arnon.world

วัสสูปนายิกขันธกะ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๐๕–๒๒๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

วสฺสูปนายิกกฺขนฺธกํ

วัสสูปนายิกขันธกะ

เรื่องภิกษุหลายรูป

พระวินัยปิฎก มหาวรรค วัสสูปนายิกขันธกะ เรื่องภิกษุหลายรูป (ฉบับหลวง เล่ม ๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔)

บาลี (สยามรัฐ)

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควตา ภิกฺขูนํ วสฺสาวาโส อปฺปญฺญตฺโต โหติ ฯ เตธ ๑ ภิกฺขู เหมนฺตมฺปิ คิมฺหมฺปิ วสฺสมฺปิ จาริกํ จรนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม สมณา สกฺยปุตฺติยา เหมนฺตมฺปิ คิมฺหมฺปิ วสฺสมฺปิ จาริกํ จริสฺสนฺติ หริตานิ ติณานิ สมฺมทฺทนฺตา เอกินฺทฺริยํ ชีวํ วิเหเฐนฺตา พหู ขุทฺทเก ปาเณ สงฺฆาตํ อาปาเทนฺตา อิเม หิ นาม อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา ๒ ทุรกฺขาตธมฺมา วสฺสาวาสํ อลฺลิยิสฺสนฺติ สงฺกาสยิสฺสนฺติ ๓ อิเม หิ นาม สกุนฺตกา รุกฺขคฺเคสุ กุลาวกานิ กริตฺวา วสฺสาวาสํ อลฺลิยิสฺสนฺติ สงฺกาสยิสฺสนฺติ อิเม ปน สมณา สกฺยปุตฺติยา เหมนฺตมฺปิ คิมฺหมฺปิ วสฺสมฺปิ จาริกํ จรนฺติ หริตานิ ติณานิ สมฺมทฺทนฺตา เอกินฺทฺริยํ ชีวํ วิเหเฐนฺตา พหู ขุทฺทเก ปาเณ สงฺฆาตํ อาปาเทนฺตาติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ ขียนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อนุชานามิ ภิกฺขเว วสฺสํ อุปคนฺตุนฺติ ฯ

๑ อิธสทฺโท นิปาตมตฺโตติ ตพฺพณฺณนา ฯ ๒ ม. ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ

๓ ม. สงฺกสายิสฺสนฺติ ฯ ยุ. รา. สงฺกาปยิสฺสนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคยังมิได้ทรงบัญญัติการจำพรรษาแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นเที่ยวจาริกไปตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน.

คนทั้งหลายจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร จึงได้เที่ยวจาริกไปตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน เหยียบย่ำติณชาติอันเขียวสด เบียดเบียนอินทรีย์อย่างหนึ่งซึ่งมีชีวะ ยังสัตว์เล็กๆ จำนวนมากให้ถึงความวอดวายเล่า ก็พวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์เหล่านี้เป็นผู้กล่าวธรรมอันต่ำทราม ยังพัก ยังอาศัยอยู่ประจำตลอดฤดูฝน อนึ่ง ฝูงนกเหล่านี้เล่าก็ยังทำรังบนยอดไม้ และพักอาศัยอยู่ประจำตลอดฤดูฝน ส่วนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ เที่ยวจาริกไปตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน เหยียบย่ำติณชาติอันเขียวสดเบียดเบียนอินทรีย์อย่างหนึ่งซึ่งมีชีวะ ยังสัตว์เล็กๆ จำนวนมากให้ถึงความวอดวาย. ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้จำพรรษา.

บาลี (สยามรัฐ)

อถโข ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ กทา นุ โข วสฺสํ อุปคนฺตพฺพนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว วสฺสาเน วสฺสํ อุปคนฺตุนฺติ ฯ อถโข ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ กติ นุ โข วสฺสูปนายิกาติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ เทฺวมา ภิกฺขเว วสฺสูปนายิกา ปุริมิกา ปจฺฉิมิกา ๑ อปรชฺชุคตาย อาสาฬฺหิยา ปุริมิกา อุปคนฺตพฺพา มาสคตาย อาสาฬฺหิยา ปจฺฉิมิกา อุปคนฺตพฺพา อิมา โข ภิกฺขเว เทฺว วสฺสูปนายิกาติ ฯ

ฉบับหลวง

การจำพรรษา ๒ อย่าง

ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายคิดกันว่า พวกเราพึงจำพรรษาเมื่อไรหนอ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้จำพรรษาในฤดูฝน.

ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายคิดกันว่า วันเข้าพรรษามีกี่วันหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันเข้าพรรษานี้มี ๒ คือ ปุริมิกาวันเข้าพรรษาต้น ๑ ปัจฉิมิกา วันเข้าพรรษาหลัง ๑ เมื่อพระจันทร์เพ็ญเสวยฤกษ์อาสาฬหะล่วงไปแล้ววันหนึ่ง พึงเข้าพรรษาต้น เมื่อพระจันทร์เพ็ญเสวยฤกษ์อาสาฬหะล่วงไปแล้วเดือนหนึ่งพึงเข้าพรรษาหลัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันเข้าพรรษามี ๒ วันเท่านี้แล.

บาลี (สยามรัฐ)

เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู วสฺสํ อุปคนฺตฺวา อนฺตราวสฺสํ จาริกํ จรนฺติ ฯ มนุสฺสา ตเถว อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม สมณา สกฺยปุตฺติยา เหมนฺตมฺปิ คิมฺหมฺปิ วสฺสมฺปิ จาริกํ จริสฺสนฺติ หริตานิ ติณานิ สมฺมทฺทนฺตา เอกินฺทฺริยํ ชีวํ วิเหเฐนฺตา พหู ขุทฺทเก ปาเณ สงฺฆาตํ อาปาเทนฺตา อิเม หิ นาม อญฺญติตฺถิยา ทุรกฺขาตธมฺมา วสฺสาวาสํ อลฺลิยิสฺสนฺติ สงฺกาสยิสฺสนฺติ อิเม หิ นาม สกุนฺตกา รุกฺขคฺเคสุ กุลาวกานิ กริตฺวา วสฺสาวาสํ อลฺลิยิสฺสนฺติ สงฺกาสยิสฺสนฺติ อิเม ปน สมณา สกฺยปุตฺติยา เหมนฺตมฺปิ คิมฺหมฺปิ วสฺสมฺปิ จาริกํ จรนฺติ หริตานิ ติณานิ สมฺมทฺทนฺตา เอกินฺทฺริยํ ชีวํ วิเหเฐนฺตา พหู ขุทฺทเก ปาเณ สงฺฆาตํ อาปาเทนฺตาติ ฯ

อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ ขียนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู วสฺสํ อุปคนฺตฺวา อนฺตราวสฺสํ จาริกํ จริสฺสนฺตีติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ น ภิกฺขเว วสฺสํ อุปคนฺตฺวา ปุริมํ วา เตมาสํ ปจฺฉิมํ วา เตมาสํ อวสิตฺวา จาริกา ปกฺกมิตพฺพา โย ปกฺกเมยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

๑ ม. ยุ. ปจฺฉิมิกาติ ฯ

ฉบับหลวง

พระฉัพพัคคีย์เที่ยวจาริกทุกเวลา

ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์จำพรรษาแล้ว ยังเที่ยวจาริกในระหว่างพรรษา.

คนทั้งหลายจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาเช่นนั้นแหละว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้เที่ยวจาริกตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน เหยียบย่ำติณชาติอันเขียวสด เบียดเบียนอินทรีย์อย่างหนึ่งซึ่งมีชีวะยังสัตว์เล็กๆ มีจำนวนมากให้ถึงความวอดวายเล่า ก็พวกอัญญเดียรถีย์เหล่านี้ เป็นผู้กล่าวธรรมอันต่ำทราม ยังพักอาศัยอยู่ประจำตลอดฤดูฝน อนึ่ง ฝูงนกเหล่านี้เล่าก็ยังทำรังบนยอดไม้แล้วพักอาศัยอยู่ประจำตลอดฤดูฝน ส่วนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ เที่ยวจาริกตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน เหยียบย่ำติณชาติอันเขียวสด เบียดเบียนอินทรีย์อย่างหนึ่งซึ่งมีชีวะ ยังสัตว์เล็กๆ ซึ่งมีจำนวนมากให้ถึงความวอดวาย. ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา. บรรดาที่เป็นผู้มักน้อยต่างก็เพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จำพรรษาแล้ว จึงได้เที่ยวจาริกระหว่างพรรษาเล่า จึงภิกษุเหล่านั้นกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุจำพรรษา ไม่อยู่ให้ตลอด ๓ เดือนต้น หรือ ๓ เดือนหลัง ไม่พึงหลีกไปสู่จาริก รูปใดหลีกไป ต้องอาบัติทุกกฏ.

บาลี (สยามรัฐ)

เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู น อิจฺฉนฺติ วสฺสํ อุปคนฺตุํ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว วสฺสํ น อุปคนฺตพฺพํ โย น อุปคจฺเฉยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ตทหุวสฺสูปนายิกาย วสฺสํ อนุปคนฺตุกามา สญฺจิจฺจ อาวาสํ อติกฺกมนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว ตทหุวสฺสูปนายิกาย วสฺสํ อนุปคนฺตุกาเมน สญฺจิจฺจ อาวาโส อติกฺกมิตพฺโพ โย อติกฺกเมยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

ฉบับหลวง

พระฉัพพัคคีย์ไม่จำพรรษา

ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ไม่ประสงค์จะจำพรรษา ภิกษุทั้งหลาย

จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาครับสั่งห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุจะไม่จำพรรษาไม่ได้ รูปใดไม่จำพรรษา ต้องอาบัติทุกกฏ.

สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์ ไม่ประสงค์จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษา แกล้งล่วงเลยอาวาสไปเสีย. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาครับสั่งห้ามว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ประสงค์จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษา ไม่พึงแกล้งล่วงเลยอาวาสไปเสียรูปใดล่วงเลยไปเสีย ต้องอาบัติทุกกฏ.

บาลี (สยามรัฐ)

เตน โข ปน สมเยน ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร วสฺสํ อุกฺกฑฺฒิตุกาโม ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปาเหสิ ยทิ ปนยฺยา ๑ อาคเม ชุเณฺห วสฺสํ อุปคจฺเฉยฺยุนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ราชูนํ อนุวตฺติตุนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

เลื่อนกาลฝน

ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าพิมพิสาร จอมเสนามาคธราช มีพระราชประสงค์จะทรงเลื่อนกาลฝนออกไป จึงทรงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ถ้ากระไร ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายพึงจำพรรษาในชุณหปักษ์อันจะมาถึง. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้คล้อยตามพระเจ้าแผ่นดิน.

เรื่องทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะ

ทายกสร้างวิหารเป็นต้นถวาย

พระวินัยปิฎก มหาวรรค วัสสูปนายิกขันธกะ ทายกสร้างวิหารเป็นต้นถวาย (ฉบับหลวง เล่ม ๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔)

บาลี (สยามรัฐ)

อถโข ภควา ราชคเห ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน สาวตฺถี เตน จาริกํ ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน สาวตฺถี ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน โกสเลสุ ชนปเทสุ อุเทเนน อุปาสเกน สงฺฆํ อุทฺทิสฺส วิหาโร การาปิโต โหติ ฯ โส ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปาเหติ ๑ อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ ภิกฺขู เอวมาหํสุ ภควตา อาวุโส ปญฺญตฺตํ น วสฺสํ อุปคนฺตฺวา ปุริมํ วา เตมาสํ ปจฺฉิมํ วา เตมาสํ อวสิตฺวา จาริกา ปกฺกมิตพฺพาติ อาคเมตุ อุเทโน อุปาสโก ยาว ภิกฺขู วสฺสํ วสนฺติ วสฺสํ วุตฺถา คมิสฺสนฺติ สเจ ปนสฺส อจฺจายิกํ กรณียํ ตตฺเถว อาวาสิกานํ ภิกฺขูนํ สนฺติเก วิหารํ ปติฏฺฐาเปตูติ ฯ

อุเทโน อุปาสโก อุชฺฌายติ ขียติ วิปาเจติ กถํ หิ นาม ภทนฺตา มยา ปหิเต น อาคจฺฉิสฺสนฺติ อหํ หิ ทายโก การโก สงฺฆุปฏฺฐาโกติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู อุเทนสฺส อุปาสกสฺส อุชฺฌายนฺตสฺส ขียนฺตสฺส วิปาเจนฺตสฺส ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน [๒] ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อนุชานามิ ภิกฺขเว สตฺตนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต คนฺตุํ น เตฺวว อปฺปหิเต ภิกฺขุสฺส ภิกฺขุนิยา สิกฺขมานาย สามเณรสฺส สามเณริยา อุปาสกสฺส อุปาสิกาย อนุชานามิ ภิกฺขเว อิเมสํ สตฺตนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต คนฺตุํ น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสเกน สงฺฆํ อุทฺทิสฺส วิหาโร การาปิโต โหติ ฯ

โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสเกน สงฺฆํ อุทฺทิสฺส อฑฺฒโยโค การาปิโต โหติ ฯเปฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ กปฺปิยกุฏี การาปิตา โหติ ฯ วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ฯ จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปานสาลา การาปิตา โหติ ฯ ชนฺตาฆรํ การาปิตํ โหติ ฯ ชนฺตาฆรสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ

มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสเกน สมฺพหุเล ภิกฺขู อุทฺทิสฺส ฯเปฯ เอกํ ภิกฺขุํ อุทฺทิสฺส วิหาโร การาปิโต โหติ ฯ อฑฺฒโยโค การาปิโต โหติ ฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ กปฺปิยกุฏี การาปิตา โหติ ฯ วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ฯ จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ

อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปานสาลา การาปิตา โหติ ฯ ชนฺตาฆรํ การาปิตํ โหติ ฯ ชนฺตาฆรสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ

อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสเกน ภิกฺขุนีสงฺฆํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา ภิกฺขุนิโย อุทฺทิสฺส เอกํ ภิกฺขุนึ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา สิกฺขมานาโย อุทฺทิสฺส เอกํ สิกฺขมานํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุเล สามเณเร อุทฺทิสฺส เอกํ สามเณรํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา สามเณริโย อุทฺทิสฺส เอกํ สามเณรึ อุทฺทิสฺส วิหาโร การาปิโต โหติ ฯ อฑฺฒโยโค การาปิโต โหติ ฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ กปฺปิยกุฏี การาปิตา โหติ ฯ วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ๑ ฯ จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปานสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ

มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสเกน อตฺตโน อตฺถาย นิเวสนํ การาปิตํ โหติ ฯ สยนิฆรํ การาปิตํ โหติ ฯ อุทฺโทสิโต การาปิโต โหติ ฯ อฏฺโฏ การาปิโต โหติ ฯ มาโฬ การาปิโต โหติ ฯ อาปโณ การาปิโต โหติ ฯ อาปณสาลา การาปิตา โหติ ฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ รสวตี การาปิตา โหติ ฯ

วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ฯ จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปานสาลา การาปิตา โหติ ฯ ชนฺตาฆรํ การาปิตํ โหติ ฯ ชนฺตาฆรสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ ปุตฺตสฺส วา วาเรยฺยํ โหติ ธีตุยา วา วาเรยฺยํ โหติ คิลาโน วา โหติ อภิญฺญาตํ วา สุตฺตนฺตํ ภณติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิมํ สุตฺตนฺตํ ปริยาปุณิสฺสนฺติ ปุรายํ สุตฺตนฺโต น ๑ ปลุชฺชตีติ ฯ อญฺญตรํ วา ปนสฺส กิจฺจํ โหติ กรณียํ วา ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ

คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสิกาย สงฺฆํ อุทฺทิสฺส วิหาโร การาปิโต โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสิกาย สงฺฆํ อุทฺทิสฺส อฑฺฒโยโค การาปิโต โหติ ฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ กปฺปิยกุฏี การาปิตา โหติ ฯ วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ฯ จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ

จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปาน- สาลา การาปิตา โหติ ฯ ชนฺตาฆรํ การาปิตํ โหติ ฯ ชนฺตาฆรสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสิกาย สมฺพหุเล ภิกฺขู อุทฺทิสฺส ฯเปฯ

เอกํ ภิกฺขุํ อุทฺทิสฺส ภิกฺขุนีสงฺฆํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา ภิกฺขุนิโย อุทฺทิสฺส เอกํ ภิกฺขุนึ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา สิกฺขมานาโย อุทฺทิสฺส เอกํ สิกฺขมานํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุเล สามเณเร อุทฺทิสฺส เอกํ สามเณรํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา สามเณริโย อุทฺทิสฺส เอกํ สามเณรึ อุทฺทิสฺส ฯเปฯ อตฺตโน อตฺถาย นิเวสนํ การาปิตํ โหติ ฯ สยนิฆรํ การาปิตํ โหติ ฯ อุทฺโทสิโต การาปิโต โหติ ฯ อฏฺโฏ การาปิโต โหติ ฯ มาโฬ การาปิโต โหติ ฯ อาปโณ การาปิโต โหติ ฯ อาปณสาลา การาปิตา โหติ ฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ รสวตี การาปิตา โหติ ฯ วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ฯ

จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปานสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ ปุตฺตสฺส วา วาเรยฺยํ โหติ ธีตุยา วา วาเรยฺยํ โหติ คิลานา วา โหติ อภิญฺญาตํ วา สุตฺตนฺตํ ภณติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิมํ สุตฺตนฺตํ ปริยาปุณิสฺสนฺติ ปุรายํ สุตฺตนฺโต น ๑ ปลุชฺชตีติ ฯ อญฺญตรํ วา ปนสฺสา กิจฺจํ โหติ กรณียํ วา ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตต ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา สงฺฆํ อุทฺทิสฺส ภิกฺขุนิยา สงฺฆํ อุทฺทิสฺส สิกฺขมานาย สงฺฆํ อุทฺทิสฺส สามเณเรน สงฺฆํ อุทฺทิสฺส สามเณริยา สงฺฆํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุเล ภิกฺขู อุทฺทิสฺส เอกํ ภิกฺขุํ อุทฺทิสฺส ภิกฺขุนีสงฺฆํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา ภิกฺขุนิโย อุทฺทิสฺส เอกํ ภิกฺขุนึ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา สิกฺขมานาโย อุทฺทิสฺส เอกํ สิกฺขมานํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุเล สามเณเร อุทฺทิสฺส เอกํ สามเณรํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา สามเณริโย อุทฺทิสฺส เอกํ สามเณรึ อุทฺทิสฺส ฯเปฯ อตฺตโน อตฺถาย วิหาโร การาปิโต โหติ ฯ อฑฺฒโยโค การาปิโต โหติ ฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ

กปฺปิยกุฏี การาปิตา โหติ ฯ วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ฯ จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปานสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพติ ฯ

๑ ม. ปนายฺยา ฯ

๑ ม. ยุ. ปาเหสิ ฯ ๒ ม. เอตสฺมึ ปกรเณ ฯ

๑ ม. ยุ. อิโต ปรํ กิริยาปทํ น ทิสฺสติ ฯ

๑ ม. ยุ. นสทฺโท นตฺถิ ฯ

๑ ม. ยุ. นสทฺโท นตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จจาริกไปทางพระนครสาวัตถี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ลุถึงพระนครสาวัตถี. ทราบว่าพระองค์ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถีนั้น.

ก็โดยสมัยนั้นแล อุบาสกชื่ออุเทนได้ให้สร้างวิหารอุทิศต่อสงฆ์ไว้ในโกศลชนบท.

เขาได้ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายจงมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย.

ภิกษุทั้งหลายตอบไปอย่างนี้ว่า ท่านอุบาสก พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุจำพรรษา ไม่อยู่ให้ตลอด ๓ เดือนต้น หรือ ๓ เดือนหลัง ไม่พึงหลีกไปสู่จาริก ขออุบาสกอุเทนจงรอชั่วระยะเวลาที่ภิกษุทั้งหลายจำพรรษา ออกพรรษาแล้วจึงจักไปได้ แต่ถ้าท่านจะมีกรณียกิจรีบด่วน จงให้ประดิษฐานวิหารไว้ในสำนักภิกษุเจ้าถิ่น ในโกศลชนบทนั้นนั่นแหละ.

อุบาสกอุเทนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนเมื่อเราส่งทูตไปแล้ว พระคุณเจ้าทั้งหลายจึงได้ไม่มาเล่า เราก็เป็นทายก เป็นผู้ก่อสร้าง เป็นผู้บำรุงสงฆ์.

ภิกษุทั้งหลายได้ยินอุบาสกอุเทนเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคล ๗ จำพวกส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แม้เมื่อเขาไม่ส่งมา เราไม่อนุญาต บุคคล ๗ จำพวก คือ ภิกษุ ภิกษุณีสิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคล ๗ จำพวกนี้ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมา เราไม่อนุญาต พึงกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรมและพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมาก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียวอุทิศสงฆ์ ....

.... ได้ให้สร้างเรือนชั้น ....

.... ได้ให้สร้างเรือนโล้น ....

.... ได้ให้สร้างถ้ำ ....

.... ได้ให้สร้างบริเวณ ....

.... ได้ให้สร้างซุ้ม ....

.... ได้ให้สร้างโรงฉัน ....

.... ได้ให้สร้างโรงไฟ ....

.... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี ....

.... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ....

.... ได้ให้สร้างที่จงกรม ....

.... ได้ให้สร้างโรงจงกรม ....

.... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ....

.... ได้ให้สร้างโรงน้ำ ....

.... ได้ให้สร้างเรือนไฟ ....

.... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ ....

.... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ....

.... ได้ให้สร้างมณฑป ....

.... ได้ให้สร้างอาราม ....

.... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ ....

ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมาก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศภิกษุมากรูปด้วยกัน ....

.... ได้ให้สร้างวิหารอุทิศภิกษุรูปหนึ่ง ....

.... ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียว ....

.... ได้ให้สร้างเรือนชั้น ....

.... ได้ให้สร้างเรือนโล้น ....

.... ได้ให้สร้างถ้ำ ....

.... ได้ให้สร้างบริเวณ ....

.... ได้ให้สร้างซุ้ม ....

.... ได้ให้สร้างโรงฉัน ....

.... ได้ให้สร้างโรงไฟ ....

.... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี ....

.... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ....

.... ได้ให้สร้างที่จงกรม ....

.... ได้ให้สร้างโรงจงกรม ....

.... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ....

.... ได้ให้สร้างโรงน้ำ ....

.... ได้ให้สร้างเรือนไฟ ....

.... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ ....

.... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ....

.... ได้ให้สร้างมณฑป ....

.... ได้ให้สร้างอาราม ....

.... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ ....

ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศภิกษุณีสงฆ์ ....

.... อุทิศภิกษุณีมากรูปด้วยกัน ....

.... อุทิศภิกษุณีรูปหนึ่ง ....

.... อุทิศสิกขมานามากรูปด้วยกัน ....

.... อุทิศสิกขมานารูปหนึ่ง ....

.... อุทิศสามเณรมากรูปด้วยกัน ....

.... อุทิศสามเณรรูปหนึ่ง ....

.... อุทิศสามเณรีมากรูปด้วยกัน ....

.... อุทิศสามเณรีรูปหนึ่ง ....

.... ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียว ....

.... ได้ให้สร้างเรือนชั้น ....

.... ได้ให้สร้างเรือนโล้น ....

.... ได้ให้สร้างถ้ำ ....

.... ได้ให้สร้างบริเวณ ....

.... ได้ให้สร้างซุ้ม ....

.... ได้ให้สร้างโรงฉัน ....

.... ได้ให้สร้างโรงไฟ ....

.... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี ....

.... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ....

.... ได้ให้สร้างที่จงกรม ....

.... ได้ให้สร้างโรงจงกรม ....

.... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ....

.... ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ ....

.... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ....

.... ได้ให้สร้างมณฑป ....

.... ได้ให้สร้างอาราม ....

.... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างนิเวศน์เพื่อประโยชน์ตน ....

.... ได้ให้สร้างเรือนนอน ....

.... ได้ให้สร้างโรงเก็บของ ....

.... ได้ให้สร้างร้าน ....

.... ได้ให้สร้างโรงกลม ....

.... ได้ให้สร้างร้านค้า ....

.... ได้ให้สร้างโรงร้านค้า ....

.... ได้ให้สร้างเรือนชั้น ....

.... ได้ให้สร้างเรือนโล้น ....

.... ได้ให้สร้างถ้ำ ....

.... ได้ให้สร้างบริเวณ ....

.... ได้ให้สร้างซุ้ม ....

.... ได้ให้สร้างโรงฉัน ....

.... ได้ให้สร้างโรงไฟ ....

.... ได้ให้สร้างโรงครัว ....

.... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ....

.... ได้ให้สร้างที่จงกรม ....

.... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ....

.... ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ ....

.... ได้ให้สร้างเรือนไฟ ....

.... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ ....

.... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ....

.... ได้ให้สร้างมณฑป ....

.... ได้ให้สร้างอาราม ....

.... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ อนึ่ง จะมีการมงคลแก่บุตรก็ดี จะมีการมงคลแก่ธิดาก็ดีเขาเจ็บไข้ก็ดี จะกล่าวพระสุตตันตะที่รู้เฉพาะก็ดี. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่าขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา จักได้เรียนพระสุตตันตะนี้ไว้ โดยวิธีที่พระสุตตันตะนี้จะไม่เสื่อมสูญไปเสีย หรือว่าเขามีกิจหรือกรณียะ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทานฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหะกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทานฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียวอุทิศสงฆ์ ....

.... ได้ให้สร้างเรือนชั้น ....

.... ได้ให้สร้างเรือนโล้น ....

.... ได้ให้สร้างถ้ำ ....

.... ได้ให้สร้างบริเวณ ....

.... ได้ให้สร้างซุ้ม ....

.... ได้ให้สร้างโรงฉัน ....

.... ได้ให้สร้างโรงไฟ ....

.... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี ....

.... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ....

.... ได้ให้สร้างที่จงกรม ....

.... ได้ให้สร้างโรงจงกรม ....

.... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ....

.... ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ ....

.... ได้ให้สร้างเรือนไฟ ....

.... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ ....

.... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ....

.... ได้ให้สร้างมณฑป ....

.... ได้ให้สร้างอาราม ....

.... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศภิกษุมากรูปด้วยกัน ....

.... อุทิศภิกษุรูปหนึ่ง ....

.... อุทิศภิกษุณีสงฆ์ ....

.... อุทิศภิกษุณีมากรูปด้วยกัน ....

.... อุทิศภิกษุณีรูปหนึ่ง ....

.... อุทิศสิกขมานามากรูปด้วยกัน ....

.... อุทิศสิกขมานารูปหนึ่ง ....

.... อุทิศสามเณรมากรูปด้วยกัน ....

.... อุทิศสามเณรรูปหนึ่ง ....

.... อุทิศสามเณรีมากรูปด้วยกัน ....

.... อุทิศสามเณรีรูปหนึ่ง ....

.... ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียว ....

.... ได้ให้สร้างเรือนชั้น ....

.... ได้ให้สร้างเรือนโล้น ....

.... ได้ให้สร้างถ้ำ ....

.... ได้ให้สร้างบริเวณ ....

.... ได้ให้สร้างซุ้ม ....

.... ได้ให้สร้างโรงฉัน ....

.... ได้ให้สร้างโรงไฟ ....

.... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี ....

.... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ....

.... ได้ให้สร้างที่จงกรม ....

.... ได้ให้สร้างโรงจงกรม ....

.... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ....

.... ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ ....

.... ได้ให้สร้างเรือนไฟ ....

.... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ ....

.... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ....

.... ได้ให้สร้างมณฑป ....

.... ได้ให้สร้างอาราม ....

.... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ. ถ้านางส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระ-คุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างนิเวศน์ เพื่อประโยชน์ตน ....

.... ได้ให้สร้างเรือนนอน ....

.... ได้ให้สร้างโรงเก็บของ ....

.... ได้ให้สร้างร้าน ....

.... ได้ให้สร้างโรงกลม ....

.... ได้ให้สร้างร้านค้า ....

.... ได้ให้สร้างโรงร้านค้า ....

.... ได้ให้สร้างเรือนชั้น ....

.... ได้ให้สร้างเรือนโล้น ....

.... ได้ให้สร้างถ้ำ ....

.... ได้ให้สร้างบริเวณ ....

.... ได้ให้สร้างซุ้ม ....

.... ได้ให้สร้างโรงฉัน ....

.... ได้ให้สร้างโรงไฟ ....

.... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี ....

.... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ....

.... ได้ให้สร้างที่จงกรม ....

.... ได้ให้สร้างโรงจงกรม ....

.... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ....

.... ได้ให้สร้างโรงน้ำ ....

.... ได้ให้สร้างเรือนไฟ ....

.... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ ....

.... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ....

.... ได้ให้สร้างมณฑป ....

.... ได้ให้สร้างอาราม ....

.... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ อนึ่ง จะมีการมงคลแก่บุตรก็ดี จะมีการมงคลแก่ธิดาก็ดี เขาเจ็บไข้ก็ดี จะกล่าวพระสุตตันตะที่รู้เฉพาะก็ดี. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา จักได้เรียนพระสุตตันตะนี้ไว้ โดยวิธีที่พระสุตตันตะนี้จะไม่เสื่อมสูญไปเสีย หรือว่า เขามีกิจ หรือกรณียะอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไปพึงกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ ....

.... ภิกษุณีได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ ....

.... สิกขมานาได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ ....

.... สามเณรได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ ....

.... สามเณรีได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ ....

.... อุทิศภิกษุมากรูปด้วยกัน ....

.... อุทิศภิกษุรูปหนึ่ง ....

.... อุทิศภิกษุณีสงฆ์ ....

.... อุทิศภิกษุณีมากรูปด้วยกัน ....

.... อุทิศภิกษุณีรูปหนึ่ง ....

.... อุทิศสิกขมานามากรูปด้วยกัน ....

.... อุทิศสิกขมานารูปหนึ่ง ....

.... อุทิศสามเณรมากรูปด้วยกัน ....

.... อุทิศสามเณรรูปหนึ่ง ....

.... อุทิศสามเณรีมากรูปด้วยกัน ....

.... อุทิศสามเณรีรูปหนึ่ง ....

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สามเณรีในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารเพื่อประโยชน์ตน ....

.... ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียว ....

.... ได้ให้สร้างเรือนชั้น ....

.... ได้ให้สร้างเรือนโล้น ....

.... ได้ให้สร้างถ้ำ ....

.... ได้ให้สร้างบริเวณ ....

.... ได้ให้สร้างซุ้ม ....

.... ได้ให้สร้างโรงฉัน ....

.... ได้ให้สร้างโรงไฟ ....

.... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี ....

.... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ....

.... ได้ให้สร้างที่จงกรม ....

.... ได้ให้สร้างโรงจงกรม ....

.... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ....

.... ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ ....

.... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ....

.... ได้ให้สร้างมณฑป ....

.... ได้ให้สร้างอาราม ....

.... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ. ถ้านางส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระ-คุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.

บาลี (สยามรัฐ)

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ คิลาโน โหติ ฯ โส ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปาเหสิ อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ปญฺจนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ คนฺตุํ ปเคว ปหิเต ภิกฺขุสฺส ภิกฺขุนิยา สิกฺขมานาย สามเณรสฺส สามเณริยา อนุชานามิ ภิกฺขเว อิเมสํ ปญฺจนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ คนฺตุํ ปเคว ปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ คิลาโน โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ

คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส อนภิรติ อุปฺปนฺนา โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อนภิรติ เม อุปฺปนฺนา อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต อนภิรตึ วูปกาเสสฺสามิ วา วูปกาสาเปสฺสามิ วา ธมฺมกถํ วาสฺส กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส กุกฺกุจฺจํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ

โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย กุกฺกุจฺจํ เม อุปฺปนฺนํ อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต กุกฺกุจฺจํ วิโนเทสฺสามิ วา วิโนทาเปสฺสามิ วา ธมฺมกถํ วาสฺส กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย ทิฏฺฐิคตํ เม อุปฺปนฺนํ อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต ทิฏฺฐิคตํ วิเวเจสฺสามิ วา วิเวจาเปสฺสามิ วา ธมฺมกถํ วาสฺส กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ ครุธมฺมํ อชฺฌาปนฺโน โหติ ปริวาสารโห ฯ

โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ ครุธมฺมํ อชฺฌาปนฺโน ปริวาสารโห อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต ปริวาสทานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามิ วา อนุสฺสาเวสฺสามิ วา คณปูรโก วา ภวิสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ มูลาย ปฏิกสฺสนารโห โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ ๑ หิ มูลาย ปฏิกสฺสนารโห อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต มูลาย ปฏิกสฺสนํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามิ วา อนุสฺสาเวสฺสามิ วา คณปูรโก วา ภวิสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ มานตฺตารโห โหติ ฯ

โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ มานตฺตารโห อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต มานตฺตทานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามิ วา อนุสฺสาเวสฺสามิ วา คณปูรโก วา ภวิสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ อพฺภานารโห โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ อพฺภานารโห อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต อพฺภานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามิ วา อนุสฺสาเวสฺสามิ วา คณปูรโก วา ภวิสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส สงฺโฆ กมฺมํ กตฺตุกาโม โหติ ตชฺชนียํ วา นิยสฺสํ ๑ วา ปพฺพาชนียํ วา ปฏิสารณียํ วา อุกฺเขปนียํ วา ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย สงฺโฆ เม กมฺมํ กตฺตุกาโม อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต กินฺติ นุ โข สงฺโฆ กมฺมํ น กเรยฺย ลหุกาย วา ปริณาเมยฺยาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ กตํ วา ปนสฺส โหติ สงฺเฆน กมฺมํ ตชฺชนียํ วา นิยสฺสํ วา ปพฺพาชนียํ วา ปฏิสารณียํ วา อุกฺเขปนียํ วา ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย สงฺโฆ เม กมฺมํ อกาสิ อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ

คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต กินฺติ นุ โข สมฺมาวตฺเตยฺย โลมํ ปาเตยฺย เนตฺถารํ วตฺเตยฺย สงฺโฆ ตํ กมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภยฺยาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนี คิลานา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ ๒ คิลานา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา อนภิรติ อุปฺปนฺนา โหติ ฯ

สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อนภิรติ เม อุปฺปนฺนา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต อนภิรตึ วูปกาเสสฺสามิ วา วูปกาสาเปสฺสามิ วา ธมฺมกถํ วาสฺสา กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา กุกฺกุจฺจํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย กุกฺกุจฺจํ เม อุปฺปนฺนํ อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต กุกฺกุจฺจํ วิโนเทสฺสามิ วา วิโนทาเปสฺสามิ วา ธมฺมกถํ วาสฺสา กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ

สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย ทิฏฺฐิคตํ เม อุปฺปนฺนํ อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต ทิฏฺฐิคตํ วิเวเจสฺสามิ วา วิเวจาเปสฺสามิ วา ธมฺมกถํ วาสฺสา กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนี ครุธมฺมํ อชฺฌาปนฺนา โหติ มานตฺตารหา ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ ครุธมฺมํ อชฺฌาปนฺนา มานตฺตารหา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต มานตฺตทานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนี มูลาย ปฏิกสฺสนารหา โหติ ฯ

สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ มูลาย ปฏิกสฺสนารหา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต มูลาย ปฏิกสฺสนํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนี อพฺภานารหา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ อพฺภานารหา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต อพฺภานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา สงฺโฆ กมฺมํ กตฺตุกาโม โหติ ตชฺชนียํ วา นิยสฺสํ วา ปพฺพาชนียํ วา ปฏิสารณียํ วา อุกฺเขปนียํ วา ฯ

สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย สงฺโฆ เม กมฺมํ กตฺตุกาโม อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต กินฺติ นุ โข สงฺโฆ กมฺมํ น กเรยฺย ลหุกาย ๑ วา ปริณาเมยฺยาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ กตํ วา ปนสฺสา โหติ สงฺเฆน กมฺมํ ตชฺชนียํ วา นิยสฺสํ วา ปพฺพาชนียํ วา ปฏิสารณียํ วา อุกฺเขปนียํ วา ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย สงฺโฆ เม กมฺมํ อกาสิ อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต กินฺติ นุ โข สมฺมาวตฺเตยฺย โลมํ ปาเตยฺย เนตฺถารํ วตฺเตยฺย สงฺโฆ ตํ กมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภยฺยาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว สิกฺขมานา คิลานา โหติ ฯ

สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลานา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว สิกฺขมานาย อนภิรติ อุปฺปนฺนา โหติ ฯเปฯ กุกฺกุจฺจํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ สิกฺขา กุปิตา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย สิกฺขา เม กุปิตา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต สิกฺขาสมาทานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ

อิธ ปน ภิกฺขเว สิกฺขมานา อุปสมฺปชฺชิตุกามา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ อุปสมฺปชฺชิตุกามา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต อุปสมฺปทํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามิ วา อนุสฺสาเวสฺสามิ วา คณปูรโก วา ภวิสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว สามเณโร คิลาโน โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ

อิธ ปน ภิกฺขเว สามเณรสฺส อนภิรติ อุปฺปนฺนา โหติ ฯเปฯ กุกฺกุจฺจํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ สามเณโร วสฺสํ ปุจฺฉิตุกาโม โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ วสฺสํ ปุจฺฉิตุกาโม อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต ปุจฺฉิสฺสามิ วา อาจิกฺขิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว สามเณโร อุปสมฺปชฺชิตุกาโม โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ อุปสมฺปชฺชิตุกาโม อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ

คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต อุปสมฺปทํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามิ วา อนุสฺสาเวสฺสามิ วา คณปูรโก วา ภวิสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว สามเณรี คิลานา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลานา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว สามเณริยา อนภิรติ อุปฺปนฺนา โหติ ฯ กุกฺกุจฺจํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ สามเณรี วสฺสํ ปุจฺฉิตุกามา โหติ ฯ สิกฺขํ สมาทยิตุกามา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ สิกฺขํ สมาทยิตุกามา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต ฯ สิกฺขาสมาทานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพติ ฯ

๑ โป. อหญฺจมฺหิ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ

๑ ยุ. รา. นิสฺสยํ ฯ ๒ ม. หิสทฺโท นตฺถิ ฯ

๑ โป. ลหุตาย ฯ

ฉบับหลวง

ทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเพราะสหธรรมิก ๕

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ. เธอได้ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองอาพาธ ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย.

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสหธรรมิก ๕ แม้มิได้ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเขาส่งทูตมา สหธรรมิก ๕ คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรีดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสหธรรมิก ๕ นี้ แม้มิได้ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเขาส่งทูตมา แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยภิกษุ

๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้อาพาธ ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองอาพาธ ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัต คิลานเภสัชจักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความกระสันบังเกิดแก่ภิกษุในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความกระสันบังเกิดแก่กระผมแล้ว ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมากระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักระงับความกระสัน หรือจักวานภิกษุอื่นให้ช่วยระงับ หรือจักทำธรรมกถาแก่ภิกษุนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความรำคาญบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความรำคาญบังเกิดแก่กระผม ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักบรรเทาความรำคาญหรือจักวานภิกษุอื่นให้ช่วยบรรเทา หรือจักทำธรรมกถาแก่ภิกษุนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความเห็นผิดบังเกิดแก่ภิกษุในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความเห็นผิดบังเกิดแก่กระผม ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักเปลื้องความเห็นผิดจักวานภิกษุอื่นให้ช่วยเปลื้อง หรือจักทำธรรมกถาแก่ภิกษุนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้ต้องครุกาบัติควรอยู่ปริวาส. ถ้าเธอพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองต้องคารุกาบัติควรอยู่ปริวาส ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมาก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้ปาริวาส จักช่วยสวดหรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองเป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมาก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายชักเข้าหาอาบัติเดิม จักช่วยสวด หรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้ควรมานัต. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองเป็นผู้ควรมานัต ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้มานัต จักช่วยสวดหรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้ควรอัพภาน. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองเป็นผู้ควรอัพภาน ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้อัพภาน จักช่วยสวดหรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สงฆ์เป็นผู้ใคร่เพื่อทำกรรม คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรมปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรม แก่ภิกษุในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า สงฆ์เป็นผู้ใคร่เพื่อทำกรรมแก่กระผม ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมาก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า ด้วยวิธีอย่างไรหนอ สงฆ์จึงจะไม่ทำกรรม หรือพึงน้อมไปเพื่อกรรมสถานเบา แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

อนึ่ง ภิกษุนั้นได้ถูกสงฆ์ทำกรรม คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรมหรืออุกเขปนียกรรมแล้ว. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า สงฆ์ได้ทำกรรมแก่กระผมแล้ว ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมาพึงไปด้วยตั้งใจว่า ด้วยวิธีอย่างไรหนอ ภิกษุนั้นพึงประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้สงฆ์จะได้ระงับกรรมนั้นเสีย แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยภิกษุณี

๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุณีในศาสนานี้อาพาธ. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองอาพาธ ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัต คิลานเภสัชจักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความกระสันบังเกิดแก่ภิกษุณีในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความกระสันบังเกิดแก่ดิฉันแล้ว ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมาดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักระงับความกระสันหรือจักวานภิกษุอื่นให้ช่วยระงับ หรือจักทำธรรมกถา แก่ภิกษุณีนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความรำคาญบังเกิดแก่ภิกษุณีในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความรำคาญบังเกิดแก่ดิฉันแล้ว ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมาดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักบรรเทาความรำคาญหรือจักวานภิกษุอื่นให้ช่วยบรรเทา หรือจักทำธรรมกถาแก่ภิกษุณีนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความเห็นผิดบังเกิดแก่ภิกษุณีในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความเห็นผิดบังเกิดแก่ดิฉัน ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมาดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักเปลื้องความเห็นผิดจักวานภิกษุอื่นให้ช่วยเปลื้อง หรือจักทำธรรมกถาแก่ภิกษุนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุณีในศาสนานี้เป็นผู้ต้องครุกาบัติ ควรมานัต. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองต้องครุกาบัติ ควรมานัต ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมาก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้มานัต แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุณีในศาสนานี้เป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองเป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมาก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายชักเข้าหาอาบัติเดิม แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุณีในศาสนานี้เป็นผู้ควรอัพภาน. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองเป็นผู้ควรอัพภาน ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมาก็พึงไปด้วยสัตตาห-กรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้อัพภานแต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สงฆ์เป็นผู้ใคร่เพื่อทำกรรม คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรมปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรม แก่ภิกษุณีในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า สงฆ์เป็นผู้ใคร่เพื่อทำกรรมแก่ดิฉัน ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมาก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า ด้วยวิธีอย่างไรหนอ สงฆ์จึงจะไม่ทำกรรม หรือพึงน้อมไปเพื่อกรรมสถานเบา แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. อนึ่งภิกษุณีนั้นได้ถูกสงฆ์ทำกรรม คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรมแล้ว. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า สงฆ์ได้ทำกรรมแก่ดิฉันแล้วขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมาพึงไปด้วยตั้งใจว่า ด้วยวิธีอย่างไรหนอ ภิกษุณีนั้นพึงประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ สงฆ์จะได้ระงับกรรมนั้นเสีย แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยสิกขมานา

๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิกขมานาในศาสนานี้อาพาธ. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองอาพาธ ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัตคิลานเภสัช จักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความกระสันบังเกิดแก่สิกขมานาในศาสนานี้ ....

.... ความรำคาญบังเกิด ....

.... ความเห็นผิดบังเกิด ....

.... สิกขาของสิกขมานาในศาสนานี้กำเริบ. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่าสิกขาของดิฉันกำเริบแล้ว ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้สมาทานสิกขาแต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สิกขมานาในศาสนานี้เป็นผู้ใคร่จะอุปสมบท. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองใคร่จะอุปสมบท ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมาดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้อุปสมบท จักช่วยสวดหรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยสามเณร

๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สามเณรในศาสนานี้อาพาธ. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองอาพาธ ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัตคิลานเภสัช จักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความกระสันบังเกิดแก่สามเณรในศาสนานี้ ....

.... ความรำคาญบังเกิด ....

.... ความเห็นผิดบังเกิด ....

สามเณรเป็นผู้ใคร่จะถามปี. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองใคร่จะถามปี ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักถาม หรือจักบอก แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สามเณรในศาสนานี้เป็นผู้ใคร่จะอุปสมบท. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองใคร่จะอุปสมบท ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้อุปสมบท จักช่วยสวด หรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยสามเณรี

๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สามเณรีในศาสนานี้อาพาธ. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองอาพาธ ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัต คิลานเภสัช จักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความกระสันบังเกิดแก่สามเณรีในศาสนานี้ ....

.... ความรำคาญบังเกิด ....

.... ความเห็นผิดบังเกิด ....

.... สามเณรีเป็นผู้ใคร่จะถามปี ....

สามเณรีเป็นผู้ใคร่จะสมาทานสิกขา. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉัน

เองใคร่จะสมาทานสิกขา ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระ-คุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้สมาทานสิกขา แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

บาลี (สยามรัฐ)

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน มาตา คิลานา โหติ ฯ สา ปุตฺตสฺส สนฺติเก ทูตํ ปาเหสิ อหํ หิ คิลานา [๑] อิจฺฉามิ ปุตฺตสฺส อาคตนฺติ ฯ อถโข ตสฺส ภิกฺขุโน เอตทโหสิ ภควตา ปญฺญตฺตํ สตฺตนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต คนฺตุํ น เตฺวว อปฺปหิเต ปญฺจนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ คนฺตุํ ปเคว ปหิเต อยญฺจ เม มาตา คิลานา สา จ อนุปาสิกา กถํ นุ โข มยา ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว สตฺตนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ คนฺตุํ ปเคว ปหิเต ภิกฺขุสฺส ภิกฺขุนิยา สิกฺขมานาย สามเณรสฺส สามเณริยา มาตุยา จ ปิตุสฺส จ อนุชานามิ ภิกฺขเว อิเมสํ สตฺตนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ คนฺตุํ ปเคว ปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส มาตา คิลานา โหติ ฯ

สา เจ ปุตฺตสฺส สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลานา อาคจฺฉตุ เม ปุตฺโต อิจฺฉามิ ปุตฺตสฺส อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส ปิตา คิลาโน โหติ ฯ โส เจ ปุตฺตสฺส สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉตุ เม ปุตฺโต อิจฺฉามิ ปุตฺตสฺส อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส ภาตา คิลาโน โหติ ฯ โส เจ ภาตุโน สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉตุ เม ภาตา อิจฺฉามิ ภาตุโน อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส ภคินี คิลานา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขุสฺส ๑ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลานา อาคจฺฉตุ เม ภาตา อิจฺฉามิ ภาตุโน อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส ญาตโก คิลาโน โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขุสฺส สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉตุ ภทนฺโต อิจฺฉามิ ภทนฺตสฺส อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส ๒ ภติโก คิลาโน โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู ๓ อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ ๔ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพติ ฯ

๑ โป. ม. ยุ. อคจฺฉตุ เม ปุตฺโต ฯ

ฉบับหลวง

ก็โดยสมัยนั้นแล มารดาของภิกษุรูปหนึ่งได้ป่วยไข้. นางส่งทูตไปในสำนักภิกษุผู้เป็นบุตรว่า ดิฉันเองป่วยไข้ ดิฉันปรารถนาการมาของบุตร จึงภิกษุนั้นได้ดำริว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า เมื่อบุคคล ๗ จำพวกส่งทูตมา ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา จะไปไม่ได้ สำหรับสหธรรมิก ๕ แม้มิได้ส่งทูตมาก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเขาส่งทูตมา ก็นี่มารดาของเรากำลังป่วยไข้ และท่านก็มิใช่อุบาสิกา เราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคล ๗ จำพวก แม้มิได้ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเขาส่งทูตมา บุคคล ๗ จำพวก คือภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี มารดาและบิดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคล ๗จำพวกนี้ แม้มิได้ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเขาส่งทูตมา แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มารดาของภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้. ถ้าเขาจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุผู้เป็นบุตรว่า ดิฉันเองป่วยไข้ ขอบุตรของดิฉันจงมา ดิฉันปรารถนาการมาของบุตร. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อนางมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไย เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัต คิลานเภสัช จักถามอาการหรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง บิดาของภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้. ถ้าเขาจะพึงส่งทูตไปในสำนัก

ภิกษุผู้เป็นบุตรว่า ฉันเองป่วยไข้ ขอบุตรของฉันจงมา ฉันปรารถนาการมาของบุตร. ดูกรภิกษุ

ทั้งหลาย แม้เมื่อเขามิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไย เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัต คิลานเภสัช จักถามอาการหรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พี่ชายน้องชายของภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้. ถ้าเขาจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุผู้พี่ชายน้องชายว่า กระผมเองป่วยไข้ ขอพี่ชายน้องชายของกระผมจงมา กระผมปรารถนาการมาของพี่ชายน้องชาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขาส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา ก็ไม่พึงไป แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พี่หญิงน้องหญิงของภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้. ถ้าเขาจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุว่า ดิฉันเองป่วยไข้ ขอพี่ชายน้องชายของดิฉันจงมา ดิฉันปรารถนาการมาของพี่ชายน้องชาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขาส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา ก็ไม่พึงไป แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ญาติของภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้. ถ้าเขาจะพึงส่งทูตไปสำนักภิกษุว่า กระผมเองป่วยไข้ ขอพระคุณเจ้าจงมา กระผมปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขาส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา ก็ไม่พึงไปแต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง บุรุษผู้ภักดีต่อภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้. ถ้าเขาจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุว่า กระผมเองป่วยไข้ ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขาส่งทูตมาก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา ก็ไม่พึงไป แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

บาลี (สยามรัฐ)

เตน โข ปน สมเยน สงฺฆสฺส มหาวิหาโร ๕ อุทฺริยติ ๖ อญฺญตเรน อุปาสเกน อรญฺเญ ภณฺฑํ เฉทาปิตํ โหติ ฯ โส ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปาเหสิ สเจ ภทนฺตา ตํ ภณฺฑํ อวหาเปยฺยุํ ๗ ทชฺชาหํ ตํ ภณฺฑนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว สงฺฆกรณีเยน คนฺตุํ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพติ ฯ

๑ โป. ม. ภาตุโน ฯ ๒ ม. ยุ. ภิกฺขุคติโก ฯ ๓ ม. ภทนฺตา ฯ ๔ ม. ภทนฺตานํ ฯ

๕ ม. ยุ. วิหาโร ฯ ๖ โป. ม. อุนฺทฺริยติ ฯ ๗ โป. ม. อาวหาเปยฺยุํ ฯ ยุ.

อวหเรยฺยุํ ฯ

ฉบับหลวง

ทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเพราะกิจของสงฆ์

ก็โดยสมัยนั้นแล มหาวิหารของสงฆ์ชำรุดลง อุบาสกคนหนึ่งได้ให้ตัดเครื่องทัพพสัมภาระไว้ในป่า. เขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ถ้าพระคุณเจ้าทั้งหลาย จะพึงขนเครื่องทัพพสัมภาระนั้นไปได้ กระผมขอถวายเครื่องทัพพสัมภาระนั้น. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้ไปได้เพราะกรณียะของสงฆ์ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.

เรื่องทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะ จบ.

วัสสาวาสภาณวารที่ ๑ จบ

วสฺสาวาสภาณวารํ นิฏฺฐิตํ ปฐมํ ๑

อันตรายของภิกษุผู้จำพรรษา

ถูกสัตว์ร้ายเบียดเบียนเป็นต้น

พระวินัยปิฎก มหาวรรค วัสสูปนายิกขันธกะ อันตรายของภิกษุผู้จำพรรษา (ฉบับหลวง เล่ม ๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔)

บาลี (สยามรัฐ)

เตน โข ปน สมเยน โกสเลสุ ชนปเทสุ ๒ อญฺญตรสฺมึ อาวาเส วสฺสูปคตา ภิกฺขู วาเฬหิ อุพฺพาฬฺหา โหนฺติ ฯ คณฺหึสุปิ ปริปาตึสุปิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคตา ภิกฺขู วาเฬหิ อุพฺพาฬฺหา โหนฺติ คณฺหนฺติปิ ปริปาเตนฺติปิ ฯ เอเสว อนฺตราโยติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคตา ภิกฺขู สิรึสเปหิ อุพฺพาฬฺหา โหนฺติ ฯ ฑํสนฺติปิ ปริปาเตนฺติปิ ฯ เอเสว อนฺตราโยติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคตา ภิกฺขู โจเรหิ อุพฺพาฬฺหา โหนฺติ ฯ วิลุมฺปนฺติปิ อาโกเฏนฺติปิ ฯ เอเสว อนฺตราโยติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคตา ภิกฺขู ปิสาเจหิ อุพฺพาฬฺหา โหนฺติ ฯ อาวิสนฺติปิ หรนฺติปิ ๓ ฯ

เอเสว อนฺตราโยติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคตานํ ภิกฺขูนํ คาโม อคฺคินา ทฑฺโฒ โหติ ฯ ภิกฺขู ปิณฺฑเกน ๔ กิลมนฺติ ฯ เอเสว อนฺตราโยติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคตานํ ภิกฺขูนํ เสนาสนํ อคฺคินา ทฑฺฒํ โหติ ฯ ภิกฺขู เสนาสเนน กิลมนฺติ ฯ เอเสว อนฺตราโยติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคตานํ ภิกฺขูนํ คาโม อุทเกน วุโฬฺห โหติ ฯ ภิกฺขู ปิณฺฑเกน กิลมนฺติ ฯ เอเสว อนฺตราโยติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคตานํ ภิกฺขูนํ เสนาสนํ อุทเกน วุฬฺหํ โหติ ฯ ภิกฺขู เสนาสเนน กิลมนฺติ ฯ เอเสว อนฺตราโยติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺสาติ ฯ

๑ โป. วสฺสาวาสิกภาณวาโร นิฏฺฐิโต ฯ ม. วสฺสาวาสภาณวาโร นิฏฺฐิโต ฯ

ยุ. วสฺสาวาสภาณวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ สี. วสฺสาวาสภาณวารํ ปฐมํ ฯ ๒ ม. สพฺพตฺถ ชนปเท ฯ

๓ ม. หนนฺติปิ ฯ ๔ โป. ปิณฺเฑน ฯ

ฉบับหลวง

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายจำพรรษาในอาวาสแห่งหนึ่งในโกศลชนบท ถูกเหล่าสัตว์ร้ายเบียดเบียน มันจับเอาไปได้บ้าง หนีมันรอดมาได้บ้าง. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่าดังนี้:-

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้วถูกสัตว์ร้ายเบียดเบียน มันจับเอาไปได้บ้าง หนีมันรอดมาได้บ้าง. พวกเธอพึงหลีกไปด้วยความสำคัญว่า นั่นแลอันตรายไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ถูกงูเบียดเบียน มันขบกัดเอาบ้าง หนีมันรอดมาได้บ้าง. พวกเธอพึงหลีกไปด้วยสำคัญว่า นั่นแลอันตราย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว พวกโจรเบียดเบียน มันปล้นบ้าง รุมตีบ้าง. พวกเธอพึงหลีกไปด้วยสำคัญว่า นั่นแลอันตราย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ถูกพวกปิศาจรบกวนมันเข้าสิงบ้าง พาเอาไปบ้าง. พวกเธอพึงหลีกไปด้วยสำคัญว่า นั่นแลอันตราย ไม่ต้องอาบัติแต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง เมื่อภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว หมู่บ้านประสบอัคคีภัย. ภิกษุทั้งหลายลำบากด้วยบิณฑบาต. พวกเธอพึงหลีกไปด้วยสำคัญว่า นั่นแลอันตรายไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง เมื่อภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว เสนาสนะถูกไฟไหม้.

ภิกษุทั้งหลายเดือดร้อนด้วยเสนาสนะ. พวกเธอพึงหลีกไปด้วยสำคัญว่า นั่นแลอันตราย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง เมื่อภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว หมู่บ้านประสบอุทกภัย. ภิกษุทั้งหลายลำบากด้วยบิณฑบาต. พวกเธอพึงหลีกไปด้วยสำคัญว่า นั่นแลอันตรายไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง เมื่อภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว เสนาสนะถูกน้ำท่วม. ภิกษุทั้งหลายเดือดร้อนด้วยเสนาสนะ. พวกเธอพึงหลีกไปด้วยสำคัญว่า นั่นแลอันตรายไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

บาลี (สยามรัฐ)

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺมึ อาวาเส วสฺสูปคตานํ ภิกฺขูนํ คาโม โจเรหิ วุฏฺฐาสิ ๑ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว เยน คาโม เตน คนฺตุนฺติ ฯ คาโม เทฺวธา ภิชฺชิตฺถ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว เยน คามา พหุตรา เตน คนฺตุนฺติ ฯ พหุตรา อสฺสทฺธา โหนฺติ อปฺปสนฺนา ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว เยน สทฺธา ปสนฺนา เตน คนฺตุนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ก็โดยสมัยนั้นแล เมื่อภิกษุทั้งหลายจำพรรษาในอาวาสแห่งหนึ่ง ชาวบ้าน

อพยพไปเพราะพวกโจรภัย. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ไปตามชาวบ้าน. ชาวบ้านแยกกันเป็นสองพวก.

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้ไปตามชาวบ้านที่มากกว่า. ชาวบ้านที่มากกว่าเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส.

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระพุทธเจ้า. พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้ไปตามชาวบ้านที่มีศรัทธาเลื่อมใส.

บาลี (สยามรัฐ)

เตน โข ปน สมเยน โกสเลสุ ชนปเทสุ อญฺญตรสฺมึ อาวาเส วสฺสูปคตา ภิกฺขู น ลภึสุ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคตา ภิกฺขู น ลภนฺติ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ ฯ เอเสว อนฺตราโยติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคตา ภิกฺขู ลภนฺติ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ น ลภนฺติ สปฺปายานิ โภชนานิ ฯ เอเสว อนฺตราโยติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคตา ภิกฺขู ลภนฺติ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ ลภนฺติ สปฺปายานิ โภชนานิ น ลภนฺติ สปฺปายานิ เภสชฺชานิ ฯ เอเสว อนฺตราโยติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ

อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคตา ภิกฺขู ลภนฺติ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ ลภนฺติ สปฺปายานิ โภชนานิ ลภนฺติ สปฺปายานิ เภสชฺชานิ น ลภนฺติ ปฏิรูปํ อุปฏฺฐากํ ฯ เอเสว อนฺตราโยติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคตํ ภิกฺขุํ อิตฺถี นิมนฺเตติ เอหิ ภนฺเต หิรญฺญํ วา เต เทมิ สุวณฺณํ วา เต เทมิ เขตฺตํ วา เต เทมิ วตฺถุํ วา เต เทมิ คาวุํ วา เต เทมิ คาวึ วา เต เทมิ ทาสํ วา เต เทมิ ทาสึ วา เต เทมิ ธีตรํ วา เต เทมิ ภริยตฺถาย อหํ วา เต ภริยา โหมิ อญฺญํ วา เต ภริยํ อาเนมีติ ฯ ตตฺร เจ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ ลหุปริวตฺตํ โข จิตฺตํ วุตฺตํ ภควตา สิยาปิ เม พฺรหฺมจริยสฺส อนฺตราโยติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ

อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคตํ ภิกฺขุํ เวสี นิมนฺเตติ ฯเปฯ ถุลฺลกุมารี นิมนฺเตติ ปณฺฑโก นิมนฺเตติ ญาตกา นิมนฺเตนฺติ ราชาโน นิมนฺเตนฺติ โจรา นิมนฺเตนฺติ ธุตฺตา นิมนฺเตนฺติ เอหิ ภนฺเต หิรญฺญํ วา เต เทม สุวณฺณํ วา เต เทม เขตฺตํ วา เต เทม วตฺถุํ วา เต เทม คาวุํ วา เต เทม คาวึ วา เต เทม ทาสํ วา เต เทม ทาสึ วา เต เทม ธีตรํ วา เต เทม ภริยตฺถาย อญฺญํ วา เต ภริยํ อาเนมาติ ฯ ตตฺร เจ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ ลหุปริวตฺตํ โข จิตฺตํ วุตฺตํ ภควตา สิยาปิ เม พฺรหฺมจริยสฺส อนฺตราโยติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคโต ภิกฺขุ อสฺสามิกํ นิธึ ปสฺสติ ฯ ตตฺร เจ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ ลหุปริวตฺตํ โข จิตฺตํ วุตฺตํ ภควตา สิยาปิ เม พฺรหฺมจริยสฺส อนฺตราโยติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ

อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคโต ภิกฺขุ ปสฺสติ สมฺพหุเล ภิกฺขู สงฺฆเภทาย ปรกฺกมนฺเต ฯ ตตฺร เจ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ ครุโก โข สงฺฆเภโท วุตฺโต ภควตา มา มยิ สมฺมุขีภูเต สงฺโฆ ภิชฺชีติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคโต ภิกฺขุ สุณาติ สมฺพหุลา กิร ภิกฺขู สงฺฆเภทาย ปรกฺกมนฺตีติ ฯ ตตฺร เจ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ ครุโก โข สงฺฆเภโท วุตฺโต ภควตา มา มยิ สมฺมุขีภูเต สงฺโฆ ภิชฺชีติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคโต ภิกฺขุ สุณาติ อมุกสฺมึ กิร อาวาเส สมฺพหุลา ภิกฺขู สงฺฆเภทาย ปรกฺกมนฺตีติ ฯ

ตตฺร เจ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ เต โข เม ภิกฺขู มิตฺตา ตฺยาหํ วกฺขามิ ครุโก โข อาวุโส สงฺฆเภโท วุตฺโต ภควตา มา อายสฺมนฺตานํ สงฺฆเภโท รุจิตฺถาติ กริสฺสนฺติ เม วจนํ สุสฺสูสิสฺสนฺติ โสตํ โอทหิสฺสนฺตีติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคโต ภิกฺขุ สุณาติ อมุกสฺมึ กิร อาวาเส สมฺพหุลา ภิกฺขู สงฺฆเภทาย ปรกฺกมนฺตีติ ฯ ตตฺร เจ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ เต โข เม ภิกฺขู น มิตฺตา อปิจ เย เตสํ มิตฺตา เต เม มิตฺตา ตฺยาหํ วกฺขามิ เต วุตฺตา เต วกฺขนฺติ ครุโก โข อาวุโส สงฺฆเภโท วุตฺโต ภควตา มา อายสฺมนฺตานํ สงฺฆเภโท รุจิตฺถาติ กริสฺสนฺติ เม ๑ วจนํ สุสฺสูสิสฺสนฺติ โสตํ โอทหิสฺสนฺตีติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ

อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคโต ภิกฺขุ สุณาติ อมุกสฺมึ กิร อาวาเส สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สงฺโฆ ภินฺโนติ ฯ ตตฺร เจ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ เต โข เม ภิกฺขู มิตฺตา ตฺยาหํ วกฺขามิ ครุโก โข อาวุโส สงฺฆเภโท วุตฺโต ภควตา มา อายสฺมนฺตานํ สงฺฆเภโท รุจิตฺถาติ กริสฺสนฺติ เม วจนํ สุสฺสูสิสฺสนฺติ โสตํ โอทหิสฺสนฺตีติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคโต ภิกฺขุ สุณาติ อมุกสฺมึ กิร อาวาเส สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สงฺโฆ ภินฺโนติ ฯ

ตตฺร เจ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ เต โข เม ภิกฺขู น มิตฺตา อปิจ เย เตสํ มิตฺตา เต เม มิตฺตา ตฺยาหํ วกฺขามิ เต วุตฺตา เต วกฺขนฺติ ครุโก โข อาวุโส สงฺฆเภโท วุตฺโต ภควตา มา อายสฺมนฺตานํ สงฺฆเภโท รุจิตฺถาติ กริสฺสนฺติ เม ๒ วจนํ สุสฺสูสิสฺสนฺติ โสตํ โอทหิสฺสนฺตีติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคโต ภิกฺขุ สุณาติ อมุกสฺมึ กิร อาวาเส สมฺพหุลา ภิกฺขุนิโย สงฺฆเภทาย ปรกฺกมนฺตีติ ฯ ตตฺร เจ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ ตา โข เม ภิกฺขุนิโย มิตฺตา ตาหํ วกฺขามิ ครุโก โข ภคินิโย สงฺฆเภโท วุตฺโต ภควตา มา ภคินีนํ สงฺฆเภโท รุจิตฺถาติ กริสฺสนฺติ เม วจนํ สุสฺสูสิสฺสนฺติ โสตํ โอทหิสฺสนฺตีติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ

อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคโต ภิกฺขุ สุณาติ อมุกสฺมึ กิร อาวาเส สมฺพหุลา ภิกฺขุนิโย สงฺฆเภทาย ปรกฺกมนฺตีติ ฯ ตตฺร เจ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ ตา โข เม ภิกฺขุนิโย น มิตฺตา อปิจ ยา ตาสํ มิตฺตา ตา เม มิตฺตา ตาหํ วกฺขามิ ตา วุตฺตา ตา วกฺขนฺติ ครุโก โข ภคินิโย สงฺฆเภโท วุตฺโต ภควตา มา ภคินีนํ สงฺฆเภโท รุจิตฺถาติ กริสฺสนฺติ เม ๑ วจนํ สุสฺสูสิสฺสนฺติ โสตํ โอทหิสฺสนฺตีติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคโต ภิกฺขุ สุณาติ อมุกสฺมึ กิร อาวาเส สมฺพหุลาหิ ภิกฺขุนีหิ สงฺโฆ ภินฺโนติ ฯ

ตตฺร เจ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ ตา โข เม ภิกฺขุนิโย มิตฺตา ตาหํ วกฺขามิ ครุโก โข ภคินิโย สงฺฆเภโท วุตฺโต ภควตา มา ภคินีนํ สงฺฆเภโท รุจิตฺถาติ กริสฺสนฺติ เม วจนํ สุสฺสูสิสฺสนฺติ โสตํ โอทหิสฺสนฺตีติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว วสฺสูปคโต ภิกฺขุ สุณาติ อมุกสฺมึ กิร อาวาเส สมฺพหุลาหิ ภิกฺขุนีหิ สงฺโฆ ภินฺโนติ ฯ ตตฺร เจ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ ตา โข เม ภิกฺขุนิโย น มิตฺตา อปิจ ยา ตาสํ มิตฺตา ตา เม มิตฺตา ตาหํ วกฺขามิ ตา วุตฺตา ตา วกฺขนฺติ ครุโก โข ภคินิโย สงฺฆเภโท วุตฺโต ภควตา มา ภคินีนํ สงฺฆเภโท รุจิตฺถาติ กริสฺสนฺติ เม ๑ วจนํ สุสฺสูสิสฺสนฺติ โสตํ โอทหิสฺสนฺตีติ ปกฺกมิตพฺพํ ฯ อนาปตฺติ วสฺสจฺเฉทสฺส ๒ ฯ

๑ โป. วุฏฺฐาปิโต โหติ ฯ ๒ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ

๑-๒ ม. เตสํ ฯ

๑ ม. ตาสํ ฯ

ฉบับหลวง

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายจำพรรษาในอาวาสแห่งหนึ่งในโกศลชนบทไม่ได้โภชนาหารอันเศร้าหมองหรือประณีต บริบูรณ์ตามต้องการ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่าดังนี้:-

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ไม่ได้โภชนาหารอันเศร้าหมองหรือประณีต บริบูรณ์ตามต้องการ. พวกเธอพึงหลีกไปด้วยสำคัญว่า นั่นแลอันตรายไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้โภชนาหารอันเศร้าหมองหรือประณีต บริบูรณ์ตามต้องการ แต่ไม่ได้โภชนาหารอันเป็นที่สบาย พวกเธอพึงหลีกไปด้วยสำคัญว่า นั่นแลอันตราย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้โภชนาหารอันเศร้าหมองหรือประณีต บริบูรณ์ตามต้องการ และได้โภชนาหารอันเป็นที่สบาย แต่ไม่ได้เภสัชอันเป็นที่สบาย พวกเธอพึงหลีกไปด้วยสำคัญว่า นั่นแลอันตราย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้โภชนาหารอันเศร้าหมองหรือประณีต บริบูรณ์ตามต้องการ ได้โภชนาหารอันเป็นที่สบาย ได้เภสัชอันเป็นที่สบายแต่ไม่ได้อุปัฏฐากที่สมควร พวกเธอพึงหลีกไปด้วยสำคัญว่า นั่นแลอันตราย ไม่ต้องอาบัติแต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว สตรีนิมนต์ว่า ขอท่านจงมาเถิดเจ้าข้า ดิฉันจะถวาย เงิน ทอง นา สวน พ่อโค แม่โค ทาส ทาสี แก่ท่าน จะยกลูกสาวให้เป็นภรรยาของท่าน ดิฉันจะยอมเป็นภรรยาของท่าน หรือมิฉะนั้น จะนำสตรีอื่นมาให้เป็นภรรยาของท่าน. ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุจะคิดอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า จิตเป็นธรรมชาติกลับกลอกเร็วนัก สักหน่อยจะเป็นอันตรายแก่พรหมจรรย์ของเราก็ได้ พึงหลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว หญิงแพศยานิมนต์ .... หญิงสาวเทื้อนิมนต์ .... บัณเฑาะก์นิมนต์ .... พวกญาตินิมนต์ .... พระราชาทั้งหลายนิมนต์ .... พวกโจรนิมนต์ ....

พวกนักเลงนิมนต์ว่า ขอท่านมาเถิด ขอรับ พวกข้าพเจ้าจักถวาย เงิน ทอง นา สวน พ่อโคแม่โค ทาส ทาสี แก่ท่าน จะยกลูกสาวให้เป็นภรรยาท่าน หรือจะนำสตรีอื่นมาให้เป็นภรรยาของท่าน. ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุจะคิดอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า จิตเป็นธรรมชาติกลับกลอกเร็วนัก สักหน่อยจะเป็นอันตรายแก่พรหมจรรย์ของเราก็ได้ พึงหลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว พบทรัพย์ไม่มีเจ้าของ.

ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุจะคิดอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า จิตเป็นธรรมชาติกลับกลอกเร็วนักสักหน่อยจะเป็นอันตรายแก่พรหมจรรย์ของเราก็ได้ พึงหลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว เห็นภิกษุมากรูปด้วยกันกำลังตะเกียกตะกายเพื่อทำลายสงฆ์. ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุจะคิดอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่าการทำลายสงฆ์เป็นกรรมหนักนัก เมื่อเราอยู่พร้อมหน้า สงฆ์อย่าแตกกันเลย พึงหลีกไปเสียไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้สดับข่าวว่า ภิกษุมากรูปด้วยกัน กำลังตะเกียกตะกายเพื่อทำลายสงฆ์. ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุจะคิดอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า การทำลายสงฆ์เป็นกรรมหนักนัก เมื่อเรายังอยู่พร้อมหน้า สงฆ์อย่าแตกกันเลยพึงหลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้สดับข่าวว่า ในอาวาสชื่อโน้นภิกษุมากรูปด้วยกัน กำลังตะเกียกตะกายเพื่อทำลายสงฆ์. ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุจะคิดอย่างนี้ว่าภิกษุเหล่านั้นล้วนเป็นมิตรของเรา เราจักว่ากล่าวพวกเธอว่า อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า การทำลายสงฆ์เป็นกรรมหนักนัก พวกท่านอย่าพอใจทำลายสงฆ์เลย ดังนี้ พวกเธอจักทำตาม จักเชื่อฟังคำของเรา จักเงี่ยโสตลงสดับ พึงหลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้สดับข่าวว่า ในอาวาสชื่อโน้น ภิกษุมากรูปด้วยกัน กำลังตะเกียกตะกายเพื่อทำลายสงฆ์. ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุจะคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุเหล่านั้นไม่ใช่มิตรของเราเลย แต่ภิกษุที่เป็นมิตรของภิกษุเหล่านั้น เป็นมิตรกับเรา เราจักบอกกับภิกษุเหล่านั้น ภิกษุที่เราบอกแล้วนั้น จักว่ากล่าวพวกเธอว่า อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า การทำลายสงฆ์เป็นกรรมหนักนัก พวกท่านอย่าพอใจทำลายสงฆ์เลย ดังนี้ พวกเธอจักทำตาม จักเชื่อฟังคำของเรา จักเงี่ยโสตลงสดับ พึงหลีกไปเสียไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้สดับข่าวว่า ในอาวาสชื่อโน้นภิกษุมากรูปด้วยกัน ได้ทำลายสงฆ์แล้ว. ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุจะคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุเหล่านั้นล้วนเป็นมิตรของเรา เราจักว่ากล่าวพวกเธอว่า อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า การทำลายสงฆ์เป็นกรรมหนักนัก พวกท่านอย่าพอใจทำลายสงฆ์เลย ดังนี้ พวกเธอจักทำตามจักเชื่อฟังคำของเรา จักเงี่ยโสตลงสดับ พึงหลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้สดับข่าวว่า ในอาวาสชื่อโน้นภิกษุมากรูปด้วยกัน ได้ทำลายสงฆ์แล้ว. ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุจะคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุเหล่านั้นมิใช่มิตรของเราเลย แต่ภิกษุที่เป็นมิตรของภิกษุเหล่านั้นเป็นมิตรกับเรา เราจักบอกภิกษุเหล่านั้นภิกษุที่เราบอกแล้วนั้น จักว่ากล่าวพวกเธอว่า อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า การทำลายสงฆ์เป็นกรรมหนักนัก พวกท่านอย่าพอใจทำลายสงฆ์เลย ดังนี้ พวกเธอจักทำตาม จักเชื่อฟังคำของเรา จักเงี่ยโสตลงสดับ พึงหลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้สดับข่าวว่า ในอาวาสชื่อโน้นภิกษุณีมากรูปด้วยกัน กำลังตะเกียตะกายเพื่อทำลายสงฆ์. ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุจะคิดอย่างนี้ว่าภิกษุณีเหล่านั้นล้วนเป็นมิตรของเรา เราจักว่ากล่าวพวกเธอว่า ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า การทำลายสงฆ์เป็นกรรมหนักนัก พวกน้องหญิงอย่าพอใจทำลายสงฆ์เลย ดังนี้พวกเธอจักทำตาม จักเชื่อฟังคำของเรา จักเงี่ยโสตลงสดับ พึงหลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติแต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้สดับข่าวว่า ในอาวาสชื่อโน้นภิกษุณีมากรูปด้วยกัน กำลังตะเกียกตะกายเพื่อทำลายสงฆ์. ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุจะคิดอย่างนี้ว่าภิกษุณีเหล่านั้นมิใช่มิตรของเราเลย แต่ภิกษุณีที่เป็นมิตรของภิกษุเหล่านั้น เป็นมิตรกับเราเราจักบอกภิกษุณีเหล่านั้น ภิกษุณีที่เราบอกแล้วนั้น จักว่ากล่าวพวกเธอว่า ดูกรน้องหญิงทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า การทำลายสงฆ์เป็นกรรมหนักนัก พวกน้องหญิงอย่าพอใจทำลายสงฆ์เลยดังนี้ พวกเธอจักทำตาม จักเชื่อฟังคำของเรา จักเงี่ยโสตลงสดับ พึงหลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติแต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้สดับข่าวว่า ในอาวาสชื่อโน้นภิกษุณีมากรูปด้วยกันได้ทำลายสงฆ์แล้ว. ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุจะคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุณีเหล่านั้นล้วนเป็นมิตรของเรา เราจักว่ากล่าวพวกเธอว่า ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่าการทำลายสงฆ์เป็นกรรมหนักนัก พวกน้องอย่าพอใจทำลายสงฆ์เลย ดังนี้ พวกเธอจักทำตามจักเชื่อฟังคำของเรา จักเงี่ยโสตลงสดับ พึงหลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้จำพรรษาแล้ว ได้สดับข่าวว่า ในอาวาสชื่อโน้นภิกษุณีมากรูปด้วยกัน ได้ทำลายสงฆ์แล้ว. ในเรื่องนั้น ถ้าภิกษุจะคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุณีเหล่านั้นไม่ใช่มิตรของเราเลย แต่ภิกษุณีที่เป็นมิตรของภิกษุณีเหล่านั้น เป็นมิตรกับเรา เราจักบอกภิกษุณีเหล่านั้น ภิกษุณีที่เราบอกแล้วนั้น จักว่ากล่าวพวกเธอว่า ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า การทำลายสงฆ์เป็นกรรมหนักนัก พวกน้องหญิงอย่าพอใจทำลายสงฆ์เลย ดังนี้พวกเธอจักทำตาม จักเชื่อฟังคำของเรา จักเงี่ยโสตลงสดับ พึงหลีกไปเสีย ไม่ต้องอาบัติแต่พรรษาขาด

อันตรายของภิกษุผู้จำพรรษา จบ.

บาลี (สยามรัฐ)

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ วเช วสฺสํ อุปคนฺตุกาโม โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว วเช วสฺสํ อุปคนฺตุนฺติ ฯ วโช วุฏฺฐาสิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว เยน วโช เตน คนฺตุนฺติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ อุปกฏฺฐาย วสฺสูปนายิกาย สตฺเถน คนฺตุกาโม โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว สตฺเถ วสฺสํ อุปคนฺตุนฺติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ อุปกฏฺฐาย วสฺสูปนายิกาย นาวาย คนฺตุกาโม โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว นาวาย วสฺสํ อุปคนฺตุนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

จำพรรษาในสถานที่ต่างๆ

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งใคร่จำพรรษาในหมู่โคต่าง. ภิกษุทั้งหลาย

กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้จำพรรษาในหมู่โคต่างได้. หมู่โคต่างย้ายไป. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

พระผู้มีพระภาค รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เดินทางไปกับหมู่โคต่างได้.

สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งเมื่อจวนถึงวันเข้าพรรษา ใคร่จะเดินทางไปกับพวกเกวียน.

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้จำพรรษาในหมู่พวกเกวียนได้.

สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อจวนถึงวันเข้าพรรษา ใคร่จะเดินทางไปกับเรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้จำพรรษาในเรือได้.

บาลี (สยามรัฐ)

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ รุกฺขสุสิเร วสฺสํ อุปคจฺฉติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ เสยฺยถาปิ ปิสาจิลฺลิกาติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว รุกฺขสุสิเร วสฺสํ อุปคนฺตพฺพํ โย อุปคจฺเฉยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู รุกฺขวิฏภิยา วสฺสํ อุปคจฺฉนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ เสยฺยถาปิ มิคลุทฺทกาติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว รุกฺขวิฏภิยา วสฺสํ อุปคนฺตพฺพํ โย อุปคจฺเฉยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

๑ ม. ตาสํ ฯ ๒ ม. วสฺสจฺเฉทสฺสาติ ฯ

ฉบับหลวง

จำพรรษาในสถานที่ไม่สมควร

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจำพรรษาในโพรงไม้. คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพวกปิศาจ. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

พระผู้มีพระภาค ตรัสห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงจำพรรษาในโพรงไม้ รูปใดจำต้องอาบัติทุกกฏ.

สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายจำพรรษาบนค่าคบไม้. คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า เหมือนพรานเนื้อ. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงจำพรรษาบนค่าคบไม้ รูปใดจำ ต้องอาบัติทุกกฏ.

บาลี (สยามรัฐ)

เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู อชฺโฌกาเส วสฺสํ อุปคจฺฉนฺติ ฯ เทเว วสฺสนฺเต รุกฺขมูลํปิ นิมฺพโกสํปิ ๑ อุปธาวนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว อชฺโฌกาเส วสฺสํ อุปคนฺตพฺพํ โย อุปคจฺเฉยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู อเสนาสนิกา ๒ วสฺสํ อุปคจฺฉนฺติ สีเตนปิ [๓] อุเณฺหนปิ กิลมนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว อเสนาสนิเกน วสฺสํ อุปคนฺตพฺพํ โย อุปคจฺเฉยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู ฉวกุฏิกาย วสฺสํ อุปคจฺฉนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ เสยฺยถาปิ ฉวทาหกาติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว ฉวกุฏิกาย วสฺสํ อุปคนฺตพฺพํ โย อุปคจฺเฉยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู ฉตฺเต วสฺสํ อุปคจฺฉนฺติ ฯ

มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ เสยฺยถาปิ โคปาลกาติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว ฉตฺเต วสฺสํ อุปคนฺตพฺพํ โย อุปคจฺเฉยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู จาฏิยา วสฺสํ อุปคจฺฉนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ เสยฺยถาปิ ติตฺถิยาติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว จาฏิยา วสฺสํ อุปคนฺตพฺพํ โย อุปคจฺเฉยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

๑ ม. นิพฺพโกสํปิ ฯ ๒ ยุ. อเสนาสนกา ฯ ๓ ม. ยุ. กิลมนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายจำพรรษาในที่แจ้ง. เมื่อฝนตกก็พากันวิ่งเข้าไปสู่โพรงไม้บ้าง สู่ชายคาบ้าง. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงจำพรรษาในที่แจ้ง รูปใดจำ ต้องอาบัติทุกกฏ.

สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายหาเสนาสนะไม่ได้ จำพรรษา เดือดร้อนด้วยความหนาวบ้างด้วยความร้อนบ้าง จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ตรัสห้ามว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่มีเสนาสนะไม่พึงจำพรรษา รูปใดจำ ต้องอาบัติทุกกฏ.

สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายจำพรรษาในกระท่อมผี. คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า เหมือนพวกสัปเหร่อ. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

พระผู้มีพระภาค ตรัสห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงจำพรรษาในกระท่อมผี รูปใดจำต้องอาบัติทุกกฏ.

สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายจำพรรษาในร่ม. คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่าเหมือนพวกคนเลี้ยงวัว. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงจำพรรษาในร่ม รูปใดจำ ต้องอาบัติทุกกฏ.

สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายจำพรรษาในตุ่ม. คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่าเหมือนพวกเดียรถีย์. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงจำพรรษาในตุ่ม รูปใดจำ ต้องอาบัติทุกกฏ.

บาลี (สยามรัฐ)

เตน โข ปน สมเยน สาวตฺถิยา สงฺเฆน [๑] กติกา กตา โหติ อนฺตราวสฺสํ น ปพฺพาเชตพฺพนฺติ ฯ วิสาขาย มิคารมาตุยา นตฺตา ภิกฺขู อุปสงฺกมิตฺวา ปพฺพชฺชํ ยาจิ ฯ ภิกฺขู เอวมาหํสุ สงฺเฆน โข อาวุโส [๒] กติกา กตา อนฺตราวสฺสํ น ปพฺพาเชตพฺพนฺติ อาคเมหิ อาวุโส ยาว ภิกฺขู วสฺสํ วสนฺติ วสฺสํ วุตฺถา ปพฺพาเชสฺสนฺตีติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู วสฺสํ วุตฺถา วิสาขาย มิคารมาตุยา นตฺตารํ เอตทโวจจ เอหีทานิ อาวุโส ปพฺพชาหีติ ฯ โส เอวมาห สจาหํ ภนฺเต ปพฺพชิโต อสฺสํ อภิรเมยฺยามหํ นทานาหํ ภนฺเต ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ วิสาขา มิคารมาตา อุชฺฌายติ ขียติ วิปาเจติ กถํ หิ นาม อยฺยา เอวรูปํ กติกํ กริสฺสนฺติ อนฺตราวสฺสํ น ปพฺพาเชตพฺพนฺติ กํ กาลํ ธมฺโม น จริตพฺโพติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู วิสาขาย มิคารมาตุยา อุชฺฌายนฺติยา ขียนฺติยา วิปาเจนฺติยา ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว เอวรูปา กติกา กาตพฺพา อนฺตราวสฺสํ น ปพฺพาเชตพฺพนฺติ โย กเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

ฉบับหลวง

ตั้งกติกาไม่เป็นธรรมในระหว่างพรรษา

ก็โดยสมัยนั้นแล พระสงฆ์ในพระนครสาวัตถีได้ตั้งกติกาไว้ว่า ในระหว่างพรรษาห้ามไม่ให้บรรพชา.

หลานชายของนางวิสาขา มิคารมาตา ได้เข้าไปหาภิกษุทั้งหลายแล้วขอบรรพชา.

ภิกษุทั้งหลายบอกอย่างนี้ว่า คุณ พระสงฆ์ได้ตั้งกติกาไว้แล้วว่า ในระหว่างพรรษาห้ามไม่ให้บรรพชาคุณ จงรออยู่จนกว่าภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาเสร็จแล้ว จึงจะบวชให้. ครั้นภิกษุเหล่านั้นจำพรรษาแล้ว ได้บอกหลานชายของนางวิสาขา มิคารมาตาว่า อาวุโส บัดนี้ ท่านจงมาบวชเถิด.

เขาจึงเรียนอย่างนี้ว่า ท่านขอรับ ถ้ากระผมจักได้บวชแล้วไซร้ จะพึงยินดียิ่ง แต่เดี๋ยวนี้กระผมยังไม่บวชละ

นางวิสาขา มิคารมาตาจึงได้เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระคุณเจ้าทั้งหลายจึงได้ตั้งกติกาไว้เช่นนี้ว่า ในระหว่างพรรษาห้ามไม่ให้บรรพชา กาลเช่นไรเล่า จึงไม่ควรประพฤติธรรม.

ภิกษุทั้งหลายได้ยินนางเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงตั้งกติกาเช่นนี้ว่า ในระหว่างพรรษา ห้ามไม่ให้บรรพชา รูปใดตั้ง ต้องอาบัติทุกกฏ.

บาลี (สยามรัฐ)

เตน โข ปน สมเยน อายสฺมตา อุปนนฺเทน สกฺย- ปุตฺเตน รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส วสฺสาวาโส ปฏิสฺสุโต โหติ ปุริมิกาย ฯ โส ตํ อาวาสํ คจฺฉนฺโต อทฺทส อนฺตรามคฺเค เทฺว อาวาเส พหุจีวรเก ฯ ตสฺส เอตทโหสิ ยนฺนูนาหํ อิเมสุ ทฺวีสุ อาวาเสสุ วสฺสํ วเสยฺยํ เอวํ เม พหุํ จีวรํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ ฯ โส เตสุ ทฺวีสุ อาวาเสสุ วสฺสํ วสิ ฯ ราชา ปเสนทิ โกสโล อุชฺฌายติ ขียติ วิปาเจติ กถํ หิ นาม อยฺโย อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต อมฺหากํ วสฺสาวาสํ ปฏิสฺสุณิตฺวา วิสํวาเทสฺสติ นนุ ภควตา อเนกปริยาเยน มุสาวาโท ครหิโต มุสาวาทา เวรมณี ปสตฺถาติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส อุชฺฌายนฺตสฺส ขียนฺตสฺส วิปาเจนฺตสฺส ฯ

เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกลสสฺส วสฺสาวาสํ ปฏิสฺสุณิตฺวา วิสํวาเทสฺสติ นนุ ภควตา อเนกปริยาเยน มุสาวาโท ครหิโต มุสาวาทา เวรมณี ปสตฺถาติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺนิปาตาเปตฺวา อายสฺมนตํ อุปนนฺทํ สกฺยปุตฺตํ ปฏิปุจฺฉิ สจฺจํ กิร ตฺวํ อุปนนฺท รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส วสฺสาวาสํ ปฏิสฺสุณิตฺวา วิสํวาเทสีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ

วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม ตฺวํ โมฆปุริส รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส วสฺสาวาสํ ปฏิสฺสุณิตฺวา วิสํวาเทสฺสสิ นนุ มยา โมฆปุริส อเนกปริยาเยน มุสาวาโท ครหิโต มุสาวาทา เวรมณี ปสตฺถา เนตํ โมฆปุริส อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา วสฺสาวาโส ปฏิสฺสุโต โหติ ปุริมิกาย ฯ โส ตํ อาวาสํ คจฺฉนฺโต ปสฺสติ อนฺตรามคฺเค เทฺว อาวาเส พหุจีวรเก ฯ ตสฺส เอวํ โหติ ยนฺนูนาหํ อิเมสุ ทฺวีสุ อาวาเสสุ วสฺสํ วเสยฺยํ เอวํ เม พหุํ จีวรํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ ฯ โส เตสุ ทฺวีสุ อาวาเสสุ วสฺสํ วสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปุริมิกา จ น ปญฺญายติ ปฏิสฺสเว จ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา วสฺสาวาโส ปฏิสฺสุโต โหติ ปุริมิกาย ฯ

โส ตํ อาวาสํ คจฺฉนฺโต พหิทฺธา อุโปสถํ กโรติ ปาฏิปเท วิหารํ อุเปติ เสนาสนํ ปญฺญาเปติ ปานียํ ปริโภชนียํ อุปฏฺฐาเปติ ปริเวณํ สมฺมชฺชติ ฯ โส ตทเหว อกรณีโย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปุริมิกา จ น ปญฺญายติ ปฏิสฺสเว จ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา วสฺสาวาโส ปฏิสฺสุโต โหติ ปุริมิกาย ฯ โส ตํ อาวาสํ คจฺฉนฺโต พหิทฺธา อุโปสถํ กโรติ ปาฏิปเท วิหารํ อุเปติ เสนาสนํ ปญฺญาเปติ ปานียํ ปริโภชนียํ อุปฏฺฐาเปติ ปริเวณํ สมฺมชฺชติ ฯ โส ตทเหว สกรณีโย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปุริมิกา จ น ปญฺญายติ ปฏิสฺสเว จ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา วสฺสาวาโส ปฏิสฺสุโต โหติ ปุริมิกาย ฯ

โส ตํ อาวาสํ คจฺฉนฺโต พหิทฺธา อุโปสถํ กโรติ ปาฏิปเท วิหารํ อุเปติ เสนาสนํ ปญฺญาเปติ ปานียํ ปริโภชนียํ อุปฏฺฐาเปติ ปริเวณํ สมฺมชฺชติ ฯ โส ทฺวีหตีหํ วสิตฺวา อกรณีโย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปุริมิกา จ น ปญฺญายติ ปฏิสฺสเว จ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา วสฺสาวาโส ปฏิสฺสุโต โหติ ปุริมิกาย ฯ โส ตํ อาวาสํ คจฺฉนฺโต พหิทฺธา อุโปสถํ กโรติ ปาฏิปเท วิหารํ อุเปติ เสนาสนํ ปญฺญาเปติ ปานียํ ปริโภชนียํ อุปฏฺฐาเปติ ปริเวณํ สมฺมชฺชติ ฯ โส ทฺวีหตีหํ วสิตฺวา สกรณีโย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปุริมิกา จ น ปญฺญายติ ปฏิสฺสเว จ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา วสฺสาวาโส ปฏิสฺสุโต โหติ ปุริมิกาย ฯ

โส ตํ อาวาสํ คจฺฉนฺโต พหิทฺธา อุโปสถํ กโรติ ปาฏิปเท วิหารํ อุเปติ เสนาสนํ ปญฺญาเปติ ปานียํ ปริโภชนียํ อุปฏฺฐาเปติ ปริเวณํ สมฺมชฺชติ ฯ โส ทวีหตีหํ วสิตฺวา สตฺตาหกรณีเยน ปกฺกมติ ฯ โส ตํ สตฺตาหํ พหิทฺธา วีตินาเมติ ฯ ตสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปุริมิกา จ น ปญฺญายติ ปฏิสฺสเว จ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา วสฺสาวาโส ปฏิสฺสุโต โหติ ปุริมิกาย ฯเปฯ โส ทฺวีหตีหํ วสิตฺวา สตฺตาหกรณีเยน ปกฺกมติ ฯ โส ตํ สตฺตาหํ อนฺโต สนฺนิวฏฺฏํ กโรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปุริมิกา จ ปญฺญายติ ปฏิสฺสเว จ อนาปตฺติ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา วสฺสาวาโส ปฏิสฺสุโต โหติ ปุริมิกาย ฯ

โส ตํ อาวาสํ คจฺฉนฺโต พหิทฺธา อุโปสถํ กโรติ ปาฏิปเท วิหารํ อุเปติ เสนาสนํ ปญฺญาเปติ ปานียํ ปริโภชนียํ อุปฏฺฐาเปติ ปริเวณํ สมฺมชฺชติ ฯ โส สตฺตาหํ อนาคตาย ปวารณาย สกรณีโย ปกฺกมติ ฯ อาคจฺเฉยฺย วา โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตํ อาวาสํ น วา อาคจฺเฉยฺย ฯ ตสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปุริมิกา จ ปญฺญายติ ปฏิสฺสเว จ อนาปตฺติ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา วสฺสาวาโส ปฏิสฺสุโต ปุริมิกาย ฯ โส ตํ อาวาสํ คนฺตฺวา อุโปสถํ กโรติ ปาฏิปเท วิหารํ อุเปติ เสนาสนํ ปญฺญาเปติ ปานียํ ปริโภชนียํ อุปฏฺฐาเปติ ปริเวณํ สมฺมชฺชติ ฯ โส ตทเหว อกรณีโย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปุริมิกา จ น ปญฺญายติ ปฏิสฺสเว จ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา วสฺสาวาโส ปฏิสฺสุโต โหติ ปุริมิกาย ฯ

โส ตํ อาวาสํ คนฺตฺวา อุโปสถํ กโรติ ปาฏิปเท วิหารํ อุเปติ เสนาสนํ ปญฺญาเปติ ปานียํ ปริโภชนียํ อุปฏฺฐาเปติ ปริเวณํ สมฺมชฺชติ ฯ โส ตทเหว สกรณีโย ปกฺกมติ ฯเปฯ โส ทฺวีหตีหํ วสิตฺวา อกรณีโย ปกฺกมติ ฯเปฯ โส ทฺวีหตีหํ วสิตฺวา สกรณีโย ปกฺกมติ ฯเปฯ โส ทฺวีหตีหํ วสิตฺวา สตฺตาหกรณีเยน ปกฺกมติ ฯ โส ตํ สตฺตาหํ พหิทฺธา วีตินาเมติ ฯ ตสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปุริมิกา จ น ปญฺญายติ ปฏิสฺสเว จ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ ฯเปฯ โส ทฺวีหตีหํ วสิตฺวา สตฺตาหกรณีเยน ปกฺกมติ ฯ โส ตํ สตฺตาหํ อนฺโต สนฺนิวฏฺฏํ กโรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปุริมิกา จ ปญฺญายติ ปฏิสฺสเว จ อนาปตฺติ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา วสฺสาวาโส ปฏิสฺสุโต โหติ ปุริมิกาย ฯ โส ตํ อาวาสํ คนฺตฺวา อุโปสถํ กโรติ ปาฏิปเท วิหารํ อุเปติ เสนาสนํ ปญฺญาเปติ ปานียํ ปริโภชนียํ อุปฏฺฐาเปติ ปริเวณํ สมฺมชฺชติ ฯ โส สตฺตาหํ อนาคตาย ปวารณาย สกรณีโย ปกฺกมติ ฯ อาคจฺเฉยฺย วา โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตํ อาวาสํ น วา อาคจฺเฉยฺย ฯ ตสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปุริมิกา จ ปญฺญายติ ปฏิสฺสเว จ อนาปตฺติ ฯ

๑-๒ ม. เอวรูปา ฯ

ฉบับหลวง

จำพรรษาในอาวาส ๒ แห่ง

ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระอุปนนทศากยบุตร ถวายปฏิญาณแก่พระเจ้าปเสนทิ-โกศลว่า จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษาต้น. ท่านไปสู่อาวาสนั้น ในระหว่างทาง ได้พบอาวาส ๒ แห่ง

มีจีวรมาก จึงคิดว่า ไฉนหนอ เราจะพึงจำพรรษาในอาวาส ๒ แห่งนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ จีวร

เป็นอันมากก็จักบังเกิดแก่เรา ดังนี้ เราจึงจำพรรษาในอาวาส ๒ แห่งนั้น. พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระคุณเจ้าอุปนนทศากยบุตร ให้ปฏิญาณแก่เราว่าจะจำพรรษาไฉนจึงได้ทำให้คลาดเสียเล่า พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนการพูดเท็จ ทรงสรรเสริญกิริยาที่เว้นจากการพูดเท็จ โดยอเนกปริยายมิใช่หรือ? ภิกษุทั้งหลายได้ยินท้าวเธอทรงเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาอยู่. บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ท่านพระอุปนนท-ศากยบุตรถวายปฏิญาณแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า จะจำพรรษา ไฉนจึงได้ทำให้คลาดเสียเล่าพระผู้มีพระภาคทรงติเตียนการพูดเท็จ ทรงสรรเสริญกิริยาที่เว้นจากการพูดเท็จ โดยอเนกปริยายมิใช่หรือ? ดังนี้ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์. ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น

แล้วทรงสอบถามท่านพระอุปนนทศากยบุตรว่า ดูกรอุปนนท์ ข่าวว่าเธอถวายปฏิญาณแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า จะอยู่จำพรรษา แล้วทำให้คลาดจริงหรือ?

ท่านอุปนนทศากยบุตรทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ เธอถวายปฏิญาณแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่าจะจำพรรษา ไฉนจึงได้ทำให้คลาดเสียเล่า? เราติเตียนการพูดเท็จ สรรเสริญกิริยาที่เว้นจากการพูดเท็จ โดยอเนกปริยายแล้วมิใช่หรือ? การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่าดังนี้:-

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษาต้น.

เธอไปสู่อาวาสนั้น พบอาวาส ๒ แห่งมีจีวรมาก ในระหว่างทางจึงคิดอย่างนี้ว่า ไฉนหนอเราจะพึงจำพรรษาในอาวาส ๒ แห่งนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ จีวรเป็นอันมากก็จักบังเกิดแก่เรา ดังนี้.

เธอจึงจำพรรษาในอาวาส ๒ แห่งนั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาต้นของภิกษุนั้นไม่ปรากฏและเธอต้องอาบัติทุกกฏ. เพราะรับคำ

ปฏิญาณจำพรรษาต้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษาต้น. เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถภายนอกวิหาร ถึงวันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าวิหาร จัดเสนาสนะตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ. เธอไม่มีกิจจำเป็นหลีกไปเสียในวันนั้นทีเดียว. ดูกรภิกษุทั้งหลายวันจำพรรษาต้นของภิกษุนั้นไม่ปรากฏ และเธอต้องอาบัติทุกกฏ เพราะรับคำ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษาต้น. เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถภายนอกวิหาร ถึงวันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าวิหาร จัดหาเสนาสนะ ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ. เธอมีกิจจำเป็น หลีกไปเสียในวันนั้นทีเดียว.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาต้นของภิกษุนั้นไม่ปรากฏ และเธอต้องอาบัติทุกกฏ เพราะรับคำ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษาต้น. เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถภายนอกวิหาร ถึงวันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าวิหารจัดหาเสนาสนะ ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ. เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน ไม่มีกิจจำเป็น หลีกไปเสีย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาต้นของภิกษุนั้นไม่ปรากฏ และเธอต้องอาบัติทุกกฏเพราะรับคำ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษาต้น. เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถภายนอกวิหาร ถึงวันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าวิหาร จัดเสนาสนะตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ. เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน มีกิจจำเป็น หลีกไปเสีย. ดูกรภิกษุทั้งหลายวันจำพรรษาต้นของภิกษุนั้นไม่ปรากฏ และเธอต้องอาบัติทุกกฏ เพราะรับคำ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษาต้น. เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถภายนอกวิหาร ถึงวันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าวิหาร จัดเสนาสนะตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ. เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน แล้วหลีกไปด้วยสัตตาหกรณียะ.

เธออยู่ภายนอกพ้น ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาต้นของภิกษุนั้นไม่ปรากฏ และเธอต้องอาบัติทุกกฏ เพราะรับคำ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษาต้น. เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน แล้วหลีกไปด้วยสัตตาหกรณียะ. เธอกลับมาภายใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาต้น ของภิกษุนั้นปรากฏ และเธอไม่ต้องอาบัติ เพราะรับคำ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษาต้น. เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถภายนอกวิหาร ถึงวันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าวิหารจัดเสนาสนะตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ. ยังอีก ๗ วัน จะถึงวันปวารณา เธอมีกิจจำเป็น หลีกไปเสีย.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นจะมาสู่อาวาสนั้นก็ตาม ไม่มาก็ตาม. วันจำพรรษาต้นของภิกษุนั้นปรากฏและเธอไม่ต้องอาบัติ เพราะรับคำ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษาต้น.

เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถ ถึงวันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าวิหาร จัดเสนาสนะ ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้กวาดบริเวณ. เธอไม่มีกิจจำเป็น หลีกไปเสียในวันนั้นทีเดียว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาต้นของภิกษุนั้นไม่ปรากฏ และเธอต้องอาบัติทุกกฏ เพราะรับคำ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษาต้น เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถถึงวันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าวิหารจัดหาเสนาสนะ ตั้งน้ำฉันน้ำใช้ กวาดบริเวณ. เธอมีกิจจำเป็น หลีกไปเสียในวันนั้นทีเดียว ....

.... เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน ไม่มีกิจจำเป็นหลีกไปเสีย ....

.... เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน มีกิจจำเป็นหลีกไปเสีย ....

.... เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน แล้วหลีกไปด้วยสัตตาหกรณียะ. เธออยู่ภายนอกพ้น ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาต้นของภิกษุนั้นไม่ปรากฏ และเธอต้องอาบัติทุกกฏ เพราะรับคำ.

เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน แล้วหลีกไปด้วยสัตตาหกรณียะ. เธอกลับมาภายใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาต้นของภิกษุนั้นปรากฏ และเธอไม่ต้องอาบัติ เพราะรับคำ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษาต้น. เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถถึงวันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าสู่วิหารจัดเสนาสนะ ตั้งน้ำฉันน้ำใช้ กวาดบริเวณ. ยังอีก ๗ วัน จะถึงวันปวารณา เธอมีกิจจำเป็นหลีกไป. ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุนั้นจะมาสู่อาวาสนั้นก็ตาม ไม่มาก็ตาม. วันจำพรรษาต้นของภิกษุนั้นปรากฏ และเธอไม่ต้องอาบัติ เพราะรับคำ.

บาลี (สยามรัฐ)

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา วสฺสาวาโส ปฏิสฺสุโต โหติ ปจฺฉิมิกาย ฯ โส ตํ อาวาสํ คจฺฉนฺโต พหิทฺธา อุโปสถํ กโรติ ปาฏิปเท วิหารํ อุเปติ เสนาสนํ ปญฺญาเปติ ปานียํ ปริโภชนียํ คุปฏฺฐาเปติ ปริเวณํ สมฺมชฺชติ ฯ โส ตทเหว อกรณีโย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปจฺฉิมิกา จ น ปญฺญายติ ปฏิสฺสเว จ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา วสฺสาวาโส ปฏิสฺสุโต โหติ ปจฺฉิมิกาย ฯ โส ตํ อาวาสํ คจฺฉนฺโต พหิทฺธา อุโปสถํ กโรติ ปาฏิปเท วิหารํ อุเปติ เสนาสนํ ปญฺญาเปติ ปานียํ ปริโภชนียํ อุปฏฺฐาเปติ ปริเวณํ สมฺมชฺชติ ฯ โส ตทเหว สกรณีโย ปกฺกมติ ฯเปฯ โส ทฺวีหตีหํ วสิตฺวา อกรณีโย ปกฺกมติ ฯเปฯ โส ทฺวีหตีหํ วสิตฺวา สกรณีโย ปกฺกมติ ฯเปฯ โส ทฺวีหตีหํ วสิตฺวา สตฺตาหกรณีเยน ปกฺกมติ ฯ

โส ตํ สตฺตาหํ พหิทฺธา วีตินาเมติ ฯ ตสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปจฺฉิมิกา จ น ปญฺญายติ ปฏิสฺสเว จ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา วสฺสาวาโส ปฏิสฺสุโต โหติ ปจฺฉิมิกาย ฯ โส ตํ อาวาสํ คจฺฉนฺโต พหิทฺธา อุโปสถํ กโรติ ปาฏิปเท วิหารํ อุเปติ เสนาสนํ ปญฺญาเปติ ปานียํ ปริโภชนียํ อุปฏฺฐาเปติ ปริเวณํ สมฺมชฺชติ ฯ โส ทฺวีหตีหํ วสิตฺวา สตฺตาหกรณีเยน ปกฺกมติ ฯ โส ตํ สตฺตาหํ อนฺโต สนฺนิวฏฺฏํ กโรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปจฺฉิมิกา จ ปญฺญายติ ปฏิสฺสเว จ อนาปตฺติ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา วสฺสาวาโส ปฏิสฺสุโต โหติ ปจฺฉิมิกาย ฯเปฯ โส สตฺตาหํ อนาคตาย โกมุทิยา จาตุมาสินิยา สกรณีโย ปกฺกมติ ฯ อาคจฺเฉยฺย วา โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตํ อาวาสํ น วา อาคจฺเฉยฺย ฯ

ตสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปจฺฉิมิกา จ ปญฺญายติ ปฏิสฺสเว จ อนาปตฺติ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา วสฺสาวาโส ปฏิสฺสุโต โหติ ปจฺฉิมิกาย ฯ โส ตํ อาวาสํ คนฺตฺวา อุโปสถํ กโรติ ปาฏิปเท วิหารํ อุเปติ เสนาสนํ ปญฺญาเปติ ปานียํ ปริโภชนียํ อุปฏฺฐาเปติ ปริเวณํ สมฺมชฺชติ ฯ โส ตทเหว อกรณีโย ปกฺกมติ ฯเปฯ โส ตทเหว สกรณีโย ปกฺกมติ ฯเปฯ โส ทฺวีหตีหํ วสิตฺวา อกรณีโย ปกฺกมติ ฯเปฯ โส ทฺวีหตีหํ วสิตฺวา สกรณีโย ปกฺกมติ ฯเปฯ โส ทฺวีหตีหํ วสิตฺวา สตฺตาหกรณีเยน ปกฺกมติ ฯ โส ตํ สตฺตาหํ พหิทฺธา วีตินาเมติ ฯ ตสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปจฺฉิมิกา จ น ปญฺญายติ ปฏิสฺสเว จ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯเปฯ โส ทฺวีหตีหํ วสิตฺวา สตฺตาหกรณีเยน ปกฺกมติ ฯ โส ตํ สตฺตาหํ อนฺโต สนฺนิวฏฺฏํ กโรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปจฺฉิมิกา จ ปญฺญายติ ปฏิสฺสเว จ อนาปตฺติ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา วสฺสาวาโส ปฏิสฺสุโต โหติ ปจฺฉิมิกาย ฯเปฯ โส สตฺตาหํ อนาคตาย โกมุทิยา จาตุมาสินิยา สกรณีโย ปกฺกมติ ฯ อาคจฺเฉยฺย วา โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตํ อาวาสํ น วา อาคจฺเฉยฺย ฯ ตสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปจฺฉิมิกา จ ปญฺญายติ ปฏิสฺสเว จ อนาปตฺตีติ ฯ

วสฺสูปนายิกกฺขนฺธกํ ตติยํ ฯ

__________

ตสฺสุทฺทานํ ฯ

ฉบับหลวง

ปฏิญาณจำพรรษาหลัง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษาหลัง. เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถภายนอกวิหาร ถึงวันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าวิหาร จัด

เสนาสนะ ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ. เธอไม่มีกิจจำเป็น หลีกไปเสียในวันนั้นทีเดียว.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาหลังของภิกษุนั้นไม่ปรากฏ และเธอต้องอาบัติทุกกฏ เพราะรับคำ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ได้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษาหลัง. เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถภายนอกวิหาร ถึงวันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าวิหาร จัดเสนาสนะตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ. เธอมีกิจจำเป็น หลีกไปเสียในวันนั้นทีเดียว ....

.... เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน ไม่มีกิจจำเป็นหลีกไปเสีย ....

.... เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน มีกิจจำเป็นหลีกไปเสีย ....

.... เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน แล้วหลีกไปด้วยสัตตาหกรณียะ. เธออยู่ภายนอกพ้น ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาหลังของภิกษุนั้นไม่ปรากฏ และเธอต้องอาบัติทุกกฏ เพราะรับคำ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษาหลัง. เธอไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถภายนอกวิหาร ถึงวันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าวิหาร จัดเสนาสนะ ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดบริเวณ. เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน แล้วหลีกไปด้วยสัตตาหะ-กรณียะ. เธอกลับมาภายใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาหลังของภิกษุนั้นปรากฏและเธอไม่ต้องอาบัติ เพราะรับคำ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษาหลัง ....

.... ยังอีก ๗ วัน จะครบ ๔ เดือน อันเป็นที่บานแห่งดอกโกมุท เธอมีกิจจำเป็นหลีกไปเสีย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นจะมาสู่อาวาสนั้นก็ตาม ไม่มาก็ตาม. วันจำพรรษาหลังของภิกษุนั้นปรากฏ และเธอไม่ต้องอาบัติ เพราะรับคำ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษาหลัง. เธอเข้าไปสู่อาวาสนั้น ทำอุโบสถ ถึงวันแรม ๑ ค่ำ จึงเข้าวิหาร จัดเสนาสนะ ตั้งน้ำฉันน้ำใช้ กวาดบริเวณ. เธอไม่มีกิจจำเป็น หลีกไปเสียในวันนั้นทีเดียว ....

.... เธอมีกิจจำเป็น หลีกไปเสียในวันนั้นทีเดียว ....

.... เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน ไม่มีกิจจำเป็นหลีกไปเสีย ....

.... เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน มีกิจจำเป็นหลีกไปเสีย ....

.... เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน แล้วหลีกไปด้วยสัตตาหกรณียะ. เธออยู่ภายนอกพ้น ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาหลังของเธอไม่ปรากฏ และเธอต้องอาบัติทุกกฏ เพราะรับคำ.

.... เธอพักอยู่ ๒-๓ วัน แล้วหลีกไปด้วยสัตตาหกรณียะ. เธอกลับมาภายใน ๗ วัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันจำพรรษาหลังของภิกษุนั้นปรากฏ และเธอไม่ต้องอาบัติ เพราะรับคำ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ให้ปฏิญาณไว้ว่า จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษาหลัง ....

.... ยังอีก ๗ วันจะครบ ๔ เดือน อันเป็นที่บานแห่งดอกโกมุท เธอมีกิจจำเป็นหลีก

ไปเสีย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นจักมาสู่อาวาสนั้นก็ตาม ไม่มาก็ตาม. วันจำพรรษาหลังของ

ภิกษุนั้นปรากฏ และเธอไม่ต้องอาบัติ เพราะรับคำ.

วัสสูปนายิกขันธกะ ที่ ๓ จบ.

__________________

บาลี (สยามรัฐ)

อุปคนฺตุํ กทา เจว กติ อนฺตรวสฺส ๑ จ

น อิจฺฉนฺติ จ สญฺจิจฺจ อุกฺกฑฺฒิตุํ อุปาสโก

คิลาโน มาตา จ ปิตา ภาตา จ อถ ญาตโก

ภิกฺขุภติโก ๒ วิหาโร วาฬา จาปิ สิรึสปา ๓

โจรา ๔ เจว ปิสาจาปิ ทฑฺฒา ๕ ตทุภเยน จ

วุโฬฺหทเกน วุฏฺฐาสิ พหุตรา จ ทายกา

ลูขปฺปณีตสปฺปาย- เภสชฺชุปฏฺฐเกน จ

อิตฺถี เวสี กุมารี จ ปณฺฑโก ญาตเกน จ

ราชา โจรา ธุตฺตา นิธิ เภทา ๑ อฏฺฐวิเธน จ

วชา ๒ สตฺถา จ นาวา จ สุสิเร วิฏภาย จ

อชฺโฌกาเส วสฺสาวาโส อเสนาสนเกน จ

ฉวกุฏิกา ฉตฺเต จ จาฏิยา จ อุเปนฺติ เต

กติกา ปฏิสฺสุณิตฺวา พหิทฺธา จ อุโปสถา

ปุริมิกา ปจฺฉิมิกา ยถาญาเยน โยชเย

อกรณีโย ๓ ปกฺกมติ สกรณีโย ๔ ตเถว จ

ทฺวีหตีหา จ ปุน [๕] สตฺตาหกรณีเยน จ

สตฺตาหนาคตา เจว อาคจฺเฉยฺย เอยฺย ๖ วา

วตฺถุทฺทาเน อนฺตริกา ตนฺติมคฺคํ นิสามเยติ ฯ

อิมมฺหิ ขนฺธเก วตฺถุ ๗ เทฺวปณฺณาส ฯ

___________________

๑ ม. ยุ. อนฺตรา วสฺส จ ฯ ๒ ม. ภิกฺขุคติโก ฯ ๓ ม. สรีสปา ฯ ๔ ม. โจโร

เจว ปิสาจา จ ฯ ยุ. โจรา เจว ปิสาจา จ ฯ ๕ ยุ. ทฑฺโฒ ฯ

๑ ม. เภทอฏฺฐวิเธน จ ฯ ๒ ม. วชสตฺถา ฯ ๓ ม. อกรณึ ฯ ๔ ม. สกรณึ ฯ

๕ ม. จ. ฯ ๖ ม. ยุ. น เอยฺย วา ฯ ๗ ม. วตฺถูนิ ... ฯ

ฉบับหลวง

หัวข้อประจำขันธกะ

๑. เรื่องจำพรรษา ๒. เรื่องจำพรรษาในเวลาไหน ๓. เรื่องวันเข้าพรรษามีเท่าไร ๔. เรื่องเที่ยวจาริกในระหว่างพรรษา ๕. เรื่องไม่ประสงค์จำพรรษา ๖. เรื่องแกล้งไม่

จำพรรษา ๗. เรื่องทรงเลื่อนกาลฝน ๘. เรื่องอุบาสกสร้างวิหาร ๙. เรื่องภิกษุอาพาธ ๑๐. เรื่อง

มารดา บิดา พี่ชายน้องชาย พี่หญิงน้องหญิง ญาติและบุรุษผู้ภักดีต่อภิกษุป่วยไข้ ๑๑. เรื่องวิหารชำรุด ๑๒. เรื่องสัตว์ร้ายเบียดเบียน ๑๓. เรื่องงูเบียดเบียน ๑๔. เรื่องพวกโจรเบียดเบียน๑๕. เรื่องปิศาจรบกวน ๑๖. เรื่องหมู่บ้านประสบอัคคีภัย ๑๗. เรื่องเสนาสนะถูกไฟไหม้๑๘. เรื่องหมู่บ้านประสบอุทกภัย ๑๙. เรื่องเสนาสนะถูกน้ำท่วม ๒๐. เรื่องชาวบ้านพากันอพยพ๒๑. เรื่องผู้ที่เป็นทายกมีจำนวนมากกว่า ๒๒. เรื่องไม่ได้โภชนะอันเศร้าหมองหรือประณีต ไม่ได้โภชนะและเภสัชอันสบาย ไม่ได้อุปัฏฐากที่สมควร ๒๓. เรื่องถูกสตรีนิมนต์ ๒๔. เรื่องถูกหญิงแพศยานิมนต์ ๒๕. เรื่องถูกหญิงสาวเทื้อนิมนต์

๒๖. เรื่องถูกบัณเฑาะก์นิมนต์ ๒๗. เรื่องถูกพวกญาตินิมนต์ ๒๘. เรื่องถูกพระราชานิมนต์ ๒๙. เรื่องถูกพวกโจรนิมนต์ ๓๐. เรื่องถูกพวกนักเลงนิมนต์ ๓๑. เรื่องพบขุมทรัพย์ ๓๒. เรื่องทำลายสงฆ์ ๘ วิธี ๓๓. เรื่องจำพรรษาในหมู่โคต่าง ๓๔. เรื่องจำพรรษาในหมู่เกวียน ๓๕. เรื่องจำพรรษาในเรือ ๓๖. เรื่องจำพรรษาในโพรงไม้ ๓๗. เรื่องจำพรรษาบนค่าคบไม้ ๓๘. เรื่องจำพรรษาในที่แจ้ง ๓๙. เรื่องภิกษุไม่มีเสนาสนะจำพรรษา ๔๐. เรื่องจำพรรษาในกระท่อมผี ๔๑. เรื่องจำพรรษาในร่ม ๔๒. เรื่องจำพรรษาในตุ่ม ๔๓. เรื่องตั้งกติกา ๔๔. เรื่องให้ปฏิญาณ ๔๕. เรื่องทำอุโบสถนอกวิหาร๔๖. เรื่องวันจำพรรษาต้น ๔๗. เรื่องวันจำพรรษาหลัง ๔๘. เรื่องไม่มีกิจจำเป็นหลีกไป ๔๙. เรื่องมีกิจจำเป็นหลีกไป ๕๐. เรื่องพักอยู่ ๒-๓ วัน ๕๑. เรื่องหลีกไปด้วยสัตตาหกรณียะ ๕๒. เรื่องยังอีก ๗ วันจะถึงวันปวารณา จะมาก็ตาม ไม่มาก็ตาม.

พึงพิจารณาแนวฉบับ ตามลำดับหัวข้อเรื่อง.

ในขันธกะนี้มี ๕๒ เรื่อง

จบ วัสสูปนายิกขันธกะ