arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๔

โพธิยา พุทโธติกถา เล่ม ๓๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๓๗–๙๕๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในวรรคที่ ๔มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๔ โพธิยา พุทโธติกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๔๕๓–๔๕๙

หน้า ๔๕๓

{๙๓๖} ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระอรหันต์ประกอบด้วยอุเบกขา ๖” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. พระอรหันต์มีอุเบกขา ๖ มิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. หากว่าพระอรหันต์มีอุเบกขา ๖ ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “พระอรหันต์ประกอบด้วยอุเบกขา ๖”

จบ อุเปกขาสมันนาคตกถา

(๓๘) ๖. โพธิยาพุทโธติกถา

ว่าด้วยเรื่องเป็นพุทธะได้เพราะโพธิปัญญา

{๙๓๗} [๓๙๘] สกวาทีถามว่า ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้หรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. เมื่อปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ดับไปแล้ว ปราศจากไปแล้ว ระงับไปแล้ว ก็กลับเป็นผู้มิใช่พุทธะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ (โพธิปัญญา) หมายถึงอริยมรรคญาณ ๔ บ้าง สัพพัญญุตญาณบ้าง (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๐๔)
  2. ๒ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะ ซึ่งมีความเห็นว่าบุคคลอยู่เฉย ๆ ก็สามารถเป็นพุทธะได้เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ เหมือนกับบุคคลชื่อว่าเป็นคนขาวเพราะผิวขาว ชื่อว่าเป็นคนคลํ้าเพราะผิวคลํ้า (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๐๔)
หน้า ๔๕๔

{๙๓๘} ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นอดีตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๙๓๙} ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นอดีตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๙๔๐} ส. บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ เจริญมรรค ได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๙๔๑} ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นอนาคตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๙๔๒} ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นอนาคตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

หน้า ๔๕๕

ส. บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๙๔๓} ส. บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ ... เจริญมรรคได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๙๔๔} ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นปัจจุบัน ทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นอดีต ทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๙๔๕} ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นปัจจุบัน กำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ เจริญมรรคได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นอดีต กำหนดรู้ทุกข์ ... เจริญมรรคได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

หน้า ๔๕๖

{๙๔๖} ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นปัจจุบัน ทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นอนาคต ทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๙๔๗} ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นปัจจุบัน กำหนดรู้ทุกข์ ... เจริญมรรคได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นอนาคต กำหนดรู้ทุกข์ ... เจริญมรรคได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๙๔๘} ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นอดีต แต่ทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ไม่ได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นปัจจุบัน แต่ทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ไม่ได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๙๔๙} ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นอดีต แต่กำหนดรู้ทุกข์ ... เจริญมรรคไม่ได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

หน้า ๔๕๗

ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นปัจจุบัน แต่กำหนดรู้ทุกข์ ... เจริญมรรคไม่ได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๙๕๐} ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นอนาคต แต่ทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ไม่ได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นปัจจุบัน แต่ทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ไม่ได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๙๕๑} ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นอนาคต แต่กำหนดรู้ทุกข์ ... เจริญมรรคไม่ได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นปัจจุบัน แต่กำหนดรู้ทุกข์ ... เจริญมรรคไม่ได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้นหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๙๕๒} [๓๙๙] ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นอดีตชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นอนาคต ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นปัจจุบันหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ ๓ หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

หน้า ๔๕๘

{๙๕๓} ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ ๓ หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลประกอบ ตั้งมั่นด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ทั้ง ๓ เนือง ๆ สม่ำเสมอ ไม่ระคนกัน ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ทั้ง ๓ ปรากฏหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๙๕๔} ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. ชื่อว่าพุทธะ เพราะการได้ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้มิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. หากว่าชื่อว่าพุทธะ เพราะการได้ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “ชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้”{๙๕๕} ส. ชื่อว่าพุทธะ เพราะการได้ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ ฉะนั้น จึงชื่อว่าพุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ชื่อว่าโพธิ ก็เพราะการได้ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

จบ โพธิยาพุทโธติกถา

หน้า ๔๕๙

(๓๙) ๗. ลักขณกถา

ว่าด้วยลักษณะของพระโพธิสัตว์

{๙๕๖} [๔๐๐] สกวาทีถามว่า ผู้ประกอบด้วยลักษณะเป็นพระโพธิสัตว์หรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. ผู้ประกอบด้วยลักษณะบางส่วน เป็นพระโพธิสัตว์บางส่วนหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๙๕๗} ส. ผู้ประกอบด้วยลักษณะเป็นพระโพธิสัตว์หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ผู้ประกอบด้วยลักษณะ ๑ ใน ๓ ส่วน เป็นพระโพธิสัตว์ ๑ ใน ๓ ส่วนหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๙๕๘} ส. ผู้ประกอบด้วยลักษณะเป็นพระโพธิสัตว์หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ผู้ประกอบด้วยลักษณะกึ่งหนึ่ง เป็นพระโพธิสัตว์กึ่งหนึ่งหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๙๕๙} ส. ผู้ประกอบด้วยลักษณะเป็นพระโพธิสัตว์หรือ ?

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะ ซึ่งมีความเห็นว่าเฉพาะพระโพธิสัตว์เท่านั้น จึงจะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ เพราะศึกษาลักขณสูตรที่ว่า “ซึ่งเป็นเหตุให้พระมหาบุรุษผู้มีพร้อมมูลแล้วย่อมมีคติเป็น ๒ อย่างเท่านั้น” โดยไม่แยบคาย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๐๖) ซึ่งที่จริง ตามหลักของสกวาที พระเจ้าจักรพรรดิก็สมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษนั้นเช่นกัน

จบ โพธิยา พุทโธติกถา