พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๑
อิทธิพลกถา เล่ม ๓๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๖๐–๑๔๖๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๘ ในวรรคที่ ๑๑มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๑ อิทธิพลกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๗๓๖–๗๓๙
(๑๑๒) ๗. อิทธิพลกถา
ว่าด้วยเรื่องผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์
{๑๔๖๐} [๖๒๑] สกวาทีถามว่า ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปหรือ ?
ส. อายุนั้นสำเร็จด้วยฤทธิ์ คตินั้นสำเร็จด้วยฤทธิ์ การได้อัตภาพนั้นสำเร็จด้วยฤทธิ์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์พึงดำรงอยู่ตลอดกัปที่เป็นอดีต พึงดำรงอยู่ตลอดกัปที่เป็นอนาคตหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์พึงดำรงอยู่ตลอดกัปหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งมีความเห็นว่า บุคคลผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ตลอดกัป ซึ่งคำว่า กัป ในความหมายของฝ่ายปรวาที้นี้ หมายถึง มหากัป คือ ช่วงระยะเวลาที่ยาวนานมากจนไม่สามารถนับระยะเวลานั้นได้ แบ่งเป็น ๔ ช่วงระยะ หรือเรียกว่า อสงไขยแห่งกัป ๔ (ดู กัปปสูตร ใน องฺ.จตุกก. (แปล) ๒๑/๑๕๖/๒๓๖๒๓๗) เพราะศึกษาเนื้อความแห่งอานิสงส์การเจริญอิทธิบาท ๔ โดยไม่แยบคาย ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่า กัปมี ๓ อย่าง คือ (๑) มหากัป กัปใหญ่ดังกล่าวนั้น (๒) กัปเปกเทสะ ส่วนหนึ่งแห่งมหากัป ซึ่งใช้กำหนดนับอายุของเทวดาชั้นพรหม (๓) อายุกัป ช่วงระยะเวลาแห่งอายุของพวกสัตว์นรก เทวดา และมนุษย์ โดยกำหนดด้วยอำนาจวิบากแห่งกรรมหรือการนับจำนวนปี ซึ่งในอานิสงส์แห่งการเจริญอิทธิบาทหมายถึงอายุกัปนี้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๕๘)
ส. พึงดำรงอยู่ตลอด ๒ กัป พึงดำรงอยู่ตลอด ๓ กัป พึงดำรงอยู่ตลอด ๔ กัปหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์พึงดำรงอยู่ตลอดกัปหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พึงดำรงอยู่ในเมื่อชีวิตคือชีวิตส่วนที่เหลือยังมีอยู่ หรือว่าพึงดำรงอยู่ในเมื่อชีวิตคือชีวิตส่วนที่เหลือไม่มีอยู่ป. พึงดำรงอยู่ในเมื่อชีวิตคือชีวิตส่วนที่เหลือยังมีอยู่
ส. หากว่าพึงดำรงอยู่ในเมื่อชีวิตคือชีวิตส่วนที่เหลือยังมีอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์พึงดำรงอยู่ตลอดกัป” ...
ป. พึงตั้งอยู่ในเมื่อชีวิตคือชีวิตส่วนที่เหลือไม่มีอยู่
ส. ใจพึงดำรงอยู่ ผู้ที่ทำกาละแล้วพึงดำรงอยู่หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๔๖๑} [๖๒๒] ส. ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์พึงดำรงอยู่ตลอดกัปหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลพึงได้เพื่อประคองไว้ด้วยฤทธิ์ว่า “ผัสสะที่เกิดขึ้นแล้ว อย่าดับไป’’ ดังนี้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. บุคคลพึงได้เพื่อประคองไว้ด้วยฤทธิ์ว่า “เวทนาที่เกิดขึ้นแล้ว ... สัญญาที่เกิดขึ้นแล้ว ... เจตนาที่เกิดขึ้นแล้ว ... จิตที่เกิดขึ้นแล้ว ... ศรัทธาที่เกิดขึ้นแล้ว ... วิริยะที่เกิดขึ้นแล้ว ... สติที่เกิดขึ้นแล้ว ... สมาธิที่เกิดขึ้นแล้ว ... ปัญญาที่เกิดขึ้นแล้วอย่าดับไป” ดังนี้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๔๖๒} ส. ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์พึงดำรงอยู่ตลอดกัปหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลพึงได้เพื่อประคองไว้ด้วยฤทธิ์ว่า “รูปจงเป็นของเที่ยง” ดังนี้ หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. บุคคลพึงได้เพื่อประคองไว้ด้วยฤทธิ์ว่า “เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณจงเป็นของเที่ยง” ดังนี้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๔๖๓} ส. ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์พึงดำรงอยู่ตลอดกัปหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลพึงได้เพื่อประคองไว้ด้วยฤทธิ์ว่า “สัตว์ทั้งหลายที่มีความเกิดเป็นธรรมดาอย่าได้เกิดเลย” ดังนี้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. บุคคลพึงได้เพื่อประคองไว้ด้วยฤทธิ์ว่า “สัตว์ทั้งหลายที่มีความแก่เป็นธรรมดาอย่าได้แก่เลย ... สัตว์ทั้งหลายที่มีความเจ็บเป็นธรรมดาอย่าได้เจ็บเลย ... สัตว์ทั้งหลายที่มีความตายเป็นธรรมดาอย่าได้ตายเลย” ดังนี้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๔๖๔} [๖๒๓] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลผู้ประกอบด้วยฤทธิ์พึงดำรงอยู่ตลอดกัป” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนอานนท์ อิทธิบาท ๔ อันตถาคตเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้
คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ตถาคตนั้นเมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงชีวิตอยู่ได้กัปหนึ่งหรือเกินกว่ากัปหนึ่ง” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ก็พึงดำรงอยู่ตลอดกัป
{๑๔๖๕} [๖๒๔] ส. ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์พึงดำรงอยู่ตลอดกัปหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการไม่มีใครที่จะรับรองได้ ไม่ว่าจะเป็นสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือผู้ใดผู้หนึ่งในโลกก็ตาม ธรรม ๔ ประการคืออะไรบ้าง คือ(๑) ไม่มีใครที่จะรับรองได้ ไม่ว่าจะเป็นสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือผู้ใดผู้หนึ่งในโลกก็ตาม ว่า ‘สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา อย่าได้แก่เลย’
(๒) ไม่มีใครที่จะรับรองได้ ไม่ว่าจะเป็นสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือผู้ใดผู้หนึ่งในโลกก็ตาม ว่า ‘สิ่งที่มีความเจ็บเป็นธรรมดา อย่าได้เจ็บเลย’
(๓) ไม่มีใครที่จะรับรองได้ ไม่ว่าจะเป็นสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือผู้ใดผู้หนึ่งในโลกก็ตาม ว่า ‘สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา อย่าได้ตายเลย’
- ๑คำว่า กัป ในที่นี้หมายถึงอายุกัป คือช่วงกำหนดอายุของมนุษย์แต่ละยุคสมัยซึ่งมากบ้าง น้อยบ้าง (ที.ม.อ. ๑๕๗, สํ.ม.อ. ๓๒๘, อง.อฏฺฐก.อ. ๒๗๕, ขุ.อุ.อ. ๓๔๖) ในยุคสมัยแห่งพระพุทธเจ้าของเราอายุกัปของมนุษย์เท่ากับ ๑๐๐ ปี
- ๒พึงดูเทียบใน ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๖๗/๑๔๔-๑๔๕, สํ.ม. (แปล) ๑๙/๘๒๒/๔๐๒-๔๐๓, ขุ.อุ. (แปล) ๒๕/๕๑/๒๖๒
(๔) ไม่มีใครที่จะรับรองได้ ไม่ว่าจะเป็นสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือผู้ใดผู้หนึ่งในโลกก็ตาม ว่า ‘ผลแห่งบาปกรรมอันเศร้าหมอง เป็นเหตุให้เกิดในภพใหม่ มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นผล ทำให้มีชาติชราและมรณะต่อไป อย่าได้เกิดเลย’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ไม่มีใครที่จะรับรองได้ ไม่ว่าจะเป็นสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือผู้ใดผู้หนึ่งในโลกก็ตาม” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์พึงดำรงอยู่ตลอดกัป”
จบ อิทธิพลกถา
(๑๑๓) ๘. สมาธิกถา
ว่าด้วยเรื่องความสืบต่อแห่งจิตเป็นสมาธิ
{๑๔๖๖} [๖๒๕] สกวาทีถามว่า ความสืบต่อแห่งจิตเป็นสมาธิหรือ ?
ส. ความสืบต่อแห่งจิตที่เป็นอดีตเป็นสมาธิหรือ ?
- ๑พึงดูเทียบใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๘๒/๒๘๓
- ๒ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายสัพพัตถิกวาทและนิกายอุตตราปถกะ ซึ่งมีความเห็นว่า ความสืบต่อแห่งจิตจัดเป็นสมาธิ เพราะอาศัยพระพุทธพจน์เป็นต้นว่า ‘เรา ... เสวยความสุขส่วนเดียวอยู่ได้ตลอด ๗ คืน ๗ วัน’ เป็นข้ออ้าง โดยไม่คำนึงถึงหลักการที่ว่า ภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งแม้ที่เกิดขึ้นในขณะจิตหนี่ง ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีความหมายว่าตั้งมั่น (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๕๙)
จบ อิทธิพลกถา