พระวินัยปิฎก มหาวรรค · จีวรขันธกะ
ถวายจีวรเป็นของสงฆ์ เล่ม ๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๒/๑๘ ในจีวรขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค จีวรขันธกะ ถวายจีวรเป็นของสงฆ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๕ หน้า ๒๕๖–๒๕๙
เหตุให้เก็บผ้าไตรจีวรไว้ได้
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุให้เก็บผ้าสังฆาฏิไว้ได้มี ๕ อย่าง คือ เป็นไข้ ๑ สังเกตเห็นว่าฝนจะตก ๑ ไปยังฝั่งแม่น้ำ ๑ ที่อยู่ป้องกันได้ด้วยดาล ๑ ได้กรานกฐิน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุให้เก็บผ้าสังฆาฏิไว้ได้มี ๕ อย่างนี้แลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุให้เก็บผ้าอุตตราสงค์ไว้ได้มี ๕ อย่างนี้ คือ เป็นไข้ ๑ สังเกตเห็นว่าฝนจะตก ๑ ไปยังฝั่งแม่นํ้า ๑ ที่อยู่ป้องกันได้ด้วยดาล ๑ ได้กรานกฐิน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุให้เก็บผ้าอุตตราสงค์ไว้ได้มี ๕ อย่างนี้แลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุให้เก็บผ้าอันตรวาสกไว้ได้มี ๕ อย่าง คือ เป็นไข้ ๑ สังเกตเห็นว่าฝนจะตก ๑ ไปยังฝั่งแม่น้ำ ๑ ที่อยู่ป้องกันได้ด้วยดาล ๑ ได้กรานกฐิน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุให้เก็บผ้าอันตรวาสกไว้ได้มี ๕ อย่างนี้แลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุให้เก็บผ้าอาบนํ้าฝนไว้ได้มี ๕ อย่าง คือ เป็นไข้ ๑ ไปนอกสีมา ๑ ไปยังฝั่งแม่นํ้า ๑ ที่อยู่ป้องกันได้ด้วยดาล ๑ ผ้าอาบน้ำฝนยังไม่ได้ทำหรือทำค้างไว้ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุให้เก็บผ้าอาบนํ้าฝนไว้ได้มี ๕ อย่างนี้แล”
๒๑. ว่าด้วยจีวรที่เป็นของสงฆ์เกิดขึ้น
{๑๖๔} [๓๖๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจำพรรษาอยู่แต่ผู้เดียว ชาวบ้านในถิ่นนั้นได้ถวายจีวรด้วยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายแก่สงฆ์” จึงภิกษุรูปนั้นได้มีความดำริว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่าจำนวน
ภิกษุ ๔ รูปเป็นอย่างต่ำชื่อว่าสงฆ์ แต่มีเราอยู่รูปเดียว และชาวบ้านเหล่านี้ได้ถวายจีวรด้วยเปล่งวาจาว่า ‘ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายแก่สงฆ์’ ดังนี้ ถ้ากระไร เราพึงนำจีวรของสงฆ์เหล่านี้ไปพระนครสาวัตถี” ครั้นแล้วได้นำจีวรเหล่านั้นไปพระนครสาวัตถี กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอผู้เดียวจนถึงเวลากฐินเดาะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในข้อนี้มีภิกษุจำพรรษาอยู่รูปเดียว ชาวบ้านในถิ่นนั้นถวายจีวรด้วยกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายแก่สงฆ์’
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตจีวรเหล่านั้นเป็นของเธอรูปเดียวจนถึงเวลากฐินเดาะ”
สมัยต่อมา มีภิกษุรูปหนึ่งอยู่รูปเดียวตลอดฤดูกาล ชาวบ้านในถิ่นนั้นได้ถวายจีวรด้วยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายแก่สงฆ์” จึงภิกษุรูปนั้นได้ดำริดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่าจำนวนภิกษุ ๔ รูปเป็นอย่างต่ำชื่อว่าสงฆ์ แต่เราอยู่รูปเดียว และชาวบ้านเหล่านี้ได้ถวายจีวรด้วยกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายแก่สงฆ์’ ถ้ากระไร เราพึงนำจีวรของสงฆ์เหล่านี้ไปพระนครสาวัตถี ครั้นแล้วได้นำจีวรเหล่านั้นไปพระนครสาวัตถี แจ้งความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สงฆ์ผู้อยู่พร้อมหน้ากันแจก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในข้อนี้มีภิกษุอยู่รูปเดียวตลอดฤดูกาล ชาวบ้านในถิ่นนั้นได้ถวายจีวรด้วยกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายแก่สงฆ์’
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุรูปนั้นอธิษฐานจีวรเหล่านั้นว่า ‘จีวรเหล่านี้เป็นของเรา’
ถ้าเมื่อภิกษุรูปนั้นยังไม่ได้อธิษฐานจีวรนั้น มีภิกษุรูปอื่นมา พึงให้ส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน ถ้าเมื่อภิกษุ ๒ รูปกำลังแบ่งจีวรนั้นกันอยู่ แต่ยังมิได้จับสลาก มีภิกษุรูปอื่นมา พึงให้ส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน ถ้าเมื่อภิกษุ ๓ รูปกำลังแบ่งจีวรนั้นกันอยู่ และจับสลากเสร็จแล้ว มีภิกษุรูปอื่นมา พวกเธอไม่ปรารถนาก็ไม่ต้องให้ส่วนแบ่ง”สมัยต่อมา มีพระเถระสองพี่น้อง คือ ท่านพระอิสิทาส ๑ ท่านพระอิสิภัตตะ ๑ จำพรรษาอยู่ในพระนครสาวัตถี ได้ไปวัดใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านกล่าวกันว่า “นานทีพระเถระทั้งสองจะได้มา” จึงได้ถวายภัตตาหารพร้อมทั้งจีวร
พวกภิกษุเจ้าถิ่นถามพระเถระทั้งสองว่า “ท่านขอรับ จีวรของสงฆ์เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยพระเถระทั้งหลาย พระเถระทั้งหลายจักยินดีรับส่วนแบ่งไหม”
พระเถระทั้งสองตอบอย่างนี้ว่า “อาวุโสทั้งหลาย พวกผมรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว อย่างที่จีวรเหล่านั้นเป็นของพวกท่านเท่านั้นจนถึงเวลาเดาะกฐิน”
สมัยต่อมาภิกษุ ๓ รูปจำพรรษาอยู่ในพระนครราชคฤห์ ประชาชนในเมืองนั้นถวายจีวรด้วยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายแก่สงฆ์” จึงภิกษุเหล่านั้นได้ดำริดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่าจำนวนภิกษุ ๔ รูปเป็นอย่างต่ำชื่อว่าสงฆ์ แต่เรามี ๓ รูปด้วยกัน และคนเหล่านี้ถวายจีวรด้วยกล่าวว่าข้าพเจ้าทั้งหลายถวายแก่สงฆ์ พวกเราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ”สมัยนั้น พระเถระหลายรูป คือ ท่านพระนีลวาสี ท่านพระสาณวาสี ท่านพระโคปกะ ท่านพระภคุ และท่านพระผลิกสันทานะ อยู่กันที่วัดกุกกุฏาราม ใกล้พระนครปาฏลีบุตร จึงภิกษุเหล่านั้นเดินทางไปพระนคร
ปาฏลีบุตรแล้วเรียนถามพระเถระทั้งหลาย พระเถระทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า “พวกเรารู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว อย่างที่จีวรเหล่านั้นเป็นของพวกท่านเท่านั้นจนถึงเวลาเดาะกฐิน”
๒๒. เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร
พระพุทธบัญญัติห้ามยินดีส่วนจีวรในวัดอื่น
{๑๖๕} [๓๖๔] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระอุปนันทศากยบุตรจำพรรษาอยู่ในพระนครสาวัตถี ได้ไปอาวาสใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายในวัดนั้นปรารถนาจะแบ่งจีวรจึงประชุมกัน ภิกษุเหล่านั้นพูดอย่างนี้ว่า “อาวุโส ภิกษุทั้งหลายจักแบ่งจีวรของสงฆ์เหล่านี้แล ท่านจักยินดีส่วนแบ่งไหม ขอรับ” ท่านพระอุปนันทะตอบว่า “อาวุโสทั้งหลาย ผมยินดี ขอรับ” ได้รับส่วนจีวรจากวัดนั้นแล้วไปวัดอื่น แม้ภิกษุทั้งหลายในวัดนั้นก็ปรารถนาจะแบ่งจีวรจึงประชุมกัน และพูดอย่างนี้ว่า “อาวุโส ภิกษุทั้งหลายจักแบ่งจีวรของสงฆ์เหล่านี้แล ท่านจักยินดีส่วนแบ่งไหม ขอรับ” ท่านพระอุปนันทะตอบว่า “อาวุโสทั้งหลาย ผมยินดี ขอรับ” ได้รับส่วนจีวรจากวัดนั้นแล้วไปวัดอื่นต่อไป แม้ภิกษุทั้งหลายในวัดนั้นก็ปรารถนาจะแบ่งจีวร จึงประชุมกัน และก็พูดอย่างนี้ว่า “อาวุโส ภิกษุทั้งหลายจักแบ่งจีวรของสงฆ์เหล่านี้แล ท่านจักยินดีส่วนแบ่งไหมขอรับ” ท่านพระอุปนันทะก็ตอบว่า “อาวุโสทั้งหลาย ผมยินดี ขอรับ” ได้รับส่วนจีวรแม้จากวัดนั้น ถือจีวรห่อใหญ่กลับมาพระนครสาวัตถีตามเดิมภิกษุทั้งหลายชมเชยอย่างนี้ว่า “ท่านอุปนันทะ ท่านเป็นผู้มีบุญมาก จีวรจึงเกิดขึ้นแก่ท่านมากมาย”
“อาวุโสทั้งหลาย บุญของผมที่ไหน ผมจำพรรษาอยู่ในพระนครสาวัตถีนี้ ได้ไปวัดใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่ง พวกภิกษุในวัดนั้นปรารถนาจะ
จบ ถวายจีวรเป็นของสงฆ์