พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๘
กัมมเหตุกถา เล่ม ๓๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๐๓–๑๓๐๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๑/๑๑ ในวรรคที่ ๘มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๘ กัมมเหตุกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่
ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๘๑ หน้า ๑๘๑–๑๘๕
กรรมเหตุกถา
[๑๓๐๓] สกวาที พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ เพราะเหตุแห่งกรรมหรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. พระโสดาบัน เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ เพราะเหตุแห่งกรรมหรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ เพราะเหตุแห่ง
กรรมหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระสกทาคามี ฯลฯ พระอนาคามี เสื่อมจากอนาคา-
มิผลได้ เพราะเหตุแห่งกรรมหรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๐๔] ส. โสดาบัน ไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล เพราะเหตุแห่งกรรมหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์ ไม่เสื่อมจากอรหัตผล เพราะเหตุแห่ง
กรรมหรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระสกทาคามี ฯลฯ พระอนาคามี ไม่เสื่อมจาก
อนาคามิผล เพราะเหตุแห่งกรรมหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์ไม่เสื่อมจากอรหัตผล เพราะเหตุแห่ง
กรรมหรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๐๕] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ เพราะเหตุแห่งกรรมหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะเหตุแห่งกรรมคือปาณาติบาตหรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะเหตุแห่งกรรมคืออทินนาทาน ฯลฯ เพราะเหตุ
แห่งกรรมคือกาเมสุมิจฉาจาร เพราะเหตุแห่งกรรมคือมุสาวาท เพราะเหตุแห่งกรรมคือปิสุณาวาจา เพราะเหตุแห่งกรรมคือผรุสวาจา เพราะเหตุแห่งกรรมคือสัมผัปปลาปะ เพราะเหตุแห่งกรรมคือมาตุฆาต เพราะเหตุแห่งกรรมคือปิตุฆาต เพราะเหตุแห่งกรรมคืออรหันตฆาต เพราะเหตุแห่งกรรมคือโลหิตุปบาท เพราะเหตุแห่งกรรมคือสังฆเภท หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะเหตุแห่งกรรมไหน ?
ป. เพราะกล่าวตู่พระอรหันต์ทั้งหลาย.
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ เพราะเหตุแห่ง
กรรม คือกล่าวตู่พระอรหันต์ทั้งหลาย หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ไม่ว่าใครที่กล่าวตู่พระอรหันต์ ย่อมทำให้แจ้ง
อรหัตผลได้ทุกคน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กรรมเหตุกถา จบ
วรรคที่ ๘ จบ
อรรถกถากัมมเหตุกถา
ว่าด้วยเหตุแห่งกรรม
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องเหตุแห่งกรรม หรือกรรมเป็นเหตุ. ในเรื่องนั้นลัทธิแห่งชนเหล่าใดว่า พระอรหันต์รูปใดผู้เคยกล่าวตู่พระอรหันต์ในภพก่อนด้วยกรรมอันใด พระอรหันต์รูปนั้นย่อมเสื่อมจากความเป็นพระอรหันต์เพราะกรรมนั้นเป็นเหตุ ดังนี้ ดุจลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะและสมิติยะทั้งหลาย คำถามของสกวาทีว่า เพราะเหตุแห่งกรรม ดังนี้หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือมีนัยเหมือนคำที่กล่าวไว้ในปริหานิกถานั่นแหละ.
ข้อว่า เพราะกล่าวตู่พระอรหันต์ทั้งหลาย ความว่า ความเป็นพระอรหันต์นี้ย่อมเสื่อมเพราะเหตุแห่งกรรมใด ปรวาทีกล่าวเพื่อให้รับรองซึ่งกรรมนั้น. ทีนั้น สกวาที ยังปรวาทีนั้นให้รับรองซึ่งฝักฝ่ายนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า ไม่ว่าใครที่กล่าวตู่พระอรหันต์ เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่าชนเหล่าใดพึงเป็นผู้กล่าวตู่พระอรหัตด้วยกรรมเหล่าใดอย่างนี้ไซร้ ชนเหล่านั้นทั้งหมดพึงบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้หรือดังนี้ ปรวาทีเมื่อไม่เห็นนิยามในการบรรลุความเป็นพระอรหันต์ด้วยกรรมนั้น. จึงตอบปฏิเสธ.
อรรถกถากรรมเหตุกถา จบ
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. ฉคติกถา ๒. อันตราภวกถา ๓. กามคุณกถา ๔. กามกถา๕. รูปธาตุกถา ๖. อรูปธาตุกถา ๗. รูปธาตุยาอายตนกถา ๘. อรูเปรูปกถา๙. รูปังกัมมันติกา ๑๐.ชีวิตินทริยกถา ๑๑. กัมมเหตุกถา.
วรรคที่ ๘ จบ
วรรคที่ ๙
อานิสังสกถา
[๑๓๐๖] สกวาที ผู้เห็นอานิสงส์ ในนิพพาน ละสัญโญชน์ได้ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายโดยความเป็น
ของไม่เที่ยง ละสัญโญชน์ได้ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายโดย
ความเป็นของไม่เที่ยง ละสัญโญชน์ได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ผู้เห็นอานิสงส์ในนิพพาน ละสัญโญชน์ได้ ฯลฯ บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายโดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ โดยความเป็นโรค โดยความเป็นหัวฝี โดยความเป็นลูกศร โดยความเป็นของลำเค็ญ โดยความเป็นอาพาธ โดยความเป็นดังคนอื่น โดยความเป็นของหลอกลวง โดยความเป็นเสนียด โดยความเป็นเครื่องเบียดเบียน โดยความเป็นภัย โดยความเป็นอุปสรรค โดยความเป็นของหวั่นไหว โดยความเป็นของเปื่อยพังโดยความเป็นของไม่ยั่งยืน โดยความไม่เป็นที่ต้านทาน โดยความไม่เป็นที่หลีกเร้น โดยความไม่เป็นที่พึ่ง โดยความไม่เป็นที่ขจัดภัย โดยความเป็นของว่าง โดยความเป็นของเปล่า โดยความเป็นของสูญ โดยความเป็นอนัตตา โดยความเป็นโทษ ฯลฯ โดยความเป็นของมีความแปรไปเป็นธรรมดา ละสัญโญชน์ได้ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
จบ กัมมเหตุกถา