พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๘
ธัมมเทสนากถา เล่ม ๓๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๗๓๗–๑๗๓๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๙ ในวรรคที่ ๑๘มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๘ ธัมมเทสนากถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๙๑๑–๙๑๓
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประสูติแล้วในโลก ทรงเจริญแล้วในโลก ทรงครอบงำโลกอยู่ แต่โลกก็ฉาบทาไม่ติด ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงดำรงอยู่แล้วในมนุษยโลก”
จบ มนุสสโลกกถา
(๑๗๘) ๒. ธัมมเทสนากถา
ว่าด้วยเรื่องไม่ยอมรับว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม
{๑๗๓๗} [๘๐๔] สกวาทีถามว่า ท่านไม่ยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม” หรือ ?
ส. ใครแสดงธรรมไว้
ป. พระพุทธเนรมิตแสดงไว้
ส. พระพุทธนิมิตเป็นพระชินเจ้า เป็นพระศาสดา เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระสัพพัญญู เป็นพระสัพพทัสสาวี เป็นพระธัมมัสสามี เป็นพระธัมมปฏิสรณะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม” หรือ ?
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายเวตุลลกะ ซึ่งมีความเห็นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์จริงประทับอยู่ ณ ภพดุสิตแล้วทรงส่งพระพุทธเนรมิตมาแสดงธรรม(ในมนุษยโลก) และท่านพระอานนท์รับพระธรรมเทศนาของพระพุทธเนรมิตนั้นมาแสดงอีกทีหนึ่ง ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์จริงจึงมิได้ทรงแสดงธรรม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๙๘)
ป. ถูกแล้ว
ส. ใครแสดงธรรมไว้
ป. ท่านพระอานนท์แสดงไว้
ส. ท่านพระอานนท์เป็นพระชินเจ้า เป็นพระศาสดา เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระสัพพัญญู เป็นพระสัพพทัสสาวี เป็นพระธัมมัสสามี เป็นพระธัมมปฏิสรณะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๗๓๘} [๘๐๕] ส. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม” หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนสารีบุตร เราพึงแสดงธรรมโดยสังเขปบ้าง โดยพิสดารบ้าง ทั้งโดยสังเขปทั้งพิสดารบ้าง แต่บุคคลผู้ที่จะรู้ทั้วถึงธรรมหาได้ยาก” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าก็ต้องทรงแสดงธรรม
{๑๗๓๙} [๘๐๖] ส. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม” หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรารู้ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วจึงแสดงธรรม มิใช่ไม่รู้แล้ว แสดง ๑ แสดงธรรมมีเหตุ ไม่ใช่แสดงธรรมไม่มีเหตุ ๑ แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ไม่ใช่แสดงธรรมไม่มีปาฏิหาริย์ ๑
- ๑พึงดูเทียบใน องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๘๘๗/๒๐๙
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรานั้นรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วจึงแสดงธรรม มิใช่ไม่รู้แล้วแสดง แสดงธรรมมีเหตุ มิใช่แสดงธรรมไม่มีเหตุ แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ มิใช่แสดงธรรมไม่มีปาฏิหาริย์ เธอทั้งหลายควรทำโอวาท ควรทำอนุสาสนี ก็แลเธอทั้งหลายควรยินดี ควรพอใจ ควรโสมนัสว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว พระสงฆ์ปฏิบัติดีแล้ว’(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบแล้ว ภิกษุเหล่านั้นยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า) ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ หนึ่งพันโลกธาตุได้หวั่นไหวแล้ว” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าก็ต้องทรงแสดงธรรม
จบ ธัมมเทสนากถา
(๑๗๙) ๓. กรุณากถา
ว่าด้วยเรื่องพระพุทธเจ้าไม่ทรงมีกรุณาธรรม
{๑๗๔๐} [๘๐๗] สกวาทีถามว่า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าไม่ทรงมีกรุณาธรรมหรือ ?
- ๑พึงดูเทียบใน องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๑๐๕๐/๔๑๙
- ๒ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะ ซึ่งเห็นการแสดงความกรุณาต่อผู้ที่ตนรักใคร่ของเหล่าคนที่มีราคะ จึงลงความเห็นว่าราคะนั่นแหละชื่อว่ากรุณา และราคะนั้นไม่มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ทรงมีกรุณาธรรม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๙๘)
จบ ธัมมเทสนากถา