พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๗
นัตถิ อรหโต อกาลมัจจูติกถา เล่ม ๓๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๙๕–๑๖๙๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๑ ในวรรคที่ ๑๗มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๗ นัตถิ อรหโต อกาลมัจจูติกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๘๘๔–๘๘๖
ส. ถูกแล้ว
ป. พระอรหันต์พึงให้ทานหรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าพระอรหันต์พึงให้ทาน ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระอรหันต์ไม่มีการสะสมบุญ”{๑๖๙๔} ป. พระอรหันต์พึงให้จีวร ... พึงให้บิณฑบาต ... พึงให้เสนาสนะ ... พึงให้คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ... พึงให้ของเคี้ยว ... พึงให้ของบริโภค ... พึงให้น้ำดื่ม ... พึงไหว้พระเจดีย์ ... พึงยกขึ้นซึ่งมาลา ... พึงยกขึ้นซึ่งของหอม ... พึงยกขึ้นซึ่งเครื่องลูบไล้ที่พระเจดีย์ ... พึงทำประทักษิณพระเจดีย์หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่าพระอรหันต์พึงทำประทักษิณพระเจดีย์ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระอรหันต์ไม่มีการสะสมบุญ”
จบ อัตถิอรหโตปุญญปจโยติกถา
(๑๖๗) ๒. นัตถิอรหโตอกาลมัจจูติกถา
ว่าด้วยเรื่องพระอรหันต์ไม่มีอกาลมรณะ
{๑๖๙๕} [๗๘๐] สกวาทีถามว่า พระอรหันต์ไม่มีอกาลมรณะหรือ ?
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายราชคิริกะและสิทธัตถิกะ ซึ่งมีความเห็นว่าพระอรหันต์ต้องเสวยผลกรรม(ชดใช้กรรม)ให้หมดก่อนแล้วจึงจะปรินิพพานได้ ดังนั้น จึงไม่มีอกาลมรณะ คือการปรินิพพานในเวลาอันไม่สมควร เพราะศึกษาเนื้อความแห่งพระสูตรที่ว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่กล่าวความสิ้นสุดโดยยังไม่เสวยผลแห่งกรรมที่สัตว์จงใจทำสั่งสมขึ้นไว้’ (องุ.ทสก. (แปล) ๒๔/๒๑๗/๓๙๙) โดยไม่แยบคาย ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่า พระอรหันต์ก็อาจปรินิพพานในเวลาอันไม่สมควรได้ เพราะบุคคลผู้ทำอรหันตฆาตมีอยู่ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๘๙-๒๙๐)
ส. บุคคลผู้ฆ่าพระอรหันต์ไม่มีหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. บุคคลผู้ฆ่าพระอรหันต์มีอยู่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์มีอกาลมรณะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. พระอรหันต์ไม่มีอกาลมรณะหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผู้ที่ปลงชีวิตพระอรหันต์นั้นปลงชีวิตได้ในเมื่อชีวิตคือชีวิตส่วนที่เหลือยังมีอยู่ หรือว่าปลงชีวิตได้ในเมื่อชีวิตคือชีวิตส่วนที่เหลือไม่มีอยู่ ?
ป. ปลงชีวิตได้ในเมื่อชีวิตคือชีวิตส่วนที่เหลือยังมีอยู่
ส. หากว่าบุคคลปลงชีวิตพระอรหันต์ได้ในเมื่อชีวิตคือชีวิตส่วนที่เหลือยังมีอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระอรหันต์ไม่มีอกาลมรณะ”ส. บุคคลปลงชีวิตพระอรหันต์ได้ในเมื่อชีวิตคือชีวิตส่วนที่เหลือไม่มีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้ฆ่าพระอรหันต์จึงไม่มีหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๖๙๖} [๗๘๑] ส. พระอรหันต์ไม่มีอกาลมรณะหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ยาพิษ ศัสตรา ไฟไม่พึงเข้าไปในกายของพระอรหันต์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ยาพิษ ศัสตรา ไฟพึงเข้าไปในกายของพระอรหันต์ได้มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่ายาพิษ ศัสตรา ไฟพึงเข้าไปในกายของพระอรหันต์ได้ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระอรหันต์ไม่มีอกาลมรณะ”{๑๖๙๗} ส. ยาพิษ ศัสตรา ไฟไม่พึงเข้าไปในกายของพระอรหันต์หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ฆ่าพระอรหันต์ไม่มีหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๖๙๘} [๗๘๒] ป. พระอรหันต์มีอกาลมรณะหรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่กล่าวความสิ้นสุดโดยยังไม่เสวยผลแห่งกรรมที่สัตว์จงใจทำสั่งสมขึ้นไว้ ก็วิบากนั้นแลอันผู้ทำพึงได้เสวยในปัจจุบัน ในอัตภาพถัดไป หรือในอัตภาพต่อ ๆ ไปอีก” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น พระอรหันต์ก็ต้องไม่มีอกาลมรณะ
จบ นัตถิอรหโตอกาลมัจจูติกถา
(๑๖๘) ๓. สัพพมิทังกัมมโตติกถา
ว่าด้วยเรื่องสิ่งทั้งปวงเกิดเพราะกรรม
- ๑พึงดูเทียบใน องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๒๑๗/๓๙๙
- ๒สิ่งทั้งปวง ในกถานี้หมายถึงวัฏฏะหรือวงจรแห่งทุกข์ทั้ง ๓ คือ กัมมวัฏฏะ กิเลสวัฏฏะ วิปากวัฏฏะ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า วงจรแห่งกรรม กิเลส และวิบาก (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๙๑)
จบ นัตถิ อรหโต อกาลมัจจูติกถา