พระวินัยปิฎก มหาวรรค · จีวรขันธกะ
เรื่องพระอุปนนท์ เล่ม ๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๓/๑๘ ในจีวรขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค จีวรขันธกะ เรื่องพระอุปนนท์ (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๕ หน้า ๒๕๙–๒๖๑
ปาฏลีบุตรแล้วเรียนถามพระเถระทั้งหลาย พระเถระทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า “พวกเรารู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว อย่างที่จีวรเหล่านั้นเป็นของพวกท่านเท่านั้นจนถึงเวลาเดาะกฐิน”
๒๒. เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร
พระพุทธบัญญัติห้ามยินดีส่วนจีวรในวัดอื่น
{๑๖๕} [๓๖๔] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระอุปนันทศากยบุตรจำพรรษาอยู่ในพระนครสาวัตถี ได้ไปอาวาสใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายในวัดนั้นปรารถนาจะแบ่งจีวรจึงประชุมกัน ภิกษุเหล่านั้นพูดอย่างนี้ว่า “อาวุโส ภิกษุทั้งหลายจักแบ่งจีวรของสงฆ์เหล่านี้แล ท่านจักยินดีส่วนแบ่งไหม ขอรับ” ท่านพระอุปนันทะตอบว่า “อาวุโสทั้งหลาย ผมยินดี ขอรับ” ได้รับส่วนจีวรจากวัดนั้นแล้วไปวัดอื่น แม้ภิกษุทั้งหลายในวัดนั้นก็ปรารถนาจะแบ่งจีวรจึงประชุมกัน และพูดอย่างนี้ว่า “อาวุโส ภิกษุทั้งหลายจักแบ่งจีวรของสงฆ์เหล่านี้แล ท่านจักยินดีส่วนแบ่งไหม ขอรับ” ท่านพระอุปนันทะตอบว่า “อาวุโสทั้งหลาย ผมยินดี ขอรับ” ได้รับส่วนจีวรจากวัดนั้นแล้วไปวัดอื่นต่อไป แม้ภิกษุทั้งหลายในวัดนั้นก็ปรารถนาจะแบ่งจีวร จึงประชุมกัน และก็พูดอย่างนี้ว่า “อาวุโส ภิกษุทั้งหลายจักแบ่งจีวรของสงฆ์เหล่านี้แล ท่านจักยินดีส่วนแบ่งไหมขอรับ” ท่านพระอุปนันทะก็ตอบว่า “อาวุโสทั้งหลาย ผมยินดี ขอรับ” ได้รับส่วนจีวรแม้จากวัดนั้น ถือจีวรห่อใหญ่กลับมาพระนครสาวัตถีตามเดิมภิกษุทั้งหลายชมเชยอย่างนี้ว่า “ท่านอุปนันทะ ท่านเป็นผู้มีบุญมาก จีวรจึงเกิดขึ้นแก่ท่านมากมาย”
“อาวุโสทั้งหลาย บุญของผมที่ไหน ผมจำพรรษาอยู่ในพระนครสาวัตถีนี้ ได้ไปวัดใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่ง พวกภิกษุในวัดนั้นปรารถนาจะ
แบ่งจีวรจึงประชุมกัน พวกเธอกล่าวกะผมอย่างนี้ว่า ‘อาวุโส ภิกษุทั้งหลายจักแบ่งจีวรของสงฆ์เหล่านี้แล ท่านจักยินดีส่วนแบ่งไหม ขอรับ’ ผมตอบว่า ‘อาวุโสทั้งหลาย ผมยินดี ขอรับ’ ได้รับส่วนจีวรจากวัดนั้นแล้วไปวัดอื่น แม้พวกภิกษุในวัดนั้นก็ปรารถนาจะแบ่งจีวรจึงประชุมกัน และพวกเธอก็ได้กล่าวกะผมอย่างนี้ว่า ‘อาวุโส ภิกษุทั้งหลายจักแบ่งจีวรของสงฆ์เหล่านี้แล ท่านจักยินดีส่วนแบ่งไหม ขอรับ’ ผมก็ตอบว่า ‘อาวุโสทั้งหลาย ผมยินดี ขอรับ’ ได้รับส่วนจีวรจากวัดนั้นแล้วไปวัดอื่น แม้พวกภิกษุในวัดนั้นก็ปรารถนาจะแบ่งจีวรจึงประชุมกัน และกล่าวกะผมอย่างนี้ว่า ‘อาวุโส ภิกษุทั้งหลายจักแบ่งจีวรของสงฆ์เหล่านี้แล ท่านจักยินดีส่วนแบ่งไหม ขอรับ’ ผมก็ตอบว่า ‘อาวุโสทั้งหลาย ผมยินดี ขอรับ’ แล้วได้รับส่วนจีวรแม้จากวัดนั้น ด้วยอุบายอย่างนี้จีวรจึงเกิดขึ้นแก่ผมมากมาย”“ท่านอุปนันทะ ก็ท่านจำพรรษาในวัดหนึ่ง แล้วยังยินดีส่วนจีวรในอีกวัดหนึ่งหรือ”
“อย่างนั้นซิ ขอรับ”
บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระอุปนันทศากยบุตรจำพรรษาในวัดหนึ่งแล้ว จึงได้ยินดีส่วนจีวรในอีกวัดหนึ่งเล่า” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามท่านพระอุปนันทะว่า“ดูก่อน อุปนันทะ ทราบมาว่าพอจำพรรษาในวัดหนึ่งแล้ว ยังยินดีส่วนจีวรในอีกวัดหนึ่ง จริงหรือ”
ท่านพระอุปนันทะทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ เธอจำพรรษาในวัดหนึ่งแล้ว ไฉนจึงได้ยินดีส่วนจีวรในอีกวัดหนึ่งเล่า การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุจำพรรษาในวัดหนึ่งแล้ว ไม่พึงยินดีส่วนจีวรในวัดอื่น รูปใดยินดี ต้องอาบัติทุกกฏ”
สมัยต่อมา ท่านพระอุปนันทศากยบุตรรูปเดียวจำพรรษาอยู่สองวัด ด้วยคิดว่า “โดยวิธีอย่างนี้จีวรจักเกิดขึ้นแก่เรามาก” ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายได้มีความสงสัยว่า “พวกเราจักให้ส่วนจีวรแก่ท่านอุปนันทศากยบุตรอย่างไรหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแนะนำว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงให้ส่วนจีวรแก่โมฆบุรุษส่วนเดียว ภิกษุทั้งหลาย ก็ในข้อนี้ ภิกษุรูปเดียวจำพรรษาอยู่ ๒ วัด ด้วยคิดว่า ‘โดยวิธีอย่างนี้จีวรจักเกิดขึ้นแก่เรามาก’ ถ้าภิกษุจำพรรษาในวัดโน้นกึ่งหนึ่ง วัดโน้นกึ่งหนึ่ง พึงให้ส่วนจีวรในวัดโน้นกึ่งหนึ่ง วัดโน้นกึ่งหนึ่ง หรือจำพรรษาในวัดใดมากกว่า พึงให้ส่วนจีวรในวัดนั้น”
๒๓. ว่าด้วยเรื่องภิกษุอาพาธ
ทรงพยาบาลภิกษุอาพาธเป็นโรคท้องร่วง
{๑๖๖} [๓๖๕] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นโรคท้องร่วง นอนจมกองมูตรกองคูถของตนอยู่ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีท่านพระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะเสด็จจาริกไปตามเสนาสนะ ได้เสด็จเข้าไปทางที่อยู่ของภิกษุรูปนั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุรูปนั้นนอนจมกองมูตรกองคูถของตนอยู่ ครั้นแล้วเสด็จเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น แล้วตรัสถามว่า “เธออาพาธเป็นโรคอะไร ภิกษุ”“ข้าพระองค์อาพาธเป็นโรคท้องร่วง พระพุทธเจ้าข้า”
“เธอมีผู้พยาบาลไหมเล่า ภิกษุ”
จบ เรื่องพระอุปนนท์