arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๘

อันตราภวกถา เล่ม ๓๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๙๘–๑๒๐๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๑ ในวรรคที่ ๘มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๘ อันตราภวกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๕๘๒–๕๙๑

หน้า ๕๘๒

ป. อสุรกายมีอยู่มิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. หากว่าอสุรกายมีอยู่ ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “คติมี ๖’

จบ ฉคติกถา

(๗๔) ๒. อันตราภวกถา

ว่าด้วยเรื่องมีอันตราภพ

{๑๑๙๘} [๕๐๕] สกวาทีถามว่า อันตราภพมีอยู่หรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. อันตราภพเป็นกามภพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. อันตราภพมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อันตราภพเป็นรูปภพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายปุพพเสลิยะและนิกายสมิติยะ ซึ่งกำหนดบทแห่งพระสูตร (สุตตบท) ที่ว่า ‘อันตราปรินิพพายี’ โดยไม่แยบคาย จึงมีความเห็นว่า ‘อันตราภพ (ภาวะชีวิตที่อยู่ในระหว่างตายกับเกิด) มีอยู่ ซึ่งเป็นภพที่สัตว์ไม่มีตาทิพย์ก็เป็นเหมือนมีตาทิพย์ ไม่มีฤทธิ์ก็เป็นเหมือนมีฤทธิ์ เฝ้ารอการอยู่ร่วมกัน(ร่วมสังวาส)ของมารดาบิดาและอุตุสมัย(ระยะมีระดูของหญิงมารดา) ดำรงอยู่ได้ ๗ วันหรือเกิน ๗ วัน’ หรือกล่าวง่าย ๆ คือมีความเห็นว่าสัตว์หลังจากตายไป วิญญาณจะล่องลอยคอยหาที่เกิดใหม่ โดยขณะที่ล่องลอยอยู่นี้เรียกว่าอันตราภพ ซึ่งผิดจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่าสัตว์หลังจากตายไป ย่อมมีปฏิสนธิจิตสืบต่อจากจุติจิตทันทีหรือตายแล้วเกิดโดยทันที (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๓๓)
หน้า ๕๘๓

ส. อันตราภพมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อันตราภพเป็นอรูปภพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๑๙๙} ส. อันตราภพมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อันตราภพมีอยู่ในระหว่างกามภพและรูปภพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. อันตราภพมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อันตราภพมีอยู่ในระหว่างรูปภพและอรูปภพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๒๐๐} ส. อันตราภพไม่มีอยู่ในระหว่างกามภพและรูปภพหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าอันตราภพไม่มีอยู่ในระหว่างกามภพและรูปภพ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “อันตราภพมีอยู่”ส. อันตราภพไม่มีอยู่ในระหว่างรูปภพกับอรูปภพหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าอันตราภพไม่มีอยู่ในระหว่างรูปภพกับอรูปภพ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “อันตราภพมีอยู่”{๑๒๐๑} [๕๐๖] ส. อันตราภพมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

หน้า ๕๘๔

ส. อันตราภพนั้นเป็นกำเนิดที่ ๕ เป็นคติที่ ๖ เป็นวิญญาณฐิติที่ ๘ เป็นสัตตาวาสที่ ๑๐ หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. อันตราภพมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อันตราภพเป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงอันตราภพมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. สัตว์เข้าถึงอันตราภพมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. สัตว์ทั้งหลายเกิด แก่ ตาย จุติ อุบัติอยู่ในอันตราภพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมีในอันตราภพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. อันตราภพเป็นปัญจโวการภพ (ภพที่มีขันธ์ ๕) หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๒๐๒} [๕๐๗] ส. กามภพมีอยู่ กามภพเป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

หน้า ๕๘๕

ส. อันตราภพมีอยู่ อันตราภพเป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงกามภพมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงอันตราภพมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. สัตว์ผู้เข้าถึงกามภพมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สัตว์ผู้เข้าถึงอันตราภพมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. สัตว์ทั้งหลายเกิด แก่ ตาย จุติ อุบัติอยู่ในกามภพหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สัตว์ทั้งหลายเกิด แก่ ตาย จุติ อุบัติอยู่ในอันตราภพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมีอยู่ในกามภพหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมีอยู่ในอันตราภพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กามภพเป็นปัญจโวการภพหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

หน้า ๕๘๖

ส. อันตราภพเป็นปัญจโวการภพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๒๐๓} ส. รูปภพมีอยู่ รูปภพเป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อันตราภพมีอยู่ อันตราภพเป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงรูปภพมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงอันตราภพมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. สัตว์ผู้เข้าถึงรูปภพมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สัตว์ผู้เข้าถึงอันตราภพมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. สัตว์ทั้งหลายเกิด แก่ ตาย จุติ อุบัติอยู่ในรูปภพหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สัตว์ทั้งหลายเกิด แก่ ตาย จุติ อุบัติอยู่ในอันตราภพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมีอยู่ในรูปภพหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

หน้า ๕๘๗

ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมีอยู่ในอันตราภพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. รูปภพเป็นปัญจโวการภพหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อันตราภพเป็นปัญจโวการภพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๒๐๔} ส. อรูปภพมีอยู่ อรูปภพเป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อันตราภพมีอยู่ อันตราภพเป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงอรูปภพมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงอันตราภพมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. สัตว์ผู้เข้าถึงอรูปภพมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สัตว์ผู้เข้าถึงอันตราภพมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. สัตว์ทั้งหลายเกิด แก่ ตาย จุติ อุบัติอยู่ในอรูปภพหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

หน้า ๕๘๘

ส. สัตว์ทั้งหลายเกิด แก่ ตาย จุติ อุบัติอยู่ในอันตราภพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมีอยู่ในอรูปภพหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมีอยู่ในอันตราภพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. อรูปภพเป็นจตุโวการภพ (ภพที่มีขันธ์ ๔) หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อันตราภพเป็นจตุโวการภพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๒๐๕} [๕๐๘] ส. อันตราภพมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับสัตว์ทั้งปวงทีเดียวหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับสัตว์ทั้งปวงทีเดียวหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าอันตราภพไม่มีอยู่สำหรับสัตว์ทั้งปวงทีเดียว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “อันตราภพมีอยู่”{๑๒๐๖} ส. อันตราภพมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรมหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

หน้า ๕๘๙

ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรมหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าอันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรม ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “อันตราภพมีอยู่”{๑๒๐๗} ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้ไม่ทำอนันตริยกรรมหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรมหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรมหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ไม่ทำอนันตริยกรรมหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงนรก ... สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงอสัญญสัตว์ ... สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าอันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “อันตราภพมีอยู่”{๑๒๐๘} ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้ไม่เข้าถึงอรูปภพหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

หน้า ๕๙๐

ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ไม่เข้าถึงอรูปภพหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๒๐๙} [๕๐๙] ป. ท่านไม่ควรยอมรับว่า “อันตราภพมีอยู่” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. บุคคลผู้อันตราปรินิพพายีมีอยู่มิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. หากว่าบุคคลผู้อันตราปรินิพพายีมีอยู่ ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “อันตราภพมีอยู่”ส. ท่านเข้าใจว่า “บุคคลผู้อันตราปรินิพพายีมีอยู่” จึงยอมรับว่า “อันตราภพมีอยู่” หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ท่านเข้าใจว่า “บุคคลผู้อุปหัจจปรินิพพายีมีอยู่” จึงยอมรับว่า “อุปหัจจภพมีอยู่” หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. ท่านเข้าใจว่า “บุคคลผู้อันตราปรินิพพายีมีอยู่” จึงยอมรับว่า “อันตราภพมีอยู่” หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

หน้า ๕๙๑

ส. ท่านเข้าใจว่า “บุคคลผู้อสังขารปรินิพพายีมีอยู่ ... บุคคลผู้สสังขารปรินิพพายีมีอยู่” จึงยอมรับว่า “สสังขารภพมีอยู่” หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

จบ อันตราภวกถา

(๗๕) ๓. กามคุณกถา

ว่าด้วยเรื่องกามคุณ ๕ เป็นกามธาตุ

{๑๒๑๐} [๕๑๐] สกวาทีถามว่า กามคุณ ๕ เท่านั้นเป็นกามธาตุหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. ความพอใจที่เกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้นมีอยู่มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าความพอใจที่เกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้นมีอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “กามคุณ ๕ เท่านั้นเป็นกามธาตุ”ส. ความกำหนัดที่เกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น ความพอใจที่เกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจที่เกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น ความดำริที่เกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น ความกำหนัดที่เกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น ความกำหนัดด้วยอำนาจความดำริที่เกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้นปีติที่เกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น โสมนัสที่เกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น ปีติและโสมนัสที่เกี่ยวด้วยกามคณ ๕ นั้นมีอยู่มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายปุพพเสลิยะ ซึ่งมีความเห็นว่ากามคุณ ๕ เท่านั้นจัดเป็นกามธาตุ (ธาตุคือสภาวะอันสัตว์พึงใคร่) ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่ากามธาตุมีความหมายครอบคลุมทั้งวัตถุกามหรือกามคุณ ๕ ทั้งกิเลสกาม ทั้งกามภพ (อภิ.ปญจ.อ. ๒๓๔-๒๓๕)

จบ อันตราภวกถา