arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๙

วิตักกานุปติตกถา เล่ม ๓๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๕๒–๑๓๕๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๒ ในวรรคที่ ๙มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๙ วิตักกานุปติตกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๖๖๖–๖๖๘

หน้า ๖๖๖

ป. หากว่าอดีตและอนาคตไม่มีอยู่ ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “จิตที่มีอดีตและอนาคตเป็นอารมณ์เป็นสภาวธรรมรับรู้อารมณ์ไม่ได้” ...

จบ อตีตานาคตารัมมณกถา

(๙๐) ๗. วิตักกานุปติตกถา

ว่าด้วยเรื่องจิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตก

{๑๓๕๒} [๕๖๒] สกวาทีถามว่า จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตกหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิจาร เนื่องด้วยปีติ เนื่องด้วยสุข เนื่องด้วยทุกข์ เนื่องด้วยโสมนัส เนื่องด้วยโทมนัส เนื่องด้วยอุเบกขา เนื่องด้วยศรัทธา เนื่องด้วยวิริยะ เนื่องด้วยสติ เนื่องด้วยสมาธิ เนื่องด้วยปัญญา เนื่องด้วยราคะ เนื่องด้วยโทสะ ... เนื่องด้วยอโนตตัปปะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๓๕๓} ส. จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตกหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารมีอยู่ มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะ ซึ่งมีความเห็นว่า จิตทุกดวงเกี่ยวเนื่องหรือ สัมปยุตด้วยวิตกทั้งนั้น ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่า จิตนี้เกี่ยวเนื่องด้วยวิตกมี ๒ ลักษณะ คือ โดยเป็นอารมณ์กับโดยการสัมปยุต ใน ๒ ลักษณะนั้น เพราะไม่มีข้อกำหนดแน่นอนว่า จิตดวงโน้นไม่มีวิตกเป็นอารมณ์ ดังนั้น จิตทุกดวงนี้เนื่องด้วยวิตกก็มีได้ แต่จิตทุกดวงก็ไม่เนื่องด้วยวิตกเพราะจิตที่วิปปยุตจากวิตกก็มี (อภิ.ปญฺจ.อุ. ๒๔๕-๒๔๖) หรือกล่าวง่าย ๆ ปรวาทีเห็นว่า มีแต่จิตที่สัมปยุตด้วยวิตก ไม่มีจิตที่วิปปยุตจากวิตก แต่สกวาทีเห็นว่าจิตมีทั้งที่สัมปยุตด้วยวิตกและที่วิปปยุตจากวิตก
หน้า ๖๖๗

ส. หากว่าสมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารมีอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตก”

{๑๓๕๔} ส. จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตกหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารมีอยู่มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าสมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารมีอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตก”

{๑๓๕๕} ส. จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตกหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสมาธิไว้ ๓ ประการ คือ (๑) สวิตักกสวิจารสมาธิ สมาธิที่ยังมีวิตกมีวิจาร (๒) อวิตักกวิจารมัตตสมาธิ สมาธิที่ไม่มีวิตก มีเพียงวิจาร (๓) อวิตักกอวิจารสมาธิ สมาธิที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสมาธิ ๓ ประการ คือ (๑) สวิตักกสวิจารสมาธิ สมาธิที่ยังมีวิตกมีวิจาร (๒) อวิตักกวิจารมัตตสมาธิ สมาธิที่ไม่มีวิตก มีเพียงวิจาร (๓) อวิตักกอวิจารสมาธิ สมาธิที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตก”

จบ วิตักกานุปติตกถา

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูเทียบใน ที.ปา.. (แปล) ๑๑/๓๐๕/๒๘๐
หน้า ๖๖๘

(๙๑)๘. วิตักกวิปผารสัททกถา

ว่าด้วยเรื่องความแผ่ไปแห่งวิตกเกิดเป็นเสียง

{๑๓๕๖} [๕๖๓] สกวาทีถามว่า ทุกครั้งที่ตรึกอยู่ ตรองอยู่ ความแผ่ไปแห่งวิตกเกิดเป็นเสียงหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. ทุกครั้งที่ถูกต้องอยู่ ความแผ่ไปแห่งผัสสะเกิดเป็นเสียง ทุกครั้งที่เสวยอารมณ์อยู่ ทุกครั้งที่จำอารมณ์อยู่ ทุกครั้งที่จงใจอยู่ ทุกครั้งที่คิดอยู่ ทุกครั้งที่ระลึกอยู่ ทุกครั้งที่รู้ชัดอยู่ ความแผ่ไปแห่งเวทนา สัญญา เจตนา จิต สติ ปัญญาเกิดเป็นเสียงหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๓๕๗} ส. ทุกครั้งที่ตรึกอยู่ ตรองอยู่ ความแผ่ไปแห่งวิตกเกิดเป็นเสียงหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ความแผ่ไปแห่งวิตกเป็นเสียงที่พึงรู้ได้ด้วยโสตวิญญาณ กระทบที่โสตะ มาสู่คลองแห่งโสตะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. ความแผ่ไปแห่งวิตกไม่เป็นเสียงที่พึงรู้ได้ด้วยโสตวิญญาณ ไม่กระทบที่โสตะ ไม่มาสู่คลองแห่งโสตะ มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายปุพพเสลิยะ ซึ่งมีความเห็นว่า เมื่อคนเรานึกคิดอยู่ สภาวธรรมคือวิตกที่แผ่ไปสามารถเกิดเป็นเสียงได้แม้ในขณะปัจจุบันแห่งมโนธาตุ ทั้งนี้เพราะยึดพระสูตรที่ว่า ‘วิตกวิจารจัดเป็นวจีสังขาร’ เป็นข้ออ้าง (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๔๖)

จบ วิตักกานุปติตกถา