พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๘
รูปธาตุยา อายตนะกถา เล่ม ๓๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒๒๑–๑๒๓๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๑ ในวรรคที่ ๘มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๘ รูปธาตุยา อายตนะกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่
ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๘๑ หน้า ๑๓๔–๑๔๓
รูปธาตุยา อายตนกถา
[๑๒๒๑] สกวาที อัตภาพมีอายตนะ ๖ อยู่ในรูปธาตุ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. ในอรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีคันธายตะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีรสายตนะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีโผฏฐัพพายตนะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๒๒] ส. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีคันธายตนะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีฆานายตนะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีรสายตนะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุ นั้นไม่มีชิวหายตนะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีโผฏฐัพพายตนะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีกายายตนะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๒๓] ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ และรูปายตนะด้วย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ และคันธายตนะด้วย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ และคันธายตนะด้วย หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตะ และรูปายตนะด้วย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ และรสายตนะด้วย ฯลฯ
ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ และมีโผฏฐัพพายตนะด้วย หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๒๔] ส. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะ และสัททายตนะด้วย ฯลฯ
ในรูปธาตุนั้นมีมนายตนะ และธัมมายตนะด้วย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ และคันธายตนะด้วย หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีมนายตนะ และธัมมายตนะด้วย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ และรสายตนะด้วย ฯลฯ
ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ และมีโผฏฐัพพายตนะด้วย หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๒๕] ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ แต่ไม่มีคันธายตนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ แต่ไม่มีรูปายตนะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ แต่ไม่มีคันธายตนะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะ แต่ไม่มีสัททายตนะ ฯลฯ
ในรูปธาตุนั้น มีมนายตนะ แต่ไม่มีธัมมายตนะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๒๖] ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ แต่ไม่มีรูปายตนะ ฯลฯ
ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ แต่ไม่มีโผฏฐัพพายตนะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ แต่ไม่มีรูปายตนะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ แต่ไม่มีโผฏฐัพพายตนะหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะ แต่ไม่มีสัททายตนะ ฯลฯ
ในรูปธาตุนั้น มีมนายตนะ แต่ไม่มีธัมมายตนะหรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๒๗] ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ มีรูปายตนะ และเห็นรูปนั้น ได้ด้วยจักษุนั้นหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ มีคันธายตนะ และ สูดกลิ่น นั้นด้วยฆานะนั้นหรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ มีรูปายตนะ และเห็นรูป
นั้น ได้ด้วยจักษุนั้นหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ มีรสายตนะ และลิ้มรสนั้นได้ด้วยชิวหานั้น ฯลฯ ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ มีโผฏฐัพพายตนะและถูกต้องโผฏฐัพพะนั้นได้ด้วยกายนั้นหรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๒๘] ส. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะ มีสัททายตนะ ฯลฯ ในรูปธาตุนั้น มีมนายตนะ มีธัมมายตนะ และรู้แจ้งธรรมนั้นได้ด้วยมโนนั้นหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ มีคันธายตนะ และสูดกลิ่น นั้นได้ด้วยฆานะนั้นหรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีมนายตนะ มีธัมมายตนะ และรู้แจ้งธรรมนั้นได้ด้วยมโนนั้นหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ มีรสายตนะ ฯลฯ ใน
รูปธาตุนั้น มีกายายตนะ มีโผฏฐัพพายตนะ และถูกต้องโผฏฐัพพะนั้นได้ด้วยกายนั้นหรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๒๙] ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ มีคันธายตนะ แต่สูดกลิ่นนั้นด้วยฆานะนั้นไม่ได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ มีรูปายตนะ แต่เห็นรูปนั้น ด้วยจักษุนั้นไม่ได้ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ มีคันธายตนะ แต่สูดกลิ่นนั้น ด้วยฆานะนั้นไม่ได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะ มีสัททายตนะ ฯลฯ ในรูป
ธาตุนั้น มีมนายตนะ มีธัมมายตนะ แต่รู้แจ้งธรรมนั้นด้วยมโนนั้นไม่ได้หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๓๐] ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ มีรสายตนะ ฯลฯ ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ มีโผฏฐัพพายตนะ แต่ถูกต้องโผฏฐัพพะนั้นด้วย
กายนั้นไม่ได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ มีรูปายตนะ แต่เห็นรูป
นั้นด้วยจักษุนั้นไม่ได้หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ มีโผฏฐัพพายตนะ แต่
ถูกต้องโผฏฐัพพะนั้นด้วยกายนั้นไม่ได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะ มีสัททายตนะ ฯลฯ ใน
รูปธาตุนั้น มีมนายตนะ มีธัมมายตนะ แต่รู้แจ้งนั้นด้วยมโนนั้นไม่ได้หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๓๑] ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ มีคันธายตนะ และสูดกลิ่นนั้นไว้ด้วยฆานะนั้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีกลิ่นเกิดแต่รากไม้ กลิ่นเกิดแต่แก่นกลิ่นเกิดแต่เปลือก กลิ่นเกิดแต่ใบ กลิ่นเกิดแต่ดอก กลิ่นเกิดแต่ผล กลิ่นสดกลิ่นเป็นพิษ กลิ่นหอม กลิ่นเหม็น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๓๒] ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ มีรสายตนะ และลิ้มรสนั้น ได้ด้วยชิวหานั้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีรสเกิดแต่รากไม้ รสเกิดแต่ลำต้น
รสเกิดแต่เปลือก รสเกิดแต่ใบ รสเกิดแต่ดอก รสเกิดแต่ผล รสเปรี้ยวหวาน ขม เผ็ด เค็ม ปร่า เฝื่อน ฝาด ดี ไม่ดี หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๓๓] ส. ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ มีโผฏฐัพพายตนะ และบุคคลผู้ถูกต้องโผฏฐัพพะนั้นได้ด้วยกายนั้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ในรูปธาตุนั้น มีสัมผัสแข็ง อ่อน ละเอียด หยาบ สุข-สัมผัส ทุกขสัมผัส หนัก เบา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๓๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อัตภาพอันมีอายตนะ ๖ มีอยู่ในรูปธาตุหรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ในรูปธาตุนั้น มีฆานนิมิต ชิวหานิมิต กายนิมิต มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า ในรูปธาตุนั้น มีฆานนิมิต ชิวหานิมิต กาย-
นิมิต ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อัตภาพอันมีอายตนะ ๖ มีอยู่ในรูปธาตุ.
รูปธาตุยา อายตนกถา จบ
อรรถกถารูปธาตุยา อายตนกถา
ว่าด้วย อายตนะในรูปธาตุ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอายตะในรูปธาตุ. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะและสมิติยะทั้งหลายว่า อัตภาพของหมู่พรหมเหล่านั้นมีอายตนะครบทั้ง ๖ เพราะอาศัยพระสูตรว่าพวกพรหมที่มีรูป มีความสำเร็จได้ด้วยใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ทั้งปวง มีอินทรีย์อันไม่บกพร่อง คือมีอัตภาพสมบูรณ์ ดังนี้ จึงสำคัญว่า แม้ฆานนิมิตคือรูปร่างของจมูก ของพวกพรหมเหล่านั้นว่า เป็นอายตนะเทียว คือหมายความว่าเป็นฆานายตนะนั่นแหละ ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่าอัตภาพ ของพวกพรหม มีอายตนะทั้ง ๖ โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาทีด้วยสามารถแห่งลัทธิ. ทีนั้น สกวาทีเพื่อจะท้วงด้วยสามารถแห่งอายตนะที่ไม่มีอยู่ในพวกพรหมนั้น จึงเริ่มกล่าวกะปรวาทีนั้นว่า ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะหรือ เป็นต้น ลำดับนั้นปรวาทีก็ตอบรับรองด้วยลัทธิว่า สัณฐานนิมิตของอายตนะทั้ง ๓ คือฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ ที่เป็นภายใน มีฆานายตนะเป็นต้นอันใดมีอยู่ในรูปธาตุนั้น สัณฐานนิมิตนั้นนั่นแหละเป็นอายตนะ ดังนี้.
ถูกถามด้วยสามารถแห่งคันธายตนะเป็นต้นซึ่งเป็นของภายนอก ปรวาทีเมื่อเสพคุ้นอยู่ซึ่งอารมณ์แห่งฆานายตนะเป็นต้นนั้นจึงไม่ปรารถนาฆานปสาทเป็นต้นในรูปธาตุนั้น เพราะฉะนั้น จึงตอบปฏิเสธ. ในปัญหาปฏิโลมและปัญหาว่าด้วยการเปรียบเทียบทั้งหลาย บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยอุบายนี้แหละ.
คำว่า ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ มีคันธายตนะ และสูดกลิ่นนั้นด้วย ฆานะนั้นหรือ ดังนี้ สกวาทีกล่าวหมายถึงอาจารย์บางพวกในลัทธิอื่นเท่านั้น. ได้ยินว่า อาจารย์บางพวกเหล่านั้นมีความสำคัญว่า ในรูปธาตุนั้นมีอายตนะภายในครบทั้ง ๖ บริบูรณ์ แต่ชื่อว่าอายตนะก็พึงทำกิจของตน คือรับอารมณ์ได้ตามหน้าที่ เพราะฉะนั้น อายตนะเหล่านั้นจึงสูดกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องซึ่งกลิ่นเป็นต้นเหล่านั้น ด้วยฆานะเป็นต้นเหล่านั้น ดังนี้. ปรวาทีอาศัยลัทธินั้น จึงตอบรับรองว่า ใช่. ก็ถูกถามคำว่า ในรูปธาตุนั้น มีกลิ่นเกิดแต่รากไม้ ดังนี้ เป็นต้น ปรวาทีเมื่อไม่อาจยังความเป็นอายตนะภายนอกให้ปรากฏได้ จึงตอบปฏิเสธ. คำว่าในรูปธาตุนั้นมีฆานนิมิตมิใช่หรือ เป็นต้น คำนั้นสำเร็จแต่เพียงเป็นรูปร่างสัณฐานเท่านั้น หาได้สำเร็จเป็นอายตนะไม่ เพราะฉะนั้น คำนั้นแม้ท่านปรวาทีนำมาตั้งเป็นลัทธิไว้แล้วก็เหมือนมิได้นำมา ดังนี้แล.
อรรถกถารูปธาตุยา อายตนกถา จบ
อรูเป รูปกถา
[๑๒๓๕] สกวาที รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ป. เป็นรูปภพ เป็นรูปคติ เป็นไปสัตตาวาส เป็นรูป
สงสาร เป็นกำเนิดแห่งรูปสัตว์ เป็นการได้อัตภาพแห่งรูปสัตว์ หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. อรูปภพ เป็นอรูปคติ อรูปสัตตาวาส อรูปสงสาร
เป็นกำเนิดแห่งอรูปสัตว์ เป็นการได้อัตภาพแห่งอรูปสัตว์ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า เป็นอรูปภพ ฯลฯ เป็นการได้อัตภาพแห่ง
อรูปสัตว์ ก็ไม่พึงกล่าวว่า รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย.
[๑๒๓๖] ส. รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นภพ คติ สัตตาวาส สงสาร กำเนิด วิญญาณฐิติ
การได้อัตภาพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๕ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นภพ ฯลฯ การได้อัตภาพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๔ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า เป็นภพ คติ ฯลฯ การได้อัตภาพแห่งสัตว์มี
ขันธ์ ๔ ก็ไม่พึงกล่าวว่า รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย.
[๑๒๓๗] ส. รูปมีอยู่ในรูปธาตุ และรูปธาตุนั้น เป็นรูปภพ เป็นรูปคติ เป็นรูปสัตตาวาส เป็นรูปสงสาร เป็นกำเนิดแห่งรูปสัตว์ เป็นการ
จบ รูปธาตุยา อายตนะกถา