พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๖
รูปังรูปาวจรารูปาวจรันติกถา เล่ม ๓๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๗๙–๑๖๘๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในวรรคที่ ๑๖มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
รูปํ รูปาวจรารูปาวจรนฺติกถา
รูปังรูปาวจรารูปาวจรันติกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๖ รูปังรูปาวจรารูปาวจรันติกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
อตฺถิ รูปํ รูปาวจรนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สมาปตฺเตสิยํ อุปปตฺเตสิยํ ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารํ สมาปตฺเตสิเยน จิตฺเตน อุปปตฺเตสิเยน จิตฺเตน ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาเรน จิตฺเตน สหคตํ สหชาตํ สํสฏฺฐํ สมฺปยุตฺตํ เอกุปฺปาทํ เอกนิโรธํ เอกวตฺถุกํ เอการมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ น สมาปตฺเตสิยํ น อุปปตฺเตสิยํ น ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารํ น สมาปตฺเตสิเยน จิตฺเตน อุปปตฺเตสิเยน จิตฺเตน ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาเรน จิตฺเตน สหคตํ สหชาตํ สํสฏฺฐํ สมฺปยุตฺตํ เอกุปฺปาทํ เอกนิโรธํ เอกวตฺถุกํ เอการมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ น สมาปตฺเตสิยํ น อุปปตฺเตสิยํ น ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารํ น สมาปตฺเตสิเยน จิตฺเตน ฯเปฯ เอการมฺมณํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ รูปํ รูปาวจรนฺติ ฯ
สกวาที รูปเป็นรูปาวจรมีอยู่หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. รูปเป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ เป็นธรรมแสวงหาอุปบัติ เป็นธรรมเครื่อง
อยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน มีวัตถุเป็นอันเดียวกัน มีอารมณ์อันเดียวกัน กับจิตดวงแสวงหาสมาบัติ กับจิตดวงแสวงหาอุปบัติ กับจิตเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปไม่เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ ไม่เป็นธรรมแสวงหาอุปบัติ ไม่เป็น
ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม จะเป็นธรรมสหรคต เกิดร่วม ระคนสัมปยุต เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน มีวัตถุเป็นอันเดียวกัน มีอารมณ์เป็นอันเดียวกัน กับจิตดวงแสวงหาสมาบัติ ก็หามิได้ กับจิตดวงแสวงหาอุปบัติ ก็หามิได้ กับจิตเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ก็หามิได้มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า รูปไม่เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ ไม่เป็นธรรมแสวงหาอุปบัติ
ไม่เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม จะเป็นธรรมสหรคต ฯลฯ
มีอารมณ์อันเดียวกัน ฯลฯ กับจิตเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ก็หามิได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปเป็นรูปาวจรมีอยู่
อตฺถิ รูปํ อรูปาวจรนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สมาปตฺเตสิยํ อุปปตฺเตสิยํ ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารํ สมาปตฺเตสิเยน จิตฺเตน อุปปตฺเตสิเยน จิตฺเตน ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาเรน จิตฺเตน สหคตํ สหชาตํ สํสฏฺฐํ สมฺปยุตฺตํ เอกุปฺปาทํ เอกนิโรธํ เอกวตฺถุกํ เอการมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ น สมาปตฺเตสิยํ น อุปปตฺเตสิยํ น ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารํ น สมาปตฺเตสิเยน จิตฺเตน ฯเปฯ เอการมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ น สมาปตฺเตสิยํ น อุปปตฺเตสิยํ ฯเปฯ เอกวตฺถุกํ เอการมฺมณํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ( รูปํ อรูปาวจรนฺติ ฯ
ส. รูปเป็นอรูปาวจรมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปเป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ เป็นธรรมแสวงหาอุปบัติ เป็นธรรมเครื่อง
อยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดขึ้นด้วยกัน ดับด้วยกัน มีวัตถุเป็นอันเดียวกัน มีอารมณ์เป็นอันเดียวกันกับจิตดวงแสวงหาสมาบัติ กับจิตดวงแสวงหาอุปบัติ กับจิตเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปไม่เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ ไม่เป็นธรรมแสวงหาอุปบัติ ไม่เป็นธรรม
เครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม จะเป็นธรรมสหรคต ฯลฯ มีอารมณ์เป็นอันเดียวกัน ฯลฯ กับจิตเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ก็หามิได้มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า รูปไม่เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ ไม่เป็นธรรมแสวงหาอุปบัติ
ไม่เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม จะเป็นธรรมสหรคต ฯลฯ
มีวัตถุเป็นอันเดียวกัน มีอารมณ์เป็นอันเดียวกัน ฯลฯ กับจิตเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ก็หามิได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปเป็นอรูปาวจรมีอยู่
น วตฺตพฺพํ อตฺถิ รูปํ รูปาวจรํ อตฺถิ รูปํ อรูปาวจรนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ กามาวจรกมฺมสฺส กตตฺตา รูปํ กามาวจรนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ กามาวจรกมฺมสฺส กตตฺตา รูปํ กามาวจรํ เตน วต เร วตฺตพฺเพ รูปาวจรกมฺมสฺส กตตฺตา รูปํ รูปาวจรํ อรูปาวจรกมฺมสฺส กตตฺตา รูปํ อรูปาวจรนฺติ ฯ
รูปํ รูปาวจรารูปาวจรนฺติกถา ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นรูปาวจรมีอยู่ รูปเป็นอรูปาวจรมีอยู่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. รูปที่บังเกิด เพราะความที่บุคคลได้ทำกรรมส่วนกามาจรไว้ เป็นกามาวจร
มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า รูปที่บังเกิด เพราะความที่บุคคลได้ทำกรรมส่วนกามาวจรไว้ เป็น
กามาวจร ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปที่บังเกิดขึ้นเพราะความที่บุคคลได้ทำกรรมส่วนรูปาวจรไว้ เป็นรูปาวจร รูปที่บังเกิด เพราะความที่บุคคลได้ทำกรรมส่วนอรูปาวจรไว้ เป็นอรูปาวจร
รูปังรูปาวจรรูปาวจรันติกถา จบ
จบ รูปังรูปาวจรารูปาวจรันติกถา