arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · อุรควรรค

๑๒. มุนีสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๑๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๒/๑๒ ในอุรควรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค มุนีสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๕๔๒–๕๔๖

หน้า ๕๔๒

๑๒. มุนิสูตร

๑๒. มุนิสูตร

ว่าด้วยคุณธรรมของพระมุนี

(พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดังนี้)

{๓๑๓} [๒๐๙] ภัยย่อมเกิดแต่ความเชยชิดด้วยตัณหาทิฏฐิ ธุลีคือราคะโทสะ โมหะย่อมเกิดแต่อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งราคะ โทสะ โมหะ พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระมุนีทรงเห็นอารมณ์ไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ โทสะ โมหะ และความไม่เชยชิดด้วยตัณหาทิฏฐินั้นชัดแจ้งแล้ว[๒๑๐] ผู้ที่ตัดกิเลสที่เกิดขึ้นแล้วได้ ไม่ปลูกขึ้นอีก เมื่อกิเลสนั้นเกิดขึ้น ก็ไม่ให้หลั่งไหลเข้า (จิตใจอีก) เที่ยวจาริกบำเพ็ญโลกัตถจริยาเป็นต้น แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ได้บรรลุนิพพาน บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่าเป็นพระมุนี[๒๑๑] ผู้ที่กำหนดรู้ขันธ์ ๕ เป็นต้นว่าเป็นที่ตั้งแห่งกิเลส กำจัดพืชคืออภิสังขารวิญญาณได้เด็ดขาด ไม่ให้ยางพืชคือตัณหาทิฏฐิหลั่งไหลเข้าไปได้อีก บรรลุนิพพานที่สิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิด ละอกุศลวิตกได้แล้ว ไม่นับว่าเป็นเทวดาและมนุษย์ ชื่อว่าเป็นพระมุนี[๒๑๒] ผู้ที่รู้แจ้งภพเป็นที่อาศัยอยู่ทั้งหมด ไม่ปรารถนาภพเหล่านั้น แม้สักภพเดียว ปราศจากความกำหนัด ไม่รักใคร่ยินดี ไม่ก่อกรรมทำเข็ญ เป็นผู้ถึงฝั่งนิพพานแล้ว ชื่อว่าเป็นพระมุนี

หน้า ๕๔๓

[๒๑๓] ผู้ที่ครอบงำธรรมทั้งหมดได้ รู้แจ้งธรรมทุกอย่าง มีปัญญาดี ไม่ยึดมั่นธรรมทั้งปวง ละธรรมได้ทั้งสิ้น น้อมไปในนิพพานเป็นที่สิ้นตัณหา นักปราชญ์เรียกว่าเป็นพระมุนี

[๒๑๔] ผู้ที่มีกำลังคือปัญญา ประกอบด้วยศีลและวัตร มีจิตมั่นคง ยินดีในฌาน มีสติหลุดพ้นจากเครื่องข้อง ไม่มีกิเลสดุจหลักตอ ปราศจากอาสวะ นักปราชญ์เรียกว่าเป็นพระมุนี

๒๑๕] ผู้ที่มีปัญญา ไม่ประมาท เที่ยวจาริกไปผู้เดียว ไม่หวั่นไหวเพราะนินทาและสรรเสริญ ไม่หวาดสะดุ้งเพราะโลกธรรมเหมือนราชสีห์ไม่หวาดสะดุ้งเพราะเสียง ไม่ติดข้องอยู่ในตัณหาเหมือนลมไม่ขังอยู่ในตาข่าย ไม่ติดอยู่ในโลกเหมือนดอกบัวไม่ติดนํ้า เป็นผู้นำทางผู้อื่นอันผู้อื่นไม่พึงนำทาง นักปราชญ์เรียกว่าเป็นพระมุนี[๒๑๖] ผู้ที่ไม่ยินดียินร้ายต่อคำนินทาและสรรเสริญเหมือนเสาหลักปักอยู่ที่ท่านํ้า ปราศจากราคะ คุ้มครองอินทรีย์ไว้ดีแล้ว นักปราชญ์เรียกว่าเป็นพระมุนี

[๒๑๗] ผู้ที่ตั้งตนไว้ถูก เป็นคนตรงดุจกระสวย เกลียดกรรมชั่วพิจารณาเห็นทั้งกรรมที่ไม่ถูกต้องและถูกต้อง นักปราชญ์ เรียกว่าเป็นพระมุนี

[๒๑๘] ผู้ที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวหรือกลางคน สำรวมตน ไม่ทำความชั่ว มีจิตห่างจากบาป ไม่โกรธง่าย ไม่ว่าร้ายใครนักปราชญ์เรียกว่าเป็นพระมุนี

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ในที่นี้ ศีล หมายถึง ปาริสุทธิศีล ๔ วัตร หมายถึงธุดงควัตร (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๙๔)
หน้า ๕๔๔

๑๒. มุนิสูตร

[๒๑๙] ผู้ที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ผู้อื่นให้ ได้อาหารดีเลิศก็ไม่พูดยกย่องชมเชย ได้อาหารปานกลางหรือเลวก็ไม่พูดให้เสียนํ้าใจ นักปราชญ์เรียกว่าเป็นพระมุนี

[๒๒๐] ผู้ที่ไม่หลงรักสตรีเลยแม้สักคนเดียว มีปัญญา ปราศจากความยินดีในเมถุนธรรม ไม่ประมาทมัวเมา พ้นจากกิเลสเครื่องผูกพัน เที่ยวจาริกไป(ผู้เดียว) นักปราชญ์เรียกว่าเป็นพระมุนี

[๒๒๑] ผู้รู้แจ้งโลกคือขันธ์เป็นต้น เห็นปรมัตถประโยชน์ ข้ามพ้นโอฆะ ๔ และสมุทรคืออายตนะ ๑๒ ได้แล้ว เป็นผู้มั่นคงตัดขาดกิเลสเครื่องร้อยรัดได้แล้ว ไม่มีตัณหาและทิฏฐิปราศจากอาสวะ นักปราชญ์เรียกว่าเป็นพระมุนี[๒๒๒] คฤหัสถ์และบรรพชิต ๒ ประเภทนี้มีที่อยู่และการดำรงชีวิตห่างไกลกัน คือ คฤหัสถ์เป็นผู้ทำงานหาเลี้ยงบุตรภรรยา ส่วนบรรพชิตเป็นผู้ไม่ยึดถือทุกอย่างว่าเป็นของตน มีศีลวัตรงดงาม คฤหัสถ์เป็นผู้ไม่สำรวมเบียดเบียนสัตว์อื่น ส่วนบรรพชิตที่เป็นพระมุนีสำรวมเป็นนิตย์ รักษาสัตว์มีชีวิตไว้[๒๒๓] บรรพชิตผู้เป็นพระมุนี สงบระงับ เพ่งเพียรอยู่ในป่าคฤหัสถ์จะทำอย่างท่านไม่ได้ เหมือนนกยูงมีสร้อยคอสีเชียว ถึงจะบินไปในอากาศได้ ก็ยังสู้ความเร็วของหงส์ไม่ได้ตลอดกาล

จบ อุรควรรค

หน้า ๕๔๕

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อุรคสูตร ๒. ธนิยสูตร

๓. ขัคควิสาณสูตร ๔. กสิภารทวาชสูตร

๔. จุนทสูตร ๖. ปราภวสูตร

๗. วสลสูตร ๘. เมตตสูตร

๙. เหมวตสูตร ๑๐. อาฬวกสูตร

๑๑. วิชยสูตร ๑๒. มุนิสูตร

หน้า ๕๔๖

๒. จูฬวรรค

๑. รตนสูตร

ว่าด้วยรัตนะที่ประณีตให้เกิดความสวัสดี

{๓๑๔} [๒๒๔] ภุมมเทพ(รุกขเทวดาเป็นต้น)เหล่าใดประชุมกันแล้วบนภาคพื้นนี้ก็ดี เทพ(อากาสัฏฐเทวดา)เหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี ขอเทพทั้งปวงเหล่านั้นจงเป็นผู้มีใจแช่มชื่น ฟังคำภาษิตโดยเคารพเถิด[๒๒๕] ดูก่อนเทพทั้งปวง เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟัง ขอได้โปรดแผ่เมตตาจิตไปในหมู่มนุษย์ รักษาหมู่มนุษย์ผู้นำพลีกรรมไปให้ทั้งกลางวันและกลางคืนด้วยอย่าได้ประมาทพลั้งเผลอ[๒๒๖] ทรัพย์ที่ทำให้ปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้ก็ดี ในโลกอื่นก็ดี หรือรัตนะที่ประณีตในสรวงสวรรค์ก็ดี ที่จะเสมอด้วยพระตถาคตเจ้า ไม่มีเลย พระพุทธรัตนะนี้เท่านั้นเป็นรัตนะที่ประณีต ด้วยสัจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑รตนสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ณ พระนครเวสาลี ท่ามกลางภิกษุสงฆ์พวกเจ้าลิจฉวี ประชาชนชาวพระนครเวสาลี เพื่อกำจัดพิษภัยอันเกิดจากปัญหาข้าวยากหมากแพงเป็นต้น (ขุ.ขุ.อ.๑๓๘) อนึ่ง คำว่า รัตนะ แปลว่า สิ่งน้อมนำมาซึ่งความยินดี สิ่งก่อเกิดความยินดี หรือสิ่งที่เจริญใจ หมายถึงความเป็นสิ่งที่วิจิตรงดงาม มีค่ามาก ความเป็นสิ่งที่หาสิ่งอื่นมาเปรียบเทียบมิได้ ความเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ยาก หาได้ยาก และยังหมายถึงสิ่งที่คนชั้นสูงในสังคมใช้สอยกัน ดังนั้นคำว่า รัตนะที่ประณีต จึงหมายถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เพราะเป็นรัตนะที่ประเสริฐสูงสุดในบรรดารัตนะที่มีอยู่ (ขุ.ขุ.อ. ๑๔๙, ขุ.สุ.อ. ๒/๗-๘)

จบ ๑๒. มุนีสูตร