจัย ปุเรชาตอัตถิ ปัจจัย ที่เป็นสหชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๑ อันโสดาปัตติมรรคพึง ประหาณและหทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยอัตถิปัจจัย ... ขันธ์ ๒ ... (๑)
สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรค พึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ โดยอัตถิปัจจัย มี ๔ อย่าง คือ สหชาตอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตอัตถิปัจจัย อาหารอัตถิปัจจัย อินทริยอัตถิปัจจัย ที่เป็นสหชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ทั้งหลายอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและมหาภูตรูปทั้งหลาย เป็นปัจจัย แก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย ที่เป็นปัจฉาชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ทั้งหลายอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและกพฬิงการาหาร เป็นปัจจัยแก่ กายนี้โดยอัตถิปัจจัย ที่เป็นปัจฉาชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ทั้งหลายอัน โสดาปัตติมรรคพึงประหาณและรูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูป ทั้งหลายโดยอัตถิปัจจัย (๒)เป็นปัจจัยโดยนัตถิปัจจัยเป็นปัจจัยโดยวิคตปัจจัย เป็นปัจจัยโดย อวิคตปัจจัย
๑. ปัจจยานุโลมะ ๒. สังขยาวาร
สุทธนัย
{๕๘๕} [๒๙] ในเหตุปัจจัย มี ๔ วาร
ในอารัมมณปัจจัย " ๔ "
ในอธิปติปัจจัย " ๕ "
ในอนันตรปัจจัย " ๔ "
ในสมนันตรปัจจัย " ๔ "
ในสหชาตปัจจัย " ๕ "
ในอัญญมัญญปัจจัย " ๒ "
ในนิสสยปัจจัย " ๗ "
ในอุปนิสสยปัจจัย " ๔ "
ในปุเรชาตปัจจัย " ๒ "
ในปัจฉาชาตปัจจัย " ๒ "
ในอาเสวนปัจจัย " ๒ "
ในกัมมปัจจัย " ๔ "
ในวิปากปัจจัย " ๑ "
ในอาหารปัจจัย " ๔ "
ในอินทริยปัจจัย " ๔ "
ในฌานปัจจัย " ๔ "
ในมัคคปัจจัย " ๔ "
ในสัมปยุตตปัจจัย " ๒ "
ในวิปปยุตตปัจจัย " ๓ "
ในอัตถิปัจจัย มี ๗ วาร
ในนัตถิปัจจัย " ๔ "
ในวิคตปัจจัย " ๔ "
ในอวิคตปัจจัย " ๗ "
๒. ปัจจนียุทธาระ
{๕๘๖} [๓๐] สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑)
สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรม ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัยโดยปัจฉาชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยกัมมปัจจัย (๒)
สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรม อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยสหชาตปัจจัย (๓)
[๓๑] สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัยโดยปุเรชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยปัจฉาชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยกัมมปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอินทริยปัจจัย (๑)สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรม อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัยโดยปุเรชาตปัจจัย (๒)
สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรค พึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดย สหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยปุเรชาตปัจจัย (๑)สภาวธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรค พึงประหาณ เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ โดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยปัจฉาชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอินทริยปัจจัย (๒)
๒. ปัจจยปัจจนียะ ๒. สังขยาวาร
สุทธนัย
{๕๘๗} [๓๒] ในนเหตุปัจจัย มี ๗ วาร
ในนอารัมมณปัจจัย " ๗ "
ในนอธิปติปัจจัย " ๗ "
ในนอนันตรปัจจัย " ๗ "
ในนสมนันตรปัจจัย " ๗ "
ในนสหชาตปัจจัย " ๕ "
ในนอัญญมัญญปัจจัย " ๕ "
ในนนิสสยปัจจัย " ๕ "
ในนอุปนิสสยปัจจัย " ๗ "
ในนปุเรชาตปัจจัย " ๖ "
ในนปัจฉาชาตปัจจัย " ๗ "
ในนมัคคปัจจัย " ๗ "
ในนสัมปยุตตปัจจัย " ๕ "
ในนวิปปยุตตปัจจัย มี ๔ วาร
ในโนอัตถิปัจจัย " ๔ "
ในโนนัตถิปัจจัย " ๗ "
ในโนวิคตปัจจัย " ๗ "
ในโนอวิคตปัจจัย " ๔ "
๓. ปัจจยานุโลมปัจจนียะ
{๕๘๘} [๓๓] ในนอารัมมณปัจจัย กับเหตุปัจจัย มี ๔ วาร
ในนอธิปติปัจจัย " " ๙ "
ในนอนันตรปัจจัย " " ๔ "
ในนสมนันตรปัจจัย " " ๔ "
ในนอัญญมัญญปัจจัย " " ๒ "
ในนอุปนิสสยปัจจัย " " ๔ "
(ในทุก ๆ ปัจจัยมีปัจจัยละ ๔ วาร)
ในนสัมปยุตตปัจจัย กับเหตุปัจจัย มี ๒ วาร
ในนวิปปยุตตปัจจัย " " ๒ "
ในนนัตถิปัจจัย " " ๔ "
ในนวิคตปัจจัย " " ๔ "
๔. ปัจจยปัจจนียานุโลมะ
{๕๘๙} [๓๔] ในอารัมมณปัจจัย กับนเหตุปัจจัย มี ๔ วาร
ในอธิปติปัจจัย " " ๕ "
(พึงทำแม่บทไปตามลำดับ) ...
ในอวิคตปัจจัย กับนเหตุปัจจัย มี ๗ วาร
จบ ทัสสเนนปหาตัพพทุกะ
๘๔. ภาวนายปหาตัพพทุกะ ๑. ปฏิจจวาร
๑. ปัจจยานุโลมาทิปัจจัย
{๕๙๐} [๓๕] สภาวธรรมอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ อาศัยสภาว ธรรมอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย (พึงขยาย ให้พิสดารเหมือนกับทัสสนทุกะ ไม่มีข้อแตกต่างกัน)
{๕๙๑} ในเหตุปัจจัย มี ๕ วาร ...
ในอวิคตปัจจัย มี ๕ "
จบ อนุโลมะ
{๕๙๒} สภาวธรรมอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ อาศัยสภาวธรรมอัน มรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ เกิดขึ้นเพราะนเหตุปัจจัย คือ โมหะที่ สหรคตด้วยอุทธัจจะ อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะเกิดขึ้นสภาวธรรมไม่ใช่อันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณอาศัยสภาว ธรรมไม่ใช่อันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ เกิดขึ้นเพราะนเหตุปัจจัย คือ อาศัยขันธ์ ๑ ไม่ใช่อันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ ซึ่งเป็นอเหตุกะ ... (พึงเพิ่มข้อความเข้ามาจนถึงพวกอสัญญสัตตบุคคล) โมหะที่สหรคตด้วย วิจิกิจฉา อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาเกิดขึ้น (ย่อ)
{๕๙๓} ในนเหตุปัจจัย มี ๒ วาร ...
ในนวิคตปัจจัย " ๓ "
จบ ปัจจนียะ
จบ ปัญหาวาร