arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๖

อธิคัยหมนสิการกถา เล่ม ๓๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๕๗–๑๖๕๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในวรรคที่ ๑๖มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

_______

๑๖. โสฬสมวคฺค

(๑๕๙) ๔. อธิคยฺหมนสิการกถา

๔. อธิคัยหมนสิการกถา (๑๕๙)

ว่าด้วยมนสิการรวบยอด

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๖ อธิคัยหมนสิการกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๓๗ หน้า ๔๓๙–๔๔๒ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๓๗ หน้า ๗๙๔–๗๙๙

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*อธิคยฺห มนสิกโรตีติ? อามนฺตา. เตน จิตฺเตน ตํ จิตฺตํ ปชานาตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน จิตฺเตน ตํ จิตฺตํ ปชานาตีติ? อามนฺตา. เตน จิตฺเตน ตํ จิตฺตํ “จิตฺตนฺ”ติ ปชานาตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน จิตฺเตน ตํ จิตฺตํ “จิตฺตนฺ”ติ ปชานาตีติ? อามนฺตา. ตํ จิตฺตํ ตสฺส จิตฺตสฺส อารมฺมณนฺติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ *ตํ จิตฺตํ ตสฺส จิตฺตสฺส อารมฺมณนฺติ? อามนฺตา. เตน ผสฺเสน ตํ ผสฺสํ ผุสติ, ตาย เวทนาย ฯเปฯ ตาย สญฺญาย ฯเปฯ ตาย เจตนาย ฯเปฯ เตน จิตฺเตน ฯเปฯ เตน วิตกฺเกน ฯเปฯ เตน วิจาเรน ฯเปฯ ตาย ปีติยา ฯเปฯ ตาย สติยา ฯเปฯ ตาย ปญฺญาย ตํ ปญฺญํ ปชานาตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. บุคคลมนสิการรวบยอด ได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. รู้ชัดจิตนั้นด้วยจิตนั้นใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. รู้ชัดจิตนั้นด้วยจิตนั้นใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. รู้ชัดจิตนั้นด้วยจิตนั้นว่า “เป็นจิต” ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. รู้ชัดจิตนั้นด้วยจิตนั้นว่า “เป็นจิต” ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. จิตนั้นเป็นอารมณ์ของจิตนั้นใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. จิตนั้นเป็นอารมณ์ของจิตนั้นใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. ถูกต้องผัสสะนั้นด้วยผัสสะนั้น เสวยเวทนานั้นด้วยเวทนานั้น ฯลฯ จำสัญญานั้นด้วยสัญญานั้น ฯลฯ จงใจเจตนานั้นด้วยเจตนานั้น ฯลฯ คิดจิตนั้นด้วยจิตนั้น ฯลฯ ตรึกถึงวิตกนั้นด้วยวิตกนั้น ฯลฯ ตรองวิจารนั้นด้วยวิจารนั้น ฯลฯ เอิบอิ่มปีตินั้นด้วยปีตินั้น ฯลฯ ระลึกสตินั้นด้วยสตินั้น ฯลฯ รู้ชัดปัญญานั้นด้วย ปัญญานั้นใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑มนสิการรวบยอด หมายถึงพิจารณาอารมณ์หลายอย่างได้ในขณะเดียวกัน
  2. ๒ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายปุพพเสลิยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๔๙-๗๕๓/๒๘๕-๒๘๖)
  3. ๓เพราะมีความเห็นว่า ในการพิจารณาอารมณ์ทั้งหลาย บุคคลสามารถพิจารณาอารมณ์หลายอย่างได้ใน ขณะเดียวกัน ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า บุคคลไม่สามารถพิจารณาอารมณ์หลายอย่างได้ใน ขณะเดียวกัน แต่สามารถพิจารณาอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งได้ ส่วนอารมณ์อื่น ๆ ที่เหลือสามารถ พิจารณาได้โดยนัย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๔๙-๗๕๓/๒๘๕-๒๘๖)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

*อตีตํ “อตีตนฺ”ติ มนสิกโรนฺโต อนาคตํ “อนาคตนฺ”ติ มนสิกโรตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ “อตีตนฺ”ติ มนสิกโรนฺโต อนาคตํ “อนาคตนฺ”ติ มนสิกโรตีติ? อามนฺตา. ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

*อตีตํ “อตีตนฺ”ติ มนสิกโรนฺโต ปจฺจุปฺปนฺนํ “ปจฺจุปฺปนฺนนฺ”ติ มนสิกโรตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ “อตีตนฺ”ติ มนสิกโรนฺโต ปจฺจุปฺปนฺนํ “ปจฺจุปฺปนฺนนฺ”ติ มนสิกโรตีติ? อามนฺตา. ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

*อตีตํ “อตีตนฺ”ติ มนสิกโรนฺโต อนาคตํ “อนาคตนฺ”ติ มนสิกโรติ, ปจฺจุปฺปนฺนํ “ปจฺจุปฺ-ปนฺนนฺ”ติ มนสิกโรตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ “อตีตนฺ”ติ มนสิกโรนฺโต อนาคตํ “อนาคตนฺ”ติ มนสิกโรติ, ปจฺจุปฺปนฺนํ “ปจฺจุปฺปนฺนนฺ”ติ มนสิกโรตีติ? อามนฺตา. ติณฺณํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ติณฺณํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. บุคคลเมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” ย่อม มนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ได้ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” ย่อมมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” ย่อมมนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ได้ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” ย่อมมนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” ย่อมมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” มนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็น ปัจจุบัน” ได้ใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” ย่อมมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” มนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็น ปัจจุบัน” ได้ใช่ไหมปร. ใช่

สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๓ อย่าง ฯลฯ จิต ๓ ดวงใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*อนาคตํ “อนาคตนฺ”ติ มนสิกโรนฺโต อตีตํ “อตีตนฺ”ติ มนสิกโรตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคตํ “อนาคตนฺ”ติ มนสิกโรนฺโต อตีตํ “อตีตนฺ”ติ มนสิกโรตีติ? อามนฺตา. ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

*อนาคตํ “อนาคตนฺ”ติ มนสิกโรนฺโต ปจฺจุปฺปนฺนํ “ปจฺจุปฺปนฺนนฺ”ติ มนสิกโรตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคตํ “อนาคตนฺ”ติ มนสิกโรนฺโต ปจฺจุปฺปนฺนํ “ปจฺจุปฺปนฺนนฺ”ติ มนสิกโรตีติ? อามนฺตา. ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

*อนาคตํ “อนาคตนฺ”ติ มนสิกโรนฺโต อตีตํ “อตีตนฺ”ติ มนสิกโรติ, ปจฺจุปฺปนฺนํ “ปจฺจุปฺ-ปนฺนนฺ”ติ มนสิกโรตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคตํ “อนาคตนฺ”ติ มนสิกโรนฺโต อตีตํ “อตีตนฺ”ติ มนสิ กโรติ, ปจฺจุปฺปนฺนํ “ปจฺจุปฺปนฺนนฺ”ติ มนสิกโรตีติ? อามนฺตา. ติณฺณํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ติณฺณํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ย่อม มนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” ได้ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ย่อมมนสิการ สภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” ได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ย่อมมนสิการ สภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ได้ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ย่อมมนสิการ สภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ย่อมมนสิการ สภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” มนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็น ปัจจุบัน” ได้ใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ย่อมมนสิการ สภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” มนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็น ปัจจุบัน” ได้ใช่ไหมปร. ใช่

สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๓ อย่าง ฯลฯ จิต ๓ ดวงใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*ปจฺจุปฺปนฺนํ “ปจฺจุปฺปนฺนนฺ”ติ มนสิกโรนฺโต อตีตํ “อตีตนฺ”ติ มนสิกโรตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ “ปจฺจุปฺปนฺนนฺ”ติ มนสิกโรนฺโต อตีตํ “อตีตนฺ”ติ มนสิกโรตีติ? อามนฺตา. ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

*ปจฺจุปฺปนฺนํ “ปจฺจุปฺปนฺนนฺ”ติ มนสิกโรนฺโต อนาคตํ “อนาคตนฺ”ติ มนสิกโรตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ “ปจฺจุปฺปนฺนนฺ”ติ มนสิกโรนฺโต อนาคตํ “อนาคตนฺ”ติ มนสิกโรตีติ? อามนฺตา. ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

*ปจฺจุปฺปนฺนํ “ปจฺจุปฺปนฺนนฺ”ติ มนสิกโรนฺโต อตีตํ “อตีตนฺ”ติ มนสิกโรติ, อนาคตํ “อนาคตนฺ”ติ มนสิกโรตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ “ปจฺจุปฺปนฺนนฺ”ติ มนสิกโรนฺโต อตีตํ “อตีตนฺ”ติ มนสิกโรติ, อนาคตํ “อนาคตนฺ”ติ มนสิกโรตีติ? อามนฺตา. ติณฺณํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ติณฺณํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ย่อม มนสิการสภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” ได้ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ย่อมมนสิการ สภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” ได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ย่อมมนสิการ สภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ได้ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ย่อมมนสิการ สภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็นอนาคต” ได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ย่อมมนสิการ สภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” มนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็น อนาคต” ได้ใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. เมื่อมนสิการสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันว่า “เป็นปัจจุบัน” ย่อมมนสิการ สภาวธรรมที่เป็นอดีตว่า “เป็นอดีต” มนสิการสภาวธรรมที่เป็นอนาคตว่า “เป็น อนาคต” ได้ใช่ไหมปร. ใช่

สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๓ อย่าง ฯลฯ จิต ๓ ดวงใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*น วตฺตพฺพํ “อธิคยฺห มนสิกโรตี”ติ? อามนฺตา. นนุ วุตฺตํ ภควตา:- สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ

อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา.

สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ

อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา.

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ

อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยาติ. (๑)

อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ? อามนฺตา. เตน หิ อธิคยฺห มนสิกโรตีติ. อธิคยฺหมนสิการกถา นิฏฺฐิตา.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ขุ.ธ. ๒๕/๑๗๗-๑๗๙/๖๔
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลมนสิการรวบยอด” ได้ใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า

“เมื่อใด อริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญา ว่า

สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง

เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์

นั่นเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์

เมื่อใด อริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า

สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์

เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์

นั่นเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์

เมื่อใด อริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า

ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา

เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์

นั่นเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์”

มีอยู่จริงมิใช่หรือ

สก. ใช่

ปร. ดังนั้น บุคคลจึงมนสิการรวบยอดได้

อธิคัยหมนสิการกถา จบ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑เห็นด้วยปัญญา หมายถึงเห็นด้วยวิปัสสนาปัญญา (ขุ.ธ.อ. ๗/๕๖)
  2. ๒ดูเทียบ ขุ.ธ. (แปล) ๒๕/๒๗๗-๒๗๙/๑๑๘

จบ อธิคัยหมนสิการกถา