arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · จีวรขันธกะ

เรื่องคนมีทรัพย์ ชาวพระนครราชคฤห์ เล่ม ๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒๘–๑๓๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๘ ในจีวรขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

จีวรกฺขนฺธกํ

จีวรขันธกะ

เรื่องคนมีทรัพย์ ชาวพระนครราชคฤห์

พระวินัยปิฎก มหาวรรค จีวรขันธกะ เรื่องคนมีทรัพย์ ชาวพระนครราชคฤห์ (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน เวสาลี อิทฺธา เจว โหติ ผีตา จ พหุชนา อากิณฺณมนุสฺสา สุภิกฺขา จ สตฺต จ ปาสาทสหสฺสานิ สตฺต จ ปาสาทสตานิ สตฺต จ ปาสาทา สตฺต จ กูฏาคารสหสฺสานิ สตฺต จ กูฏาคารสตานิ สตฺต จ กูฏาคารานิ สตฺต จ อารามสหสฺสานิ สตฺต จ อารามสตานิ สตฺต จ อารามา ๑ สตฺต จ โปกฺขรณีสหสฺสานิ สตฺต จ โปกฺขรณีสตานิ สตฺต จ โปกฺขรณิโย อมฺพปาลี จ คณิกา อภิรูปา โหติ ทสฺสนียา ปาสาทิกา ปรมาย วณฺณโปกฺขรตาย สมนฺนาคตา ปทกฺขา ๒ นจฺเจ จ คีเต จ วาทิเต จ อภิสฏา อตฺถิกานํ อตฺถิกานํ มนุสฺสานํ ปญฺญาสาย จ รตฺตึ คจฺฉติ ฯ ตาย จ เวสาลี ภิยฺโยโส มตฺตาย อุปโสภติ ฯ อถโข ราชคหโก เนคโม เวสาลึ อคมาสิ เกนจิเทว กรณีเยน ฯ

อทฺทสา โข ราชคหโก เนคโม เวสาลึ อิทฺธญฺจ ผีตญฺจ พหุชนํ อากิณฺณมนุสฺสํ สุภิกฺขญฺจ สตฺต จ ปาสาทสหสฺสานิ สตฺต จ ปาสาทสตานิ สตฺต จ ปาสาเท สตฺต จ กูฏาคารสหสฺสานิ สตฺต จ กูฏาคารสตานิ สตฺต จ กูฏาคารานิ สตฺต จ อารามสหสฺสานิ สตฺต จ อารามสตานิ สตฺต จ อาราเม สตฺต จ โปกฺขรณีสหสฺสานิ สตฺต จ โปกฺขรณีสตานิ สตฺต จ โปกฺขรณิโย อมฺพปาลิญฺจ คณิกํ อภิรูปํ ทสฺสนียํ ปาสาทิกํ ปรมาย วณฺณโปกฺขรตาย สมนฺนาคตํ ปทกฺขํ ๑ นจฺเจ จ คีเต จ วาทิเต จ อภิสฏํ อตฺถิกานํ อตฺถิกานํ มนุสฺสานํ ปญฺญาสาย จ รตฺตึ คจฺฉนฺตึ ตาย จ เวสาลึ ภิยฺโยโส มตฺตาย อุปโสภนฺตึ ๒ ฯ

อถโข ราชคหโก เนคโม เวสาลิยํ ตํ กรณียํ ตีเรตฺวา ปุนเทว ราชคหํ ปจฺฉาคจฺฉิ เยน ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ราชานํ มาคธํ เสนิยํ พิมฺพิสารํ เอตทโวจ เวสาลี เทว อิทฺธา เจว ผีตา จ พหุชนา อากิณฺณมนุสฺสา สุภิกฺขา จ สตฺต จ ปาสาทสหสฺสานิ สตฺต จ ปาสาทสตานิ สตฺต จ ปาสาทา สตฺต จ กูฏาคารสหสฺสานิ สตฺต จ กูฏาคารสตานิ สตฺต จ กูฏาคารา สตฺต จ อารามสหสฺสานิ สตฺต จ อารามสตานิ สตฺต จ อารามา สตฺต จ โปกฺขรณีสหสฺสานิ สตฺต จ โปกฺขรณีสตานิ สตฺต จ โปกฺขรณิโย อมฺพปาลี จ คณิกา อภิรูปา ทสฺสนียา ปาสาทิกา ปรมาย วณฺณโปกฺขรตาย สมนฺนาคตา ปทกฺขา นจฺเจ จ คีเต จ วาทิเต

จ อภิสฏา อตฺถิกานํ อตฺถิกานํ มนุสฺสานํ ปญฺญาสาย จ รตฺตึ คจฺฉติ ตาย จ เวสาลี ภิยฺโยโส มตฺตาย อุปโสภติ สาธุ เทว มยํปิ คณิกํ วุฏฺฐาเปยฺยามาติ ฯ เตนหิ ภเณ ตาทิสึ กุมารึ ชานาถ ๓ ยํ ตุเมฺห คณิกํ วุฏฺฐาเปยฺยาถาติ ฯ เตน โข ปน สมเยน ราชคเห สาลวตี นาม กุมารี อภิรูปา โหติ ทสฺสนียา ปาสาทิกา ปรมาย วณฺณโปกฺขรตาย สมนฺนาคตา ฯ อถโข ราชคหโก เนคโม สาลวตึ กุมารึ คณิกํ วุฏฺฐาเปสิ ฯ อถโข สาลวตี คณิกา นจิรสฺเสว ปทกฺขา อโหสิ นจฺเจ จ คีเต จ วาทิเต จ อภิสฏา อตฺถิกานํ อตฺถิกานํ มนุสฺสานํ ปฏิสเตน จ รตฺตึ คจฺฉติ ฯ อถโข สาลวตี คณิกา นจิรสฺเสว คพฺภินี อโหสิ ฯ

อถโข สาลวติยา คณิกาย เอตทโหสิ อิตฺถี โข คพฺภินี ปุริสานํ อมนาปา สเจ มํ โกจิ ชานิสฺสติ สาลวตี คณิกา คพฺภินีติ สพฺโพ เม สกฺกาโร ปริหายิสฺสติ ๑ ยนฺนูนาหํ คิลานํ ๒ ปฏิเวเทยฺยนฺติ ฯ อถโข สาลวตี คณิกา โทวาริกํ อาณาเปสิ มา ภเณ โทวาริก โกจิ ปุริโส ปาวิสิ โย จ มํ ปุจฺฉติ คิลานาติ ปฏิเวเทหีติ ฯ เอวํ อยฺเยติ โข โส โทวาริโก สาลวติยา คณิกาย ปจฺจสฺโสสิ ฯ อถโข สาลวตี คณิกา ตสฺส คพฺภสฺส ปริปากมนฺวาย ปุตฺตํ วิชายิ ฯ อถโข สาลวตี คณิกา ทาสึ อาณาเปสิ หนฺท เช อิมํ ทารกํ กตฺตรสุปฺเป ปกฺขิปิตฺวา นีหริตฺวา สงฺการกูเฏ ฉฑฺเฑหีติ ฯ เอวํ อยฺเยติ โข สา ทาสี สาลวติยา คณิกาย ปฏิสฺสุณิตฺวา ตํ ทารกํ กตฺตรสุปฺเป ปกฺขิปิตฺวา นีหริตฺวา สงฺการกูเฏ ฉฑฺเฑสิ ฯ

เตน โข ปน สมเยน อภโย นาม ราชกุมาโร กาลสฺเสว ราชุปฏฺฐานํ คจฺฉนฺโต อทฺทส ตํ ทารกํ กาเกหิ สมฺปริกิณฺณํ ทิสฺวาน มนุสฺเส ปุจฺฉิ กิเมตํ ภเณ กาเกหิ สมฺปริกิณฺณนฺติ ฯ ทารโก เทวาติ ฯ ชีวติ ภเณติ ฯ ชีวติ เทวาติ ฯ เตนหิ ภเณ ตํ ทารกํ อมฺหากํ อนฺเตปุรํ เนตฺวา ธาตีนํ เทถ โปเสตุนฺติ ฯ เอวํ เทวาติ โข เต มนุสฺสา อภยสฺส ราชกุมารสฺส ปฏิสฺสุณิตฺวา ตํ ทารกํ อภยสฺส ราชกุมารสฺส อนฺเตปุรํ เนตฺวา ธาตีนํ อทํสุ โปเสถาติ ฯ ตสฺส ชีวตีติ ๑ ชีวโกติ นามํ อกํสุ กุมาเรน โปสาปิโตติ โกมารภจฺโจติ นามํ อกํสุ ฯ อถโข ชีวโก โกมารภจฺโจ นจิรสฺเสว วิญฺญุตํ ปาปุณิ ฯ อถโข ชีวโก โกมารภจฺโจ เยน อภโย ราชกุมาโร เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อภยํ ราชกุมารํ เอตทโวจ กา เม เทว มาตา โก ปิตาติ ฯ อหํปิ โข เต ภเณ ชีวก มาตรํ น ชานามิ อปิจาหํ เต ปิตา ตฺวํ ๒ มยาปิ โปสาปิโตติ ฯ อถโข ชีวกสฺส โกมารภจฺจสฺส เอตทโหสิ อิมานิ โข ราชกุลานิ น สุกรานิ อสิปฺเปน อุปชีวิตุํ ยนฺนูนาหํ สิปฺปํ สิกฺเขยฺยนฺติ ฯ

๑ โป. อารามานิ ฯ ๒ ม. ยุ. ปทกฺขิณา ฯ อญฺญตฺถ อีทิสเมว ฯ

๑ ม. ยุ. ปทกฺขิณํ ฯ ๒ ยุ. อุปโสภิตนฺติ ฯ ๓ ยุ. ชานาหิ ฯ

๑ ภิชฺชิสฺสตีติปิ ปาโฐ ฯ ๒ ยุ. คิลานาติ ฯ

ฉบับหลวง

โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน อันเป็น

สถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นพระนครเวสาลี เป็นบุรีมั่งคั่งกว้างขวาง มีคนมาก มีคนคับคั่ง และมีอาหารหาได้ง่าย มีปราสาท ๗,๗๐๗ หลัง มีเรือนยอด๗,๗๐๗ หลัง มีสวนดอกไม้ ๗,๗๐๗ แห่ง มีสระโบกขรณี ๗,๗๐๗ สระ และมีหญิงงามเมืองชื่ออัมพปาลีเป็นสตรีทรงโฉมสคราญตาน่าเสน่หา ประกอบด้วยผิวพรรณเฉิดฉายยิ่ง ชำนาญในการฟ้อนรำ ขับร้อง และประโคมดนตรี คนทั้งหลายที่มีความประสงค์ต้องการพาตัวไปร่วมอภิรมย์ด้วย ราคาตัวคืนละ ๕๐ กษาปณ์ พระนครเวสาลีงามเพริศพริ้งยิ่งกว่าประมาณ เพราะนางอัมพปาลีหญิงงามเมืองนั้น ครั้งนั้น พวกคนมีทรัพย์คณะหนึ่ง ชาวพระนครราชคฤห์ได้เดินทางไปพระนครเวสาลีด้วยกรณียะบางอย่าง และได้เห็นพระนครเวสาลีมั่งคั่งกว้างขวางมีคนมาก มีคนคับคั่ง และมีอาหารหาได้ง่าย มีปราสาท ๗,๗๐๗ หลัง มีเรือนยอด ๗,๗๐๗ หลังมีสวนดอกไม้ ๗,๗๐๗ แห่ง มีสระโบกขรณี ๗,๗๐๗ สระ และมีนางอัมพปาลีหญิงงามเมืองผู้ทรงโฉมสคราญตาน่าเสน่หา ประกอบด้วยผิวพรรณเฉิดฉายยิ่ง ชำนาญในการฟ้อนรำ ขับร้องและประโคมดนตรี คนทั้งหลายที่มีความประสงค์ต้องการตัวไปร่วมอภิรมย์ด้วย ราคาตัวคืนละ๕๐ กษาปณ์ และพระนครเวสาลี งามเพริศพริ้งยิ่งกว่าประมาณ เพราะนางอัมพปาลีหญิงงามเมืองนั้น ครั้นพวกเขาเสร็จกรณียะนั้นในพระนครเวสาลีแล้ว กลับมาพระนครราชคฤห์ตามเดิมเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ครั้นแล้วได้กราบทูลคำนี้แด่ท้าวเธอว่า ขอเดชะฯ

พระนครเวสาลี เป็นบุรีที่มั่งคั่ง กว้างขวาง มีคนมาก มีคนคับคั่ง และมีอาหารหาได้ง่ายมีปราสาท ๗,๗๐๗ หลัง มีเรือนยอด ๗,๗๐๗ หลัง มีสวนดอกไม้ ๗,๗๐๗ แห่ง มีสระโบกขรณี๗,๗๐๗ สระ และมีนางอัมพปาลีหญิงงามเมืองผู้ทรงโฉมสคราญตาน่าเสน่หา ประกอบด้วยผิวพรรณเฉิดฉายยิ่ง ชำนาญในการฟ้อนรำ ขับร้องและประโคมดนตรี คนทั้งหลายที่มีความประสงค์ต้องการพาตัวไปร่วมอภิรมย์ด้วยราคาตัวคืนละ ๕๐ กษาปณ์ และพระนครเวสาลีงามเพริศพริ้งยิ่งกว่าประมาณ เพราะนางอัมพปาลีหญิงงามเมืองนั้น ขอเดชะฯ แม้ชาวเราจะตั้งหญิงงามเมืองขึ้นบ้าง ก็จะเป็นการดี.

พระราชารับสั่งว่า พนาย ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเสาะหากุมารีผู้มีลักษณะงามเช่นนั้นที่ควรจะคัดเลือกให้เป็นหญิงงามเมือง.

กำเนิดชีวกโกมารภัจจ์

ก็สมัยนั้น ในพระนครราชคฤห์ มีกุมารีชื่อสาลวดีเป็นสตรีทรงโฉมสคราญตาน่าเสน่หาประกอบด้วยผิวพรรณเฉิดฉายยิ่ง จึงพวกคนมีทรัพย์ชาวพระนครราชคฤห์ ได้คัดเลือกกุมารีสาลวดีเป็นหญิงงามเมือง ครั้นนางกุมารีสาลวดี ได้รับเลือกเป็นหญิงงามเมืองแล้ว ไม่ช้านานเท่าไรนักก็ได้เป็นผู้ชำนาญในการฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงเครื่องดนตรี มีคนที่มีความประสงค์ต้องการตัวไปร่วมอภิรมย์ ราคาตัวคืนละ ๑๐๐ กษาปณ์ ครั้นมิช้ามินาน นางสาลวดีหญิงงามเมืองก็ตั้งครรภ์จึงนางมีความคิดเห็นว่า ธรรมดาสตรีมีครรภ์ไม่เป็นที่พอใจของพวกบุรุษ ถ้าใครๆ ทราบว่าเรามีครรภ์ ลาภผลของเราจักเสื่อมหมด ถ้ากระไร เราควรแจ้งให้เขาทราบว่าเป็นไข้ ต่อมานางได้สั่งคนเฝ้าประตูไว้ว่า นายประตูจ๋า โปรดอย่าให้ชายใดๆ เข้ามา และผู้ใดถามหาดิฉัน จงบอกให้เขาทราบว่าเป็นไข้นะ

คนเฝ้าประตูนั้นรับคำนางสาลวดีหญิงงามเมืองว่า จะปฏิบัติตามคำสั่งเช่นนั้น หลังจากนั้นอาศัยความแก่แห่งครรภ์นั้น นางได้คลอดบุตรเป็นชาย และสั่งกำชับทาสีว่า แม่สาวใช้จงวางทารกนี้ลงบนกระด้งเก่าๆ แล้วนำออกไปทิ้งที่กองหยากเยื่อ

ทาสีนั้นรับคำนางว่า ทำเช่นนั้นได้ เจ้าค่ะ ดังนี้ แล้ววางทารกนั้นลงบนกระด้งเก่าๆนำออกไปทิ้งไว้ ณ กองหยากเยื่อ

ก็ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า เจ้าชายอภัย กำลังเสด็จเข้าสู่พระราชวัง ได้ทอดพระเนตรเห็นทารกนั้นอันฝูงกาห้อมล้อมอยู่ ครั้นแล้วได้ถามมหาดเล็กว่า พนายนั่นอะไรฝูงการุมกันตอม

ม. ทารก พ่ะย่ะค่ะ

อ. ยังเป็นอยู่หรือ พนาย

ม. ยังเป็นอยู่ พ่ะย่ะค่ะ

อ. พนาย ถ้าเช่นนั้น จงนำทารกนั้นไปที่วังของเรา ให้นางนมเลี้ยงไว้

คนเหล่านั้นรับสนองพระบัญชาว่า อย่างนั้น พ่ะย่ะค่ะ แล้วนำทารกนั้นไปวังเจ้าชายอภัยมอบแก่นางนมว่า โปรดเลี้ยงไว้ด้วย อาศัยคำว่า ยังเป็นอยู่ เขาจึงขนานนามทารกนั้นว่า ชีวกชีวกนั้น อันเจ้าชายรับสั่งให้เลี้ยงไว้ เขาจึงได้ตั้งนามสกุลว่า โกมารภัจจ์ ต่อมาไม่นานนักชีวกโกมารภัจจ์ก็รู้เดียงสา จึงเข้าเฝ้าเจ้าชายอภัย ครั้นแล้วได้ทูลคำนี้แด่เจ้าชายอภัยว่า ใครเป็นมารดาของเกล้ากระหม่อม ใครเป็นบิดาของเกล้ากระหม่อม พ่ะย่ะค่ะ

เจ้าชายรับสั่งว่า พ่อชีวก แม้ถึงตัวเราก็ไม่รู้จักมารดาของเจ้า ก็แต่ว่าเราเป็นบิดาของเจ้าเพราะเราได้ให้เลี้ยงเจ้าไว้.

จึงชีวกโกมารภัจจ์มีความคิดเห็นว่า ราชสกุลเหล่านี้แล คนที่ไม่มีศิลปะ จะเข้าพึ่งพระบารมี ทำไม่ได้ง่าย ถ้ากระไร เราควรเรียนวิชาแพทย์ไว้.

บาลี (สยามรัฐ)

เตน โข ปน สมเยน ตกฺกสิลายํ ทิสาปาโมกฺโข เวชฺโช ปฏิวสติ ฯ อถโข ชีวโก โกมารภจฺโจ อภยํ ราชกุมารํ อนาปุจฺฉา เยน ตกฺกสิลา เตน ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน เยน ตกฺกสิลา เยน โส เวชฺโช เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ เวชฺชํ เอตทโวจ อิจฺฉามหํ อาจริย สิปฺปํ สิกฺขิตุนฺติ ฯ เตนหิ ภเณ ชีวก สิกฺขสฺสูติ ฯ อถโข ชีวโก โกมารภจฺโจ พหุญฺจ คณฺหาติ ลหุญฺจ คณฺหาติ สุฏฺฐุ ๑ จ อุปธาเรติ คหิตญฺจสฺส น ปมุสฺสติ ฯ อถโข ชีวกสฺส โกมารภจฺจสฺส สตฺตนฺนํ วสฺสานํ อจฺจเยน เอตทโหสิ อหํ โข พหุญฺจ คณฺหามิ ลหุญฺจ คณฺหามิ สุฏฺฐุ จ อุปธาเรมิ คหิตญฺจ เม น ปมุสฺสติ สตฺต จ เม วสฺสานิ อธียนฺตสฺส นยิมสฺส สิปฺปสฺส อนฺโต ปญฺญายติ กทา อิมสฺส สิปฺปสฺส อนฺโต ปญฺญายิสฺสตีติ ฯ

อถโข ชีวโก โกมารภจฺโจ เยน โส เวชฺโช เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ เวชฺชํ เอตทโวจ อหํ โข อาจริย พหุญฺจ คณฺหามิ ลหุญฺจ คณฺหามิ สุฏฺฐุ จ อุปธาเรมิ คหิตญฺจ เม น ปมุสฺสติ สตฺต จ เม วสฺสานิ อธียนฺตสฺส นยิมสฺส สิปฺปสฺส อนฺโต ปญฺญายติ กทา อิมสฺส สิปฺปสฺส อนฺโต ปญฺญายิสฺสตีติ ฯ เตนหิ ภเณ ชีวก ขนิตฺตึ อาทาย ตกฺกสิลาย สมนฺตา โยชนํ อาหิณฺฑิตฺวา ๒ ยงฺกิญฺจิ อเภสชฺชํ ปสฺเสยฺยาสิ ตํ อาหราติ ฯ เอวํ อาจริยาติ โข ชีวโก โกมารภจฺโจ ตสฺส เวชฺชสฺส ปฏิสฺสุณิตฺวา ขนิตฺตึ อาทาย ตกฺกสิลาย สมนฺตา โยชนํ อาหิณฺฑนฺโต น กิญฺจิ อเภสชฺชํ อทฺทส ฯ อถโข ชีวโก โกมารภจฺโจ เยน โส เวชฺโช เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ เวชฺชํ เอตทโวจ อาหิณฺฑนฺโตมฺหิ อาจริย ตกฺกสิลาย สมนตา โยชนํ น กิญฺจิ อเภสชฺชํ อทฺทสนฺติ ฯ

สิกฺขิโตสิ ๑ ภเณ ชีวก อลนฺเต เอตฺตกํ ชีวิกายาติ ชีวกสฺส โกมารภจฺจสฺส ปริตฺตํ ปาเถยฺยํ ปาทาสิ ฯ อถโข ชีวโก โกมารภจฺโจ ตํ ปริตฺตํ ปาเถยฺยํ อาทาย เยน ราชคหํ เตน ปกฺกามิ ฯ อถโข ชีวกสฺส โกมารภจฺจสฺส ตํ ปริตฺตํ ปาเถยฺยํ อนฺตรามคฺเค สาเกเต ปริกฺขยํ อคมาสิ ฯ อถโข ชีวกสฺส โกมารภจฺจสฺส เอตทโหสิ อิเม โข มคฺคา กนฺตารา อปฺโปทกา อปฺปภกฺขา น สุกรา อปาเถยฺเยน คนฺตุํ ยนฺนูนาหํ ปาเถยฺยํ ปริเยเสยฺยนฺติ ฯ

๑ ม. อยํ ปาโฐ นทิสฺสติ ฯ ๒ ยุ. อยํ ปาโฐ น ทิสฺสติ ฯ

๑ ม. ยุ. สุฏฺฐุํ ฯ ๒ ม. ยุ. อาหิณฺฑนฺโต ฯ

ฉบับหลวง

เรียนศิลปะทางแพทย์

ก็โดยสมัยนั้นแล นายแพทย์ทิศาปาโมกข์ตั้งสำนักอยู่ ณ เมืองตักกสิลา

จึงชีวกโกมารภัจจ์ ไม่ทูลลาเจ้าชายอภัย ลอบเดินทางไปเมืองตักกสิลา เดินรอนแรมไปโดยลำดับถึงเมืองตักกสิลา แล้วเข้าไปหานายแพทย์ผู้นั้น ครั้นแล้วได้กราบเรียนคำนี้แก่นายแพทย์ว่าท่านอาจารย์ กระผมประสงค์จะศึกษาศิลปะ

นายแพทย์สั่งว่า พ่อชีวก ถ้าเช่นนั้น จึงศึกษาเถิด.

ครั้งนั้นชีวกโกมารภัจจ์ เรียนวิชาได้มาก เรียนได้เร็ว เข้าใจดีด้วย และวิชาที่เรียนได้แล้วก็ไม่ลืม ครั้นล่วงมาได้ ๗ ปี ชีวกโกมารภัจจ์คิดว่า ตัวเราเรียนวิชาได้มาก เรียนได้เร็วเข้าใจดีด้วย ทั้งวิชาที่เรียนได้ก็ไม่ลืม และเราเรียนมาได้ ๗ ปีแล้วยังไม่สำเร็จศิลปะนี้ เมื่อไรจักสำเร็จสักที จึงเข้าไปหานายแพทย์ผู้นั้นแล้วได้เรียนถามว่า ท่านอาจารย์ กระผมเรียนวิชาได้มากเรียนได้เร็ว เข้าใจดีด้วย ทั้งวิชาที่เรียนได้แล้วก็ไม่ลืม และกระผมได้เรียนมาเป็นเวลา ๗ ปีก็ยังไม่สำเร็จ เมื่อไรจักสำเร็จสักทีเล่า ขอรับ.

นายแพทย์ตอบว่า พ่อชีวก ถ้าเช่นนั้นเธอจงถือเสียมเที่ยวไปรอบเมืองตักกสิลาระยะทาง ๑ โยชน์ ตรวจดูสิ่งใดไม่ใช่ตัวยา จงขุดสิ่งนั้นมา

ชีวกโกมารภัจจ์รับคำนายแพทย์ว่า เป็นเช่นนั้นท่านอาจารย์ ดังนั้นแล้ว ถือเสียมเดินไปรอบเมืองตักกสิลาระยะทาง ๑ โยชน์ มิได้เห็นสิ่งใดที่ไม่เป็นตัวยาสักอย่างหนึ่ง จึงเดินทางกลับเข้าไปหานายแพทย์ และได้กราบเรียนคำนี้ต่อนายแพทย์ว่า ท่านอาจารย์กระผมเดินไปรอบเมืองตักกสิลาระยะทาง ๑ โยชน์แล้ว มิได้เห็นสิ่งที่ไม่เป็นยาสักอย่างหนึ่ง

นายแพทย์บอกว่า พ่อชีวก เธอศึกษาสำเร็จแล้ว เท่านี้ก็พอที่เธอจะครองชีพได้ แล้วได้ให้เสบียงเดินทางเล็กน้อยแก่ชีวกโกมารภัจจ์

ลำดับนั้น ชีวกโกมารภัจจ์ถือเสบียงเล็กน้อยนั้นแล้ว ได้เดินทางมุ่งไปพระนครราชคฤห์ครั้นเดินทางไปเสบียงเพียงเล็กน้อยนั้นได้หมดลงที่เมืองสาเกต ในระหว่างทาง จึงเกิดความปริวิตกว่าหนทางเหล่านี้แลกันดารอัตคัดน้ำ อัตคัดอาหาร คนไม่มีเสบียงจะเดินไป ทำไม่ได้ง่ายจำเราจะต้องหาเสบียง.

บาลี (สยามรัฐ)

เตน โข ปน สมเยน สาเกเต เสฏฺฐิภริยาย สตฺตวสฺสิโก สีสาพาโธ โหติ ฯ พหู มหนฺตา มหนฺตา ทิสาปาโมกฺขา เวชฺชา อาคนฺตฺวา ติกิจฺฉนฺตา ๒ นาสกฺขึสุ อโรคํ กาตุํ พหุํ หิรญฺญํ อาทาย อคมํสุ ฯ อถโข ชีวโก โกมารภจฺโจ สาเกตํ ปวิสิตฺวา มนุสฺเส ปุจฺฉิ โก ภเณ คิลาโน กํ ติกิจฺฉามีติ ฯ เอติสฺสา อาจริย เสฏฺฐิภริยาย สตฺตวสฺสิโก สีสาพาโธ คจฺฉ อาจริย เสฏฺฐิภริยํ ติกิจฺฉาหีติ ฯ อถโข ชีวโก โกมารภจฺโจ เยน เสฏฺฐิสฺส คหปติสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา โทวาริกํ อาณาเปสิ คจฺฉ ภเณ โทวาริก เสฏฺฐิภริยาย ปาวท เวชฺโช อยฺเย อาคโต โส ตํ ทฏฺฐุกาโมติ ฯ

เอวมาจริยาติ โข โส โทวาริโก ชีวกสฺส โกมารภจฺจสฺส ปฏิสฺสุณิตฺวา เยน เสฏฺฐิภริยา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เสฏฺฐิภริยํ เอตทโวจ เวชฺโช อยฺเย อาคโต โส ตํ ทฏฺฐุกาโมติ ฯ กีทิโส ภเณ โทวาริก เวชฺโชติ ฯ ทหรโก อยฺเยติ ฯ อลํ ภเณ โทวาริก กึ เม ทหรโก เวชฺโช กริสฺสติ พหู มหนฺตา มหนฺตา ทิสาปาโมกฺขา เวชฺชา อาคนฺตฺวา ติกิจฺฉนฺตา ๑ นาสกฺขึสุ อโรคํ กาตุํ พหุํ หิรญฺญํ อาทาย อคมํสูติ ฯ อถโข โส โทวาริโก เยน ชีวโก โกมารภจฺโจ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ชีวกํ โกมารภจฺจํ เอตทโวจ เสฏฺฐิภริยา อาจริย เอวมาห อลํ ภเณ โทวาริก กึ เม ทหรโก เวชฺโช กริสฺสติ พหู มหนฺตา มหนฺตา ทิสาปาโมกฺขา เวชฺชา อาคนฺตฺวา ติกิจฺฉนฺตา ๒ นาสกฺขึสุ อโรคํ กาตุํ พหุํ หิรญฺญํ อาทาย อคมํสูติ ฯ

คจฺฉ ภเณ โทวาริก เสฏฺฐิภริยาย ปาวท เวชฺโช อยฺเย เอวมาห มา กิร อยฺเย ปุเร กิญฺจิ อทาสิ ยทา อโรคา อโหสิ ตทา ยํ อิจฺเฉยฺยาสิ ตํ ทชฺเชยฺยาสีติ ฯ เอวํ อาจริยาติ โข โส โทวาริโก ชีวกสฺส โกมารภจฺจสฺส ปฏิสฺสุณิตฺวา เยน เสฏฺฐิภริยา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เสฏฺฐิภริยํ เอตทโวจ เวชฺโช อยฺเย เอวมาห มา กิร อยฺเย ปุเร กิญฺจิ อทาสิ ยทา อโรคา อโหสิ ตทา ยํ อิจฺเฉยฺยาสิ ตํ ทชฺเชยฺยาสีติ ฯ เตนหิ ภเณ โทวาริก เวชฺโช อาคจฺฉตูติ ฯ เอวํ อยฺเยติ โข โส โทวาริโก เสฏฺฐิภริยาย ปฏิสฺสุณิตฺวา เยน ชีวโก โกมารภจฺโจ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ชีวกํ โกมารภจฺจํ เอตทโวจ เสฏฺฐิภริยา ตํ อาจริย ปกฺโกสตีติ ฯ

อถโข ชีวโก โกมารภจฺโจ เยน เสฏฺฐิภริยา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เสฏฺฐิภริยาย วิการํ สลฺลกฺเขตฺวา เสฏฺฐิภริยํ เอตทโวจ ปสเตน เม อยฺเย สปฺปินา อตฺโถติ ฯ อถโข เสฏฺฐิภริยา ชีวกสฺส โกมารภจฺจสฺส ปสตํ สปฺปึ ทาเปสิ ฯ อถโข ชีวโก โกมารภจฺโจ ตํ ปสตํ สปฺปึ นานาเภสชฺเชหิ นิปฺปจิตฺวา เสฏฺฐิภริยํ มญฺจเก อุตฺตานํ นิปชฺชาเปตฺวา ๑ นตฺถุโต อทาสิ ฯ อถโข ตํ สปฺปึ ๒ นตฺถุโต ทินฺนํ มุขโต อุคฺคจฺฉิ ฯ อถโข เสฏฺฐิภริยา ตํ ๓ ปฏิคฺคเห นุฏฺฐุหิตฺวา ๔ ทาสึ อาณาเปสิ หนฺท เช อิมํ สปฺปึ ปิจุนา คณฺหาหีติ ฯ

อถโข ชีวกสฺส โกมารภจฺจสฺส เอตทโหสิ อจฺฉริยํ วต โภ ๕ ยาว ลูขายํ ฆรณี ยตฺร หิ นาม อิมํ ฉฑฺฑนียธมฺมํ สปฺปึ ปิจุนา คาหาเปสฺสติ พหุกานิ จ เม มหคฺฆานิ มหคฺฆานิ เภสชฺชานิ อุปคตานิ กิมฺปิมายํ กญฺจิ เทยฺยธมฺมํ ทสฺสตีติ ฯ อถโข [๖] เสฏฺฐิภริยา ชีวกสฺส โกมารภจฺจสฺส วิการํ สลฺลกฺเขตฺวา ชีวกํ โกมารภจฺจํ เอตทโวจ กิสฺส ตฺวํ อาจริย วิมโนสีติ ฯ อิธ เม เอตทโหสิ อจฺฉริยํ วต โภ ๕ ยาว ลูขายํ ฆรณี ยตฺร หิ นาม อิมํ ฉฑฺฑนียธมฺมํ สปฺปึ ปิจุนา คาหาเปสฺสติ พหุกานิ จ เม มหคฺฆานิ มหคฺฆานิ เภสชฺชานิ อุปคตานิ กิมฺปิมายํ กญฺจิ เทยฺยธมฺมํ ทสฺสตีติ ฯ

มยํ โข อาจริย อาคาริกา นาม อุปชานาเมตสฺส สญฺญมสฺส วรเมตํ สปฺปิ ทาสานํ วา กมฺมกรานํ วา ปาทพฺภญฺชนํ วา ปทีปกรเณ วา อาสิตฺตํ มา ตฺวํ อาจริย วิมโน อโหสิ น เต เทยฺยธมฺโม หายิสฺสตีติ ฯ อถโข ชีวโก โกมารภจฺโจ เสฏฺฐิภริยาย สตฺตวสฺสิกํ สีสาพาธํ เอเกเนว นตฺถุกมฺเมน อปกฑฺฒิ ฯ อถโข เสฏฺฐิภริยา อโรคา สมานา ชีวกสฺส โกมารภจฺจสฺส จตฺตาริ สหสฺสานิ ปาทาสิ ฯ ปุตฺโต มาตา เม อโรคา ฐิตาติ จตฺตาริ สหสฺสานิ ปาทาสิ ฯ สุณิสา สสฺสู เม อโรคา ฐิตาติ จตฺตาริ สหสฺสานิ ปาทาสิ ฯ เสฏฺฐี คหปติ ภริยา เม อโรคา ฐิตาติ จตฺตาริ สหสฺสานิ ปาทาสิ ทาสญฺจ ทาสิญฺจ อสฺสรถญฺจ อทาสิ ๑ ฯ

อถโข ชีวโก โกมารภจฺโจ ตานิ โสฬสสหสฺสานิ อาทาย ทาสญฺจ ทาสิญฺจ อสฺสรถญฺจ เยน ราชคหํ เตน ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน เยน ราชคหํ เยน อภโย ราชกุมาโร เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อภยํ ราชกุมารํ เอตทโวจ อิทํ เม เทว ปฐมกมฺมํ โสฬสสหสฺสานิ ทาโส จ ทาสี จ อสฺสรโถ จ ปฏิคฺคณฺหาตุ เม เทโว โปสาวนิกนฺติ ฯ อลํ ภเณ ชีวก ตุยฺหํเยว ๒ โหตุ อมฺหากญฺจ ๓ อนฺเตปุเร นิเวสนํ มาเปหีติ ฯ เอวํ เทวาติ โข ชีวโก โกมารภจฺโจ อภยสฺส ราชกุมารสฺส ปฏิสฺสุณิตฺวา อภยสฺส ราชกุมารสฺส อนฺเตปุเร นิเวสนํ มาเปสิ ฯ

๑ ม. สุสิกฺขิโตสิ ฯ ๒ ม. ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ

๑-๒ ม. ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ

๑ โป. ม. นิปาเตตฺวา ฯ ๒ ม. ยุ. สปฺปิ ฯ ๓ ม. ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ

๔ ม. นิฏฺฐุหิตฺวา ฯ ๕ ม. ยุ. อิทํ ปาฐทฺวยํ น ทิสฺสติ ฯ ๖ โป. สา ฯ

๑ ม. ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๒ ยุ. ตุเยฺหว ฯ ๓ อมฺหากญฺเญว ฯ

ฉบับหลวง

ภาคปฏิบัติงานแพทย์

ก็โดยสมัยนั้นแล ภรรยาเศรษฐีที่เมืองสาเกต เป็นโรคปวดศีรษะอยู่ ๗ ปีนายแพทย์ทิศาปาโมกข์ใหญ่ๆ หลายคนมารักษา ก็ไม่สามารถรักษาให้หาย ได้ขนเงินไปเป็นอันมาก จึงชีวกโกมารภัจจ์เข้าไปสู่เมืองสาเกต ถามคนทั้งหลายว่า พนาย ใครเจ็บไข้บ้าง ฉันจะรักษา คนทั้งหลายพากันบอกว่า ท่านอาจารย์ ภรรยาเศรษฐีนั้นปวดศีรษะอยู่ ๗ ปี เชิญไปรักษาภรรยาเศรษฐีเถิดท่านอาจารย์ จึงชีวกโกมารภัจจ์เดินทางไปบ้านเศรษฐีคหบดี ครั้นถึงแล้วได้สั่งคนเฝ้าประตูว่า พ่อนาย ท่านจงไปกราบเรียนภรรยาเศรษฐีว่า คุณนายขอรับ หมอมาแล้วเขามีความประสงค์จะเยี่ยมคุณนาย

คนเฝ้าประตูรับคำชีวกโกมารภัจจ์ว่า เป็นอย่างนั้นขอรับ อาจารย์ ดังนั้น แล้วเข้าไปหาภรรยาเศรษฐี แล้วได้กราบเรียนว่า คุณนายขอรับ หมอมาแล้ว เขามีความประสงค์จะเยี่ยมคุณนาย

ภรรยาเศรษฐีถามว่า พ่อนายเฝ้าประตูจ๋า หมอเป็นคนเช่นไร

พ. เป็นหมอหนุ่มๆ ขอรับ

ภ. ไม่ละ พ่อนายเฝ้าประตู หมอหนุ่มๆ จักทำอะไรแก่ฉันได้ นายแพทย์ทิศาปาโมกข์ใหญ่ๆ หลายคนมารักษา ก็ไม่สามารถรักษาให้หาย ได้ขนเงินไปเป็นอันมาก

จึงนายประตูนั้น เดินออกมาหาชีวกโกมารภัจจ์ แล้วได้เรียนว่า ท่านอาจารย์ ภรรยาเศรษฐีพูดอย่างนี้ว่า ไม่ละ พ่อนายเฝ้าประตู หมอหนุ่มๆ จักทำอะไรแก่ฉันได้ นายแพทย์ทิศาปาโมกข์ใหญ่ๆ หลายคนมารักษา ก็ไม่สามารถรักษาให้หาย ได้ขนเงินไปเป็นอันมาก

ชี. พ่อนายเฝ้าประตู ท่านจงไปกราบเรียนภรรยาเศรษฐีว่า คุณนายขอรับ คุณหมอสั่งมาอย่างนี้ว่า ขอคุณนายอย่าเพิ่งให้อะไรๆ ต่อเมื่อหายโรคแล้ว คุณนายประสงค์จะให้สิ่งใด จึงค่อยให้สิ่งนั้นเถิด

นายประตูรับคำชีวกโกมารภัจจ์ว่า เป็นอย่างนั้น ขอรับอาจารย์ ดังนั้นแล้วเข้าไปหาภรรยาเศรษฐี ได้กราบเรียนว่า คุณนายขอรับ คุณหมอบอกข่าวมาอย่างนี้ว่า ขอคุณนายอย่าเพิ่งให้อะไรๆ ก่อน ต่อเมื่อคุณนายหายโรคแล้ว ประสงค์จะให้สิ่งใด จึงค่อยให้สิ่งนั้นเถิด

ภรรยาเศรษฐีสั่งว่า พ่อนายประตู ถ้าเช่นนั้นเชิญคุณหมอมา

นายประตูรับคำภรรยาเศรษฐีว่า อย่างนั้นขอรับ แล้วเข้าไปหาชีวกโกมารภัจจ์ แล้วได้แจ้งให้ทราบว่า ท่านอาจารย์ ภรรยาเศรษฐีขอเชิญท่านเข้าไป

เริ่มรักษาภรรยาเศรษฐี

ลำดับนั้นชีวกโกมารภัจจ์เข้าไปหาภรรยาเศรษฐี ครั้นแล้วตรวจดูความผันแปรของภรรยาเศรษฐี แล้วได้กล่าวคำนี้แก่ภรรยาเศรษฐีว่า คุณนายขอรับ ผมต้องการเนยใสหนึ่งซองมือ ครั้นภรรยาเศรษฐีสั่งให้หาเนยใสหนึ่งซองมือมาให้แก่ชีวกแล้ว ชีวกโกมารภัจจ์จึงหุงเนยใสหนึ่งซองมือนั้น กับยาต่างๆ ให้ภรรยาเศรษฐีนอนหงายบนเตียง แล้วให้นัตถุ์ ขณะนั้นเนยใสที่ให้นัตถุ์นั้นได้พุ่งออกจากปาก จึงภรรยาเศรษฐีถ่มเนยใสนั้นลงในกระโถน สั่งทาสีว่า แม่สาวใช้จงเอาสำลีซับเนยใสนี้ไว้ จึงชีวกโกมารภัจจ์ได้คิดว่า แปลกจริงพวกเรา แม่บ้านคนนี้ช่างสกปรกเนยใสนี้จำเป็นจะต้องทิ้ง ยังใช้ให้ทาสีเอาสำลีซับไว้ ส่วนยาของเรามีราคาแพงๆ มากกว่าปล่อยให้เสีย แม่บ้านคนนี้จักให้ขวัญข้าวอะไรแก่เราบ้าง

ขณะนั้นภรรยาเศรษฐีสังเกตรู้อาการอันแปลกของชีวกโกมารภัจจ์ แล้วได้ถามคำนี้แก่ชีวกโกมารภัจจ์ว่า อาจารย์ท่านแปลกใจอะไรหรือ

ชี. เวลานี้ผมกำลังคิดอยู่ว่า แปลกจริงแม่บ้านคนนี้ช่างสกปรกเหลือเกิน เนยใสนี้จำเป็นจะต้องทิ้ง ยังใช้ให้ทาสีเอาสำลีซับไว้ ส่วนยาของเรามีราคาแพงๆ มากกว่าปล่อยให้เสียแม่บ้านคนนี้จักให้ขวัญข้าวอะไรแก่เราบ้าง

ภ. อาจารย์ พวกดิฉันชื่อว่าเป็นคนมีเหย้าเรือน จำเป็นจะต้องรู้จักสิ่งที่ควรสงวนเนยใสนี้ยังดีอยู่จะใช้เป็นยาสำหรับทาเท้าพวกทาสหรือกรรมกรก็ได้ ใช้เป็นน้ำมันเติมตะเกียงก็ได้อาจารย์ท่านอย่าได้คิดวิตกไปเลย ค่าขวัญข้าวของท่านจักไม่ลดน้อย

คราวนั้นชีวกโกมารภัจจ์ได้กำจัดโรคปวดศีรษะของภรรยาเศรษฐี ซึ่งเป็นมา ๗ ปีให้หายโดยวิธีนัตถุ์ยาคราวเดียวเท่านั้น ครั้นภรรยาเศรษฐีหายโรคแล้ว ได้ให้รางวัลชีวกโกมารภัจจ์เป็นเงิน ๔,๐๐๐ กษาปณ์ บุตรเศรษฐีได้ทราบว่ามารดาของเราหายโรคแล้ว ได้ให้รางวัลเพิ่มอีก๔,๐๐๐ กษาปณ์ บุตรสะใภ้ได้ทราบว่า แม่ผัวของเราหายโรคแล้ว ก็ได้ให้รางวัล ๔,๐๐๐ กษาปณ์เศรษฐีคหบดีทราบว่า ภรรยาของเราหายโรคแล้วได้เพิ่มรางวัลให้อีก ๔,๐๐๐ กษาปณ์ และให้ทาสทาสี รถม้าอีกด้วย จึงชีวกโกมารภัจจ์รับเงิน ๑๖,๐๐๐ กษาปณ์ กับทาส ทาสี และรถม้าเดินมุ่งไปพระนครราชคฤห์ ถึงพระนครราชคฤห์โดยลำดับ เข้าเฝ้าเจ้าชายอภัย ครั้นแล้วได้กราบทูลว่าเงิน ๑๖,๐๐๐ กษาปณ์ กับทาส ทาสี และรถม้านี้เป็นการกระทำครั้งแรกของเกล้ากระหม่อม ขอใต้ฝ่าพระบาทจงทรงพระกรุณาโปรดรับค่าเลี้ยงดูเกล้ากระหม่อมเถิด พระเจ้าข้า

พระราชกุมารรับสั่งว่า อย่าเลย พ่อนายชีวก ทรัพย์นี้จงเป็นของเจ้าคนเดียวเถิด และเจ้าจงสร้างบ้านอยู่ในวังของเราเถิด

ชีวกโกมารภัจจ์ทูลรับพระบัญชาเจ้าชายอภัยว่า เป็นพระกรุณายิ่งพระเจ้าข้า แล้วได้สร้างบ้านอยู่ในวังของเจ้าชายอภัย.

บาลี (สยามรัฐ)

เตน โข ปน สมเยน รญฺโญ มาคธสฺส เสนิยสฺส พิมฺพิสารสฺส ภคนฺทลาพาโธ โหติ ฯ สาฏกา โลหิเตน มกฺขิยนฺติ ฯ เทวิโย ทิสฺวา อุปฺผณฺเฑนฺติ อุตุนีทานิ เทโว ปุปฺผํ เทวสฺส อุปฺปนฺนํ นจิรสฺเสว ๑ เทโว วิชายิสฺสตีติ ฯ เตน ราชา มงฺกุ โหติ ฯ อถโข ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร อภยํ ราชกุมารํ เอตทโวจ มยฺหํ โข ภเณ อภย ตาทิโส อาพาโธ สาฏกา โลหิเตน มกฺขิยนฺติ เทวิโย ทิสฺวา อุปฺผณฺเฑนฺติ อุตุนีทานิ เทโว ปุปฺผํ เทวสฺส อุปฺปนฺนํ นจิรสฺเสว ๒ เทโว วิชายิสฺสตีติ อิงฺฆ ภเณ อภย ตาทิสํ เวชฺชํ ชานาหิ โย มํ ติกิจฺเฉยฺยาติ ฯ อยํ เทว อมฺหากํ ชีวโก เวชฺโช ตรุโณ ภทฺรโก โส เทวํ ติกิจฺฉิสฺสตีติ ฯ เตนหิ ภเณ อภย ชีวกํ เวชฺชํ อาณาเปหิ โส มํ ติกิจฺฉิสฺสตีติ ฯ

อถโข อภโย ราชกุมาโร ชีวกํ โกมารภจฺจํ อาณาเปสิ คจฺฉ ภเณ ชีวก ราชานํ ติกิจฺฉาหีติ ฯ เอวํ เทวาติ โข ชีวโก โกมารภจฺโจ อภยสฺส ราชกุมารสฺส ปฏิสฺสุณิตฺวา นเขน เภสชฺชํ อาทาย เยน ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ราชานํ มาคธํ เสนิยํ พิมฺพิสารํ เอตทโวจ อาพาธํ เต เทว ปสฺสามีติ ๓ ฯ อถโข ชีวโก โกมารภจฺโจ รญฺโญ มาคธสฺส เสนิยสฺส พิมฺพิสารสฺส ภคนฺทลาพาธํ เอเกเนว อาเลเปน อปกฑฺฒิ ฯ อถโข ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร อโรโค สมาโน ปญฺจ อิตฺถีสตานิ สพฺพาลงฺการํ วิภูสาเปตฺวา ๑ โอมุญฺจาเปตฺวา ปุญฺชํ การาเปตฺวา ชีวกํ โกมารภจฺจํ เอตทโวจ เอตํ ภเณ ชีวก ปญฺจนฺนํ อิตฺถีสตานํ สพฺพาลงฺการํ ตุยฺหํ โหตูติ ฯ อลํ เทว อธิการํ เม เทโว สรตูติ ฯ เตนหิ ภเณ ชีวก มํ อุปฏฺฐห ๒ อิตฺถาคารญฺจ พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆญฺจาติ ฯ เอวํ เทวาติ โข ชีวโก โกมารภจฺโจ รญฺโญ มาคธสฺส เสนิยสฺส พิมฺพิสารสฺส ปจฺจสฺโสสิ ฯ

๑-๒ โป. ม. นจีรํ ฯ ๓ ยุ. อาพาธํ เทว ปสฺสามาติ ฯ

ฉบับหลวง

เรื่องพระเจ้าพิมพิสารทรงประชวรโรคริดสีดวงงอก

ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชทรงประชวรโรคริดสีดวงงอก พระภูษาเปื้อนพระโลหิต พวกพระสนมเห็นแล้วพากันเย้ยหยันว่า บัดนี้พระเจ้าอยู่หัวทรงมีระดู ต่อมาพระโลหิตบังเกิดแก่พระองค์แล้ว ไม่นานเท่าไรนัก พระองค์จักประสูติ พระราชาทรงเก้อเพราะคำเย้ยหยันของพวกพระสนมนั้น ต่อมาท้าวเธอได้ตรัสเล่าความนั้นแก่เจ้าชายอภัยว่าพ่ออภัย พ่อป่วยเป็นโรคเช่นนั้นถึงกับภูษาเปื้อนโลหิต พวกพระสนมเห็นแล้วพากันเย้ยหยันว่าบัดนี้พระเจ้าอยู่หัวทรงมีระดู ต่อมพระโลหิตบังเกิดแก่พระองค์แล้ว ไม่นานเท่าไรนัก พระองค์จักประสูติ เอาเถอะ พ่ออภัย เจ้าช่วยหาหมอชนิดที่พอจะรักษาพ่อได้ให้ทีเถิด

อ. ขอเดชะ นายชีวกผู้นี้เป็นหมอประจำข้าพระพุทธเจ้า ยังหนุ่ม ทรงคุณวุฒิ เธอจักรักษาพระองค์ได้

พ. พ่ออภัย ถ้าเช่นนั้นเธอจงสั่งหมอชีวก เขาจักได้รักษาพ่อ

ครั้งนั้นเจ้าชายอภัย สั่งชีวกโกมารภัจจ์ว่า พ่อนายชีวก เธอจงไปรักษาพระเจ้าอยู่หัวชีวกโกมารภัจจ์รับสนองพระบัญชาว่าอย่างนั้นพระเจ้าข้า แล้วเอาเล็บตักยาเดินไปในราชสำนักครั้นถึงแล้วเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช แล้วได้กราบทูลคำนี้แด่พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าจักตรวจโรคของพระองค์ แล้วรักษาโรคริดสีดวงงอกของพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช หายขาดด้วยทายาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ครั้นพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ทรงหายประชวรจึงรับสั่งให้สตรี ๕๐๐ นางตกแต่งเครื่องประดับทั้งปวง ให้เปลื้องออกทำเป็นห่อแล้ว ได้มีพระราชโองการแก่ชีวกโกมาร-ภัจจ์ว่า พ่อนายชีวก เครื่องประดับทั้งปวงของสตรี ๕๐๐ นางนี้จงเป็นของเจ้า

ชี. อย่าเลย พระพุทธเจ้าข้า ขอพระองค์จงทรงโปรดระลึกว่าเป็นหน้าที่ของข้าพระ-พุทธเจ้าเถิด

พ. ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงบำรุงเรากับพวกฝ่ายใน และภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขชีวกโกมารภัจจ์ทูลรับสนองพระบรมราชโองการว่า เป็นอย่างนั้นพระพุทธเจ้าข้า.

บาลี (สยามรัฐ)

เตน โข ปน สมเยน ราชคหกสฺส เสฏฺฐิสฺส สตฺตวสฺสิโก สีสาพาโธ โหติ ฯ พหู มหนฺตา มหนฺตา ทิสาปาโมกฺขา เวชฺชา อาคนฺตฺวา ติกิจฺฉนฺตา นาสกฺขึสุ อโรคํ กาตุํ พหุํ หิรญฺญํ อาทาย อคมํสุ ฯ อปิจ เวชฺเชหิ ปจฺจกฺขาโต โหติ ฯ เอกจฺเจ เวชฺชา เอวมาหํสุ ปญฺจมํ ทิวสํ เสฏฺฐี คหปติ กาลํ กริสฺสตีติ ฯ เอกจฺเจ เวชฺชา เอวมาหํสุ สตฺตมํ ทิวสํ เสฏฺฐี คหปติ กาลํ กริสฺสตีติ ฯ

อถโข ราชคหกสฺส เนคมสฺส เอตทโหสิ อยํ โข เสฏฺฐี คหปติ พหูปกาโร รญฺโญ เจว เนคมสฺส จ อปิจ เวชฺเชหิ ปจฺจกฺขาโต เอกจฺเจ เวชฺชา เอวมาหํสุ ปญฺจมํ ทิวสํ เสฏฺฐี คหปติ กาลํ กริสฺสตีติ เอกจฺเจ เวชฺชา เอวมาหํสุ สตฺตมํ ทิวสํ เสฏฺฐี คหปติ กาลํ กริสฺสตีติ อยํ จ รญฺโญ ชีวโก เวชฺโช ตรุโณ ภทฺรโก ยนฺนูน มยํ ราชานํ ชีวกํ เวชฺชํ ยาเจยฺยาม เสฏฺฐึ คหปตึ ติกิจฺฉิตุนฺติ ฯ

อถโข ราชคหโก เนคโม เยน ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ราชานํ มาคธํ เสนิยํ พิมฺพิสารํ เอตทโวจ อยํ เทว เสฏฺฐี คหปติ พหูปกาโร เทวสฺส เจว เนคมสฺส จ อปิจ เวชฺเชหิ ปจฺจกฺขาโต [๑] เอกจฺเจ เวชฺชา เอวมาหํสุ ปญฺจมํ ทิวสํ เสฏฺฐี คหปติ กาลํ กริสฺสตีติ เอกจฺเจ เวชฺชา เอวมาหํสุ สตฺตมํ ทิวสํ เสฏฺฐี คหปติ กาลํ กริสฺสตีติ สาธุ เทโว ชีวกํ เวชฺชํ อาณาเปตุ เสฏฺฐึ คหปตึ ติกิจฺฉิตุนฺติ ฯ อถโข ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร ชีวกํ โกมารภจฺจํ อาณาเปสิ คจฺฉ ภเณ ชีวก เสฏฺฐึ คหปตึ ติกิจฺฉาหีติ ฯ

เอวํ เทวาติ โข ชีวโก โกมารภจฺโจ รญฺโญ มาคธสฺส เสนิยสฺส พิมฺพิสารสฺส ปฏิสฺสุณิตฺวา เยน เสฏฺฐี คหปติ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เสฏฺฐิสฺส คหปติสฺส วิการํ สลฺลกฺเขตฺวา เสฏฺฐึ คหปตึ เอตทโวจ สจาหนฺตํ คหปติ อโรคํ กเรยฺยํ ๒ กึ เม อสฺส เทยฺยธมฺโมติ ฯ สพฺพํ สาปเตยฺยญฺจ เต อาจริย โหตุ อหญฺจ เต ทาโสติ ฯ สกฺขสิ ปน ตฺวํ คหปติ เอเกน ปสฺเสน สตฺต มาเส นิปชฺชิตุนฺติ ฯ สกฺโกมหํ อาจริย เอเกน ปสฺเสน สตฺต มาเส นิปชฺชิตุนฺติ ฯ สกฺขสิ ปน ตฺวํ คหปติ ทุติเยน ปสฺเสน สตฺต มาเส นิปชฺชิตุนฺติ ฯ สกฺโกมหํ อาจริย ทุติเยน ปสฺเสน สตฺต มาเส นิปชฺชิตุนฺติ ฯ สกฺขสิ ๑ ปน ตฺวํ คหปติ อุตฺตาโน สตฺต มาเส นิปชฺชิตุนฺติ ฯ สกฺโกมหํ อาจริย อุตฺตาโน สตฺต มาเส นิปชฺชิตุนฺติ ฯ

อถโข ชีวโก โกมารภจฺโจ เสฏฺฐึ คหปตึ มญฺจเก นิปชฺชาเปตฺวา ๒ มญฺจเก สมฺพนฺธิตฺวา สีสจฺฉวึ อุปฺปาเฏตฺวา ๓ สิพฺพินึ วินาเมตฺวา เทฺว ปาณเก นีหริตฺวา ชนสฺส ทสฺเสสิ ปสฺสถ ๔ อิเม เทฺว ปาณเก เอกํ ขุทฺทกํ เอกํ มหลฺลกํ เย เต อาจริยา เอวมาหํสุ ปญฺจมํ ทิวสํ เสฏฺฐี คหปติ กาลํ กริสฺสตีติ เตหายํ มหลฺลโก ปาณโก ทิฏฺโฐ ปญฺจมํ ทิวสํ เสฏฺฐิสฺส คหปติสฺส มตฺถลุงฺคํ ปริยาทยิสฺสติ มตฺถลุงฺคสฺส ปริยาทานา เสฏฺฐี คหปติ กาลํ กริสฺสติ สุทิฏฺโฐ เตหิ อาจริเยหิ เยปิ เต อาจริยา เอวมาหํสุ สตฺตมํ ทิวสํ เสฏฺฐี คหปติ กาลํ กริสฺสตีติ เตหายํ ขุทฺทโก ปาณโก ทิฏฺโฐ สตฺตมํ ทิวสํ เสฏฺฐิสฺส คหปติสฺส มตฺถลุงฺคํ

ปริยาทยิสฺสติ มตฺถลุงฺคสฺส ปริยาทานา เสฏฺฐี คหปติ กาลํ กริสฺสติ สุทิฏฺโฐ เตหิปิ ๕ อาจริเยหีติ สิพฺพินึ สมฺปฏิจฺฉาเทตฺวา ๖ สีสจฺฉวึ สิพฺเพตฺวา อาเลปํ อทาสิ ฯ อถโข เสฏฺฐี คหปติ สตฺตาหสฺส อจฺจเยน ชีวกํ โกมารภจฺจํ เอตทโวจ นาหํ อาจริย สกฺโกมิ เอเกน ปสฺเสน สตฺต มาเส นิปชฺชิตุนฺติ ฯ นนุ เม ตฺวํ คหปติ ปฏิสฺสุณิ สกฺโกมหํ อาจริย เอเกน ปสฺเสน สตฺต มาเส นิปชฺชิตุนฺติ ฯ สจฺจาหํ อาจริย ปฏิสฺสุณึ อปาหํ มริสฺสามิ นาหํ สกฺโกมิ เอเกน ปสฺเสน สตฺต มาเส นิปชฺชิตุนฺติ ฯ เตนหิ ตฺวํ คหปติ ทุติเยน ปสฺเสน สตฺต มาเส นิปชฺชาหีติ ฯ อถโข เสฏฺฐี คหปติ สตฺตาหสฺส อจฺจเยน ชีวกํ โกมารภจฺจํ เอตทโวจ นาหํ อาจริย สกฺโกมิ ทุติเยน ปสฺเสน สตฺต มาเส นิปชฺชิตุนฺติ ฯ

นนุ เม ตฺวํ คหปติ ปฏิสฺสุณิ สกฺโกมหํ อาจริย ทุติเยน ปสฺเสน สตฺต มาเส นิปชฺชิตุนฺติ ฯ สจฺจาหํ อาจริย ปฏิสฺสุณึ อปาหํ มริสฺสามิ นาหํ สกฺโกมิ ทุติเยน ปสฺเสน สตฺต มาเส นิปชฺชิตุนฺติ ฯ เตนหิ ตฺวํ คหปติ อุตฺตาโน สตฺต มาเส นิปชฺชาหีติ ฯ อถโข เสฏฺฐี คหปติ สตฺตาหสฺส อจฺจเยน ชีวกํ โกมารภจฺจํ เอตทโวจ นาหํ อาจริย สกฺโกมิ อุตฺตาโน สตฺต มาเส นิปชฺชิตุนฺติ ฯ นนุ เม ตฺวํ คหปติ ปฏิสฺสุณี สกฺโกมหํ อาจริย อุตฺตาโน สตฺต มาเส นิปชฺชิตุนฺติ ฯ สจฺจาหํ อาจริย ปฏิสฺสุณึ อปาหํ มริสฺสามิ นาหํ สกฺโกมิ อุตฺตาโน สตฺต มาเส นิปชฺชิตุนฺติ ฯ อหญฺเจ ตํ คหปติ น วเทยฺยํ เอตฺตกํปิ ตฺวํ น นิปชฺเชยฺยาสิ อปิจ ปฏิกจฺเจวาสิ ๑ มยา ญาโต ตีหิ สตฺตาเหหิ เสฏฺฐี คหปติ อโรโค ภวิสฺสตีติ อุฏฺเฐหิ คหปติ อโรโคสิ ชานาหิ กึ เม เทยฺยธมฺโมติ ฯ สพฺพํ สาปเตยฺยญฺจ เต อาจริย โหตุ อหญฺจ เต ทาโสติ ฯ อลํ คหปติ มา เม ตฺวํ สพฺพํ สาปเตยฺยํ อทาสิ มา จ เม ทาโส รญฺโญ สตสหสฺสํ เทหิ มยฺหํ สตสหสฺสนฺติ ฯ อถโข เสฏฺฐี คหปติ อโรโค สมาโน รญฺโญ สตสหสฺสํ อทาสิ ชีวกสฺส โกมารภจฺจสฺส สตสหสฺสํ ฯ

๑ ยุ. ภูสาเปตฺวา ฯ ๒ โป. ม. อุปฏฺฐาหิ ฯ

๑ โป. โหติ ฯ ๒ ยุ. อโรคาเปยฺยํ ฯ

๑ ม. ยุ. สกฺขิสฺสสิ ฯ ๒ โป. นิปาเตตฺวา ฯ ๓ ยุ. อุปฺผาเลตฺวา ฯ ๔ ยุ.

ปสฺสถยฺโย ฯ ๕ ม. ยุ. ปิสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ ๖ ยุ. สมฺปาเทตฺวา ฯ

๑ ยุ. ปฏิคจฺเจว ฯ

ฉบับหลวง

เรื่องเศรษฐีชาวพระนครราชคฤห์

ก็โดยสมัยนั้นแล เศรษฐีชาวพระนครราชคฤห์ป่วยเป็นโรคปวดศีรษะอยู่ ๗ ปีนายแพทย์ทิศาปาโมกข์ใหญ่ๆ หลายคนมารักษา ก็ไม่สามารถรักษาให้หาย ขนเงินไปเป็นอันมากอนึ่ง เศรษฐีนั้นถูกนายแพทย์บอกคืน นายแพทย์บางพวกได้ทำนายไว้อย่างนี้ว่า เศรษฐีคหบดีจักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๕ บางพวกทำนายไว้อย่างนี้ว่า จักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๗

ครั้งนั้นพวกคนร่ำรวย ชาวพระนครราชคฤห์ได้มีความปริวิตกว่า เศรษฐีคหบดีผู้นี้แลมีอุปการะมากแก่พระเจ้าอยู่หัวและชาวนิคม แต่ท่านถูกนายแพทย์บอกคืนเสียแล้ว นายแพทย์บางพวกทำนายไว้อย่างนี้ว่า เศรษฐีคหบดีจักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๕ บางพวกทำนายไว้อย่างนี้ว่าจักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๗ ก็ชีวกผู้นี้เป็นนายแพทย์หลวงที่หนุ่มทรงคุณวุฒิ ถ้าเช่นนั้นพวกเราพึงทูลขอนายแพทย์ชีวกต่อพระเจ้าอยู่หัว เพื่อจะให้รักษาเศรษฐีคหบดี แล้วจึงพากันไปในราชสำนัก ครั้นถึงแล้วได้เข้าเฝ้ากราบบังคมทูลแด่พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม เศรษฐีคหบดีผู้นี้มีอุปการะมากแก่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทและชาวนิคม แต่ท่านถูกนายแพทย์บอกคืนเสียแล้ว นายแพทย์บางพวกทำนายไว้อย่างนี้ว่า เศรษฐีคหบดี จักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๕ บางพวกทำนายไว้อย่างนี้ว่า จักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๗ ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ขอใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจงทรงมีพระบรมราชโองการสั่งนายแพทย์ชีวก เพื่อได้รักษาเศรษฐีคหบดี

ครั้งนั้นพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ทรงมีพระราชดำรัสสั่งชีวกโกมารภัจจ์ว่าพ่อนายชีวก เจ้าจงไปรักษาเศรษฐีคหบดี

ชีวกโกมารภัจจ์ทูลรับสนองพระบรมราชโองการว่า อย่างนั้นขอเดชะ แล้วไปหาเศรษฐีคหบดี สังเกตอาการที่ผิดแปลกของเศรษฐีคหบดีแล้ว ได้ถามเศรษฐีคหบดีว่า ท่านคหบดีถ้าฉันรักษาท่านหายโรค จะพึงมีรางวัลอะไรแก่ฉันบ้าง?

ศ. ท่านอาจารย์ ทรัพย์สมบัติทั้งปวงจงเป็นของท่าน และตัวข้าพเจ้าก็ยอมเป็นทาสของท่าน

ชี. ท่านคหบดี ท่านอาจนอนข้างเดียวตลอด ๗ เดือนได้ไหม?

ศ. ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอาจนอนข้างเดียวตลอด ๗ เดือนได้

ชี. ท่านคหบดี ท่านอาจนอนข้างที่สองตลอด ๗ เดือนได้ไหม?

ศ. ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอาจนอนข้างที่สองตลอด ๗ เดือนได้

ชี. ท่านคหบดี ท่านอาจนอนหงายตลอด ๗ เดือนได้ไหม?

ศ. ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอาจนอนหงายตลอด ๗ เดือนได้

ครั้งนั้น ชีวกโกมารภัจจ์ให้เศรษฐีคหบดีนอนบนเตียง มัดไว้กับเตียงถลกหนังศีรษะเปิดรอยประสานกระโหลกศีรษะ นำสัตว์มีชีวิตออกมาสองตัว แล้วแสดงแก่ประชาชนว่าท่านทั้งหลายจงดูสัตว์มีชีวิต ๒ ตัวนี้ เล็กตัวหนึ่ง ใหญ่ตัวหนึ่ง พวกอาจารย์ที่ทำนายไว้อย่างนี้ว่าเศรษฐีคหบดีจักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๕ เพราะท่านได้เห็นสัตว์ตัวใหญ่นี้ มันจักเจาะกินมันสมองของเศรษฐีคหบดีในวันที่ ๕ เศรษฐีคหบดีถูกมันเจาะกินสมองหมด ก็จักถึงอนิจกรรม สัตว์ตัวใหญ่นี้ ชื่อว่าอันอาจารย์พวกนั้นเห็นถูกต้องแล้ว ส่วนพวกอาจารย์ที่ทำนายไว้อย่างนี้ว่าเศรษฐีคหบดีจักถึงอนิจกรรมในวันที่ ๗ เพราะท่านได้เห็นสัตว์ตัวเล็กนี้ มันจักเจาะกินมันสมองของเศรษฐีคหบดีในวันที่ ๗ เศรษฐีคหบดีถูกมันเจาะกินมันสมองหมด ก็จักถึงอนิจกรรม สัตว์ตัวเล็กนี้ ชื่อว่าอันอาจารย์พวกนั้นเห็นถูกต้องแล้ว ดังนี้ แล้วปิดแนวประสานกระโหลกศีรษะเย็บหนังศีรษะแล้วได้ทายาสมานแผล

ครั้นล่วงสัปดาห์หนึ่ง เศรษฐีคหบดีได้กล่าวคำนี้ต่อชีวกโกมารภัจจ์ว่า ท่านอาจารย์ข้าพเจ้าไม่อาจนอนข้างเดียวตลอด ๗ เดือนได้

ชี. ท่านคหบดี ท่านรับคำฉันว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอาจนอนข้างเดียวตลอด ๗ เดือนได้ดังนี้ มิใช่หรือ?

ศ. ข้าพเจ้ารับคำท่านจริง ท่านอาจารย์ แต่ข้าพเจ้าจักตายแน่ ข้าพเจ้าไม่อาจนอนข้างเดียวตลอด ๗ เดือนได้

ชี. ท่านคหบดี ถ้าเช่นนั้น ท่านจงนอนข้างที่สองตลอด ๗ เดือนเถิด

ครั้นล่วงสัปดาห์หนึ่ง เศรษฐีคหบดี ได้กล่าวคำนี้ต่อชีวกโกมารภัจจ์ว่า ท่านอาจารย์ข้าพเจ้าไม่อาจนอนข้างที่สองตลอด ๗ เดือนได้

ชี. ท่านคหบดี ท่านรับคำฉันว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้านอนข้างที่สองตลอด ๗ เดือนได้ดังนี้มิใช่หรือ?

ศ. ข้าพเจ้ารับคำท่านจริง ท่านอาจารย์ แต่ข้าพเจ้าจักตายแน่ ข้าพเจ้าไม่อาจนอนข้างที่สองตลอด ๗ เดือนได้

ชี. ท่านคหบดี ถ้าเช่นนั้น ท่านจงนอนหงายตลอด ๗ เดือนเถิด

ครั้นล่วงสัปดาห์หนึ่ง เศรษฐีคหบดี ได้กล่าวคำนี้ต่อชีวกโกมารภัจจ์ว่า ท่านอาจารย์ข้าพเจ้าไม่อาจนอนหงายตลอด ๗ เดือนได้

ชี. ท่านคหบดี ท่านรับคำฉันว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอาจนอนหงายตลอด ๗ เดือนได้ดังนี้ มิใช่หรือไม่?

ศ. ข้าพเจ้ารับคำท่านจริง ท่านอาจารย์ แต่ข้าพเจ้าจักตายแน่ ข้าพเจ้าไม่อาจนอนหงายตลอด ๗ เดือนได้

ชี. ท่านคหบดี ถ้าฉันไม่บอกท่านไว้ ท่านก็นอนเท่านั้นไม่ได้ แต่ฉันทราบอยู่ก่อนแล้วว่า เศรษฐีคหบดีจักหายโรคในสามสัปดาห์ ลุกขึ้นเถิด ท่านหายป่วยแล้ว ท่านจงรู้จะได้รางวัลอะไรแก่ฉัน

ศ. ท่านอาจารย์ ก็ทรัพย์สมบัติทั้งปวงจงเป็นของท่าน ตัวข้าพเจ้าก็ยอมเป็นทาสของท่านชี. อย่าเลย ท่านคหบดี ท่านอย่าได้ให้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดแก่ฉันเลย และท่านก็ไม่ต้องยอมเป็นทาสของฉัน ท่านจงทูลเกล้าถวายทรัพย์แก่พระเจ้าอยู่หัวแสนกษาปณ์ ให้ฉันแสนกษาปณ์ก็พอแล้ว

ครั้นเศรษฐีคหบดีหายป่วย ได้ทูลเกล้าถวายทรัพย์แด่พระเจ้าอยู่หัว แสนกษาปณ์ ได้ให้แก่ชีวกโกมารภัจจ์ แสนกษาปณ์.

บาลี (สยามรัฐ)

เตน โข ปน สมเยน พาราณเสยฺยกสฺส เสฏฺฐิปุตฺตสฺส โมกฺขจิกาย กีฬนฺตสฺส อนฺตคณฺฐาพาโธ โหติ ฯ เตน ๑ ยาคุปิ ปีตา น สมฺมาปริณามํ คจฺฉติ ภตฺตํปิ ภุตฺตํ น สมฺมาปริณามํ คจฺฉติ อุจฺจาโรปิ ปสฺสาโวปิ น ปคุโณ ฯ โส เตน กิโส โหติ ลูโข ทุพฺพณฺโณ อุปฺปณฺฑุปฺปณฺฑุกชาโต ธมนิสนฺถตคตฺโต ฯ อถโข พาราณเสยฺยกสฺส เสฏฺฐิสฺส เอตทโหสิ มยฺหํ โข ปุตฺตสฺส ตาทิโส อาพาโธ ยาคุปิ ปีตา น สมฺมาปริณามํ คจฺฉติ ภตฺตํปิ ภุตฺตํ น สมฺมาปริณามํ คจฺฉติ อุจฺจาโรปิ ปสฺสาโวปิ น ปคุโณ โส เตน กิโส ลูโข ทุพฺพณฺโณ อุปฺปณฺฑุปฺปณฺฑุกชาโต ธมนิสนฺถตคตฺโต ยนฺนูนาหํ ราชคหํ คนฺตฺวา ราชานํ ชีวกํ เวชฺชํ ยาเจยฺยํ ปุตฺตํ เม ติกิจฺฉิตุนฺติ ฯ

อถ โข พาราณเสยฺยโก เสฏฺฐี ราชคหํ คนฺตฺวา เยน ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ราชานํ มาคธํ เสนิยํ พิมฺพิสารํ เอตทโวจ มยฺหํ โข เทว ปุตฺตสฺส ตาทิโส อาพาโธ ยาคุปิ ปิตา น สมฺมาปริณามํ คจฺฉติ ภตฺตํปิ ภุตฺตํ น สมฺมาปริณามํ คจฺฉติ อุจฺจาโรปิ ปสฺสาโวปิ น ปคุโณ โส เตน กิโส ลูโข ทุพฺพณฺโณ อุปฺปณฺฑุปฺปณฺฑุกชาโต ธมนิสนฺถตคตฺโต สาธุ เทโว ชีวกํ เวชฺชํ อาณาเปตุ ปุตฺตํ เม ติกิจฺฉิตุนฺติ ฯ อถโข ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร ชีวกํ โกมารภจฺจํ อาณาเปสิ คจฺฉ ภเณ ชีวก พาราณสึ คนฺตฺวา พาราณเสยฺยกํ เสฏฺฐิปุตฺตํ ติกิจฺฉาหีติ ฯ

เอวํ เทวาติ โข ชีวโก โกมารภจฺโจ รญฺโญ มาคธสฺส เสนิยสฺส พิมฺพิสารสฺส ปฏิสฺสุณิตฺวา พาราณสึ คนฺตฺวา เยน พาราณเสยฺยโก เสฏฺฐิปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา พาราณเสยฺยกสฺส เสฏฺฐิปุตฺตสฺส วิการํ สลฺลกฺเขตฺวา ชนํ อุสฺสาเรตฺวา ติโรกรณึ ปริกฺขิปิตฺวา ถมฺเภ อุปนิพนฺธิตฺวา ๑ ภริยํ ปุรโต ฐเปตฺวา อุทรจฺฉวึ อุปฺปาเฏตฺวา ๒ อนฺตคณฺฐึ นีหริตฺวา ภริยาย ทสฺเสสิ ปสฺส เต สามิกสฺส อาพาธํ อิมินา ยาคุปิ ปีตา น สมฺมาปริณามํ คจฺฉติ ภตฺตํปิ ภุตฺตํ น สมฺมาปริณามํ คจฺฉติ อุจฺจาโรปิ ปสฺสาโวปิ น ปคุโณ อิมินายํ กิโส ลูโข ทุพฺพณฺโณ อุปฺปณฺฑุปฺปณฺฑุกชาโต ธมนิสนฺถตคตฺโตติ อนฺตคณฺฐึ วินิเวเฐตฺวา อนฺตานิ ปฏิปเวเสตฺวา อุทรจฺฉวึ สิพฺเพตฺวา อาเลปํ อทาสิ ฯ อถโข พาราณเสยฺยโก เสฏฺฐิปุตฺโต นจิรสฺเสว อโรโค อโหสิ ฯ อถโข พาราณเสยฺยโก เสฏฺฐี ปุตฺโต เม อโรโค ฐิโตติ ชีวกสฺส โกมารภจฺจสฺส โสฬส สหสฺสานิ ปาทาสิ ฯ อถโข ชีวโก โกมารภจฺโจ ตานิ โสฬส สหสฺสานิ อาทาย ปุนเทว ราชคหํ ปจฺจาคจฺฉิ ฯ

๑ ม. ยุ. เยน ฯ

๑ ยุ. อุพฺพนฺธิตฺวา ฯ ๒ ยุ. อุปฺผาเลตฺวา ฯ

ฉบับหลวง

เรื่องบุตรเศรษฐีป่วยโรคเนื้องอกที่ลำไส้

ก็โดยสมัยนั้นแล เศรษฐีบุตรชาวพระนครพาราณสีผู้เล่นกีฬาหกคะเมน ได้ป่วยเป็นโรคเนื้องอกที่ลำไส้ ข้าวยาคูที่เธอดื่มเข้าไปก็ดี ข้าวสวยที่เธอรับประทานก็ดี ไม่ย่อย อุจจาระและปัสสาวะออกไม่สะดวก เพราะโรคนั้น เธอจึงซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณซูบซีดเหลืองขึ้นๆ มีตัวสะพรั่งด้วยเอ็น ครั้งนั้นเศรษฐีชาวพระนครพาราณสีได้มีความปริวิตกดังนี้ว่าบุตรของเราได้เจ็บป่วยเช่นนั้น ข้าวยาคูที่เธอดื่มก็ดี ข้าวสวยที่เธอรับประทานก็ดี ไม่ย่อยอุจจาระและปัสสาวะออกไม่สะดวก บุตรของเรานั้นจึงซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณซูบซีดเหลืองขึ้นๆ มีตัวสะพรั่งด้วยเอ็น เพราะโรคนั้น ถ้ากระไร เราพึงไปพระนครราชคฤห์แล้วทูลขอนายแพทย์ชีวกต่อพระเจ้าอยู่หัว เพื่อจะได้รักษาบุตรของเรา

ต่อแต่นั้นเศรษฐีชาวพระนครราชคฤห์แล้ว เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช แล้วได้กราบทูลว่า ขอเดชะฯ บุตรของข้าพระพุทธเจ้าได้เจ็บป่วยเช่นนั้น ข้าวยาคูที่เธอดื่มก็ดี ข้าวสวยที่เธอรับประทานก็ดี ไม่ย่อยอุจจาระและปัสสาวะออกไม่สะดวก เธอจึงซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณซูบซีด เหลืองขึ้นๆมีตัวสะพรั่งด้วยเอ็น เพราะโรคนั้น ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ขอใต้ฝ่าละอองธุลี-พระบาทจงมีพระบรมราชโองการสั่งนายแพทย์ชีวก เพื่อจะได้รักษาบุตรของข้าพระพุทธเจ้า

ลำดับนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ได้ทรงมีพระราชดำรัสสั่งชีวกโกมารภัจจ์ว่าไปเถิด พ่อนายชีวก เจ้าจงไปพระนครพาราณสี แล้วรักษาบุตรของเศรษฐีชาวกรุงพาราณสี

ชีวกโกมารภัจจ์ทูลรับสนองพระบรมราชโองการว่า อย่างนั้นขอเดชะฯ แล้วไปพระนครพาราณสี เข้าไปหาเศรษฐีบุตรชาวพระนครพาราณสี สังเกตอาการที่ผิดแปลกของเศรษฐีบุตรชาวพระนครพาราณสี เชิญประชาชนให้ออกไปเสีย ขึงม่านมัดเศรษฐีบุตรไว้กับเสา ให้ภรรยาอยู่ข้างหน้า ผ่าหนังท้อง นำเนื้องอกที่ลำไส้ออกแสดงแก่ภรรยาว่า เธอจงดูความเจ็บป่วยของสามีเธอข้าวยาคูที่สามีเธอดื่มก็ดี ข้าวสวยที่สามีเธอรับประทานก็ดี ไม่ย่อย อุจจาระและปัสสาวะออกไม่สะดวก เพราะโรคนี้ สามีเธอนี้จึงซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณซูบซีด เหลืองขึ้นๆมีตัวสะพรั่งด้วยเอ็นดังนี้ แล้วตัดเนื้องอกในลำไส้ออก สอดใส่ลำไส้กลับดังเดิม แล้วเย็บหนังท้องทายาสมานแผล ต่อมาไม่นานเท่าไรนัก เศรษฐีบุตรชาวพระนครพาราณสี ได้หายโรคแล้ว

ครั้งนั้น เศรษฐีชาวพระนครพาราณสีคิดว่า บุตรของเราหายโรคพ้นอันตรายแล้ว จึงให้รางวัลแก่ชีวกโกมารภัจจ์เป็นเงิน ๑๖,๐๐๐ กษาปณ์ ชีวกโกมารภัจจ์รับเงิน ๑๖,๐๐๐ กษาปณ์นั้นเดินทางกลับมาสู่พระนครราชคฤห์ตามเดิม.

จบ เรื่องคนมีทรัพย์ ชาวพระนครราชคฤห์