arnon.world

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · จีวรขันธกะ

เรื่องพระอุปนนท์ เล่ม ๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๓/๑๘ ในจีวรขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๒๒๓. อุปนนฺทสกฺยปุตฺตวตฺถุ

๒๒๓. อุปนันทสักยปุตตวัตถุ

ว่าด้วยพระอุปนันทศากยบุตร

เรื่องพระอุปนันทะจำพรรษาแล้วไปอาวาสใกล้บ้าน

พระวินัยปิฎก มหาวรรค จีวรขันธกะ เรื่องพระอุปนนท์ (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๕ หน้า ๑๖๔–๑๖๕ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๕ หน้า ๒๓๗–๒๓๙

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต สาวตฺถิยํ วสฺสํวุตฺโถ อญฺญตรํ คามกาวาสํ อาคมาสิ, ตตฺถ จ ภิกฺขู จีวรํ ภาเชตุกามา สนฺนิปตึสุ, เต เอวมาหํสุ “อิมานิ โข อาวุโส สํฆิกานิ จีวรานิ ภาชิยิสฺสนฺติ, สาทิยิสฺสสิ ภาคนฺ”ติ. อามาวุโส สาทิยิสฺสามีติ, ตโต จีวรภาคํ คเหตฺวา อญฺญํ อาวาสํ อคมาสิ, ตตฺถปิ ภิกฺขู จีวรํ ภาเชตุกามา สนฺนิปตึสุ, เตปิ เอวมาหํสุ “อิมานิ โข อาวุโส สํฆิกานิ จีวรานิ ภาชิยิสฺสนฺติ, สาทิยิสฺสสิ ภาคนฺ”ติ. อามาวุโส ภาชิยิสฺสนฺติ, สาทิยิสฺสามีติ, ตโตปิ จีวรภาคํ คเหตฺวา อญฺญํ อาวาสํ อคมาสิ, ตตฺถปิ ภิกฺขู จีวรํ ภาเชตุกามา สนฺนิปตึสุ, เตปิ เอวมาหํสุ “อิมานิ

โข อาวุโส สํฆิกานิ จีวรานิ ภาชิยิสฺสนฺติ, สาทิยิสฺสสิ ภาคนฺ”ติ. อามาวุโส สาทิยิสฺสามีติ, ตโตปิ จีวรภาคํ คเหตฺวา มหนฺตํ จีวรภณฺฑิกํ อาทาย ปุนเทว สาวตฺถึ ปจฺจาคญฺฉิ. ภิกฺขู เอวมาหํสุ “มหาปุญฺโญสิ ตฺวํ อาวุโส อุปนนฺท พหุํ เต จีวรํ อุปฺปนฺนนฺ”ติ. กุโต เม อาวุโส ปุญฺญํ, อิธาหํ อาวุโส สาวตฺถิยํ วสฺสํวุตฺโถ อญฺญตรํ คามกาวาสํ อคมาสึ; ตตฺถ ภิกฺขู จีวรํ ภาเชตุกามา สนฺนิปตึสุ, เต มํ เอวมาหํสุ “อิมานิ โข อาวุโส สํฆิกานิ จีวรานิ ภาชิยิสฺสนฺติ, สาทิยิสฺสสิ ภาคนฺ”ติ. อามาวุโส สาทิยิสฺสามีติ, ตโต จีวรภาคํ คเหตฺวา อญฺญํ อาวาสํ อคมาสึ, ตตฺถปิ ภิกฺขู จีวรํ ภาเชตุกามา สนฺนิปตึสุ,

เตปิ มํ เอวมาหํสุ “อิมานิ โข อาวุโส สํฆิกานิ จีวรานิ ภาชิยิสฺสนฺติ, สาทิยิสฺสสิ ภาคนฺ”ติ. อามาวุโส สาทิยิสฺสามีติ. ตโตปิ จีวรภาคํ คเหตฺวา อญฺญํ อาวาสํ อคมาสึ, ตตฺถปิ ภิกฺขู จีวรํ ภาเชตุกามา สนฺนิปตึสุ, เตปิ มํ เอวมาหํสุ “อิมานิ โข อาวุโส สํฆิกานิ จีวรานิ ภาชิยิสฺสนฺติ สาทิยิสฺสสิ ภาคนฺ”ติ. อามาวุโส สาทิยิสฺสามีติ, ตโตปิ จีวรภาคํ อคฺคเหสึ, เอวํ เม พหุํ จีวรํ อุปฺปนฺนนฺติ. กึ ปน ตฺวํ อาวุโส อุปนนฺท อญฺญตฺร วสฺสํวุตฺโถ อญฺญตฺร จีวรภาคํ สาทิยี”ติ. เอวมาวุโสติ. เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขิยฺยนฺติ วิปาเจนฺติ “กถํ หิ นาม อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต อญฺญตฺร วสฺสํวุตฺโถ อญฺญตฺร จีวรภาคํ สาทิยิสฺสตี”ติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ตฺวํ อุปนนฺท อญฺญตฺร วสฺสํวุตฺโถ อญฺญตฺร จีวรภาคํ สาทิยีติ. สจฺจํ ภควาติ. วิครหิ พุทฺโธ ภควา ฯเปฯ กถํ หิ นาม ตฺวํ โมฆปุริส อญฺญตฺร วสฺสํวุตฺโถ อญฺญตฺร จีวรภาคํ สาทิยิสฺสสิ. เนตํ โมฆปุริส อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ “น ภิกฺขเว อญฺญตฺร วสฺสํวุตฺเถน อญฺญตฺร จีวรภาโค สาทิตพฺโพ; โย สาทิเยยฺย, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสา”ติ.

เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต เอโก ทฺวีสุ อาวาเสสุ วสฺสํ วสิ “เอวํ เม พหุํ จีวรํ อุปฺปชฺชิสฺสตี”ติ. อถ โข เตสํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ “กถํ นุ โข อายสฺมโต อุปนนฺทสฺส สกฺยปุตฺตสฺส จีวรปฏิวึโส ทาตพฺโพ”ติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. เทถ ภิกฺขเว โมฆปุริสสฺส เอกาธิปฺปายํ. อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอโก ทฺวีสุ อาวาเสสุ วสฺสํ วสติ “เอวํ เม พหุํ จีวรํ อุปฺปชฺชิสฺสตี”ติ, สเจ อมุตฺร อุปฑฺฒํ อมุตฺร อุปฑฺฒํ วสติ, อมุตฺร อุปฑฺโฒ อมุตฺร อุปฑฺโฒ จีวรปฏิวึโส ทาตพฺโพ. ยตฺถ วา ปน พหุตรํ วสติ, ตโต จีวรปฏิวึโส ทาตพฺโพติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สมัยนั้น ท่านพระอุปนันทศากยบุตรจำพรรษาอยู่ในกรุงสาวัตถี ได้ เดินทางไปอาวาสใกล้บ้านแห่งหนึ่ง

ภิกษุทั้งหลายในอาวาสนั้น ประสงค์จะแบ่งจีวร จึงประชุมกันกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน พวกภิกษุจะแบ่งจีวรของสงฆ์เหล่านี้ ท่านจะยินดีส่วนแบ่งไหม”

ท่านพระอุปนันทะตอบว่า “ท่านทั้งหลาย ผมขอยินดีส่วนแบ่งด้วย” ได้รับ ส่วนจีวรจากอาวาสนั้นแล้วเดินทางไปอาวาสอื่น แม้พวกภิกษุในอาวาสอื่นนั้นก็ ประสงค์จะแบ่งจีวร จึงประชุมกัน แม้พวกภิกษุเหล่านั้นก็กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน พวกภิกษุจะแบ่งจีวรของสงฆ์เหล่านี้ ท่านจะยินดีส่วนแบ่งไหม”ท่านพระอุปนันทะตอบว่า “ท่านทั้งหลาย ผมขอยินดีส่วนแบ่งด้วย” ได้รับ ส่วนจีวรจากอาวาสนั้น ถือจีวรห่อใหญ่เดินทางกลับไปกรุงสาวัตถีตามเดิม

ภิกษุทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านอุปนันทะ ท่านเป็นผู้มีบุญมาก จีวรจึง เกิดขึ้นแก่ท่านเป็นจำนวนมาก”

ท่านพระอุปนันทะกล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย ผมจะมีบุญมาจากไหนกัน ผม จำพรรษาอยู่ในกรุงสาวัตถีนี้ ได้เดินทางไปอาวาสใกล้บ้านแห่งหนึ่ง พวกภิกษุใน อาวาสนั้นประสงค์จะแบ่งจีวรจึงได้ประชุมกัน พวกภิกษุเหล่านั้นกล่าวกับผมอย่างนี้ ว่า ‘ท่าน พวกภิกษุจะแบ่งจีวรของสงฆ์เหล่านี้ ท่านจะยินดีส่วนแบ่งไหม’ ผมตอบ ว่า ‘ท่านทั้งหลาย ผมขอยินดีส่วนแบ่งด้วย’ ได้รับส่วนจีวรจากอาวาสนั้นแล้วเดิน ทางไปอาวาสอื่น แม้พวกภิกษุในอาวาสอื่นนั้นประสงค์จะแบ่งจีวร จึงประชุมกัน แม้พวกภิกษุเหล่านั้นก็กล่าวกับผมอย่างนี้ว่า ‘ท่าน พวกภิกษุจะแบ่งจีวรของสงฆ์ เหล่านี้ ท่านจะยินดีส่วนแบ่งไหม’ ผมตอบว่า ‘ผมขอยินดีส่วนแบ่งด้วย’ ได้รับส่วนจีวรจากอาวาสนั้นแล้วเดินทางไปอาวาสอื่น แม้พวกภิกษุในอาวาสอื่นนั้น ประสงค์จะแบ่งจีวร จึงประชุมกัน แม้พวกภิกษุเหล่านั้นก็กล่าวกับผมอย่างนี้ว่า ‘ท่าน พวกภิกษุจะแบ่งจีวรของสงฆ์เหล่านี้ ท่านจะยินดีส่วนแบ่งไหม’ ผมตอบว่า ‘ท่านทั้งหลาย ผมขอยินดีส่วนแบ่งด้วย’ ได้รับจีวรแม้จากอาวาสนั้น จีวรเป็น จำนวนมากจึงเกิดขึ้นแก่ผมอย่างนี้”

พวกภิกษุถามว่า “ท่านอุปนันทะ ท่านจำพรรษาในวัดหนึ่งแล้วยังยินดีส่วน จีวรในวัดอื่นอีกหรือ”

ท่านพระอุปนันทะกล่าวยอมรับตามนั้น

บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ฯลฯ ตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนท่าน พระอุปนันทศากยบุตรจำพรรษาในวัดหนึ่งจึงยินดีส่วนจีวรในวัดอื่นอีกเล่า”

ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ฯลฯ อุปนันทะ ทราบว่าเธอจำพรรษาในวัดหนึ่ง แล้วยังยินดีส่วนจีวรในวัดอื่นอีก จริงหรือ”

ท่านพระอุปนันทะทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ฯลฯ โมฆบุรุษ ไฉนเธอจำพรรษา ในวัดหนึ่งแล้วยังยินดีส่วนจีวรในวัดอื่นอีกเล่า โมฆบุรุษ การทำอย่างนี้มิได้ทำให้คน ที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส ฯลฯ” ครั้นทรงตำหนิแล้วทรงแสดงธรรมีกถารับสั่งกับ ภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุจำพรรษาในวัดหนึ่งแล้ว ไม่พึงยินดีส่วน จีวรในวัดอื่นอีก รูปใดยินดี ต้องอาบัติทุกกฏ”

เรื่องพระอุปนันทะจำพรรษาใน ๒ อาวาส

สมัยนั้น ท่านพระอุปนันทศากยบุตรรูปเดียวจำพรรษาอยู่ใน ๒ อาวาส เพราะคิดว่า “ด้วยอุบายนี้ จีวรจะเกิดขึ้นแก่เรามาก”

ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า “พวกเราจะให้ส่วนแบ่งแก่ท่าน พระอุปนันทศากยบุตรอย่างไรหนอ”

ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงให้ตามความประสงค์ ส่วนหนึ่งแก่โมฆบุรุษ ภิกษุทั้งหลาย ในกรณีที่ภิกษุรูปเดียวจำพรรษาอยู่ใน ๒ อาวาสเพราะคิดว่า ‘ด้วยอุบายนี้จีวรจะเกิดขึ้นแก่เรามาก’ ถ้าภิกษุจำพรรษาใน อาวาสโน้นกึ่งหนึ่ง ในอาวาสโน้นอีกกึ่งหนึ่ง ก็พึงให้ส่วนจีวรอาวาสละกึ่งหนึ่ง หรือให้ส่วนจีวรในอาวาสที่เธอจำพรรษามากกว่า”

จบ เรื่องพระอุปนนท์