arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · จีวรขันธกะ

เรื่องพระอาพาธโรคท้องร่วง เล่ม ๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๖–๑๖๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๔/๑๘ ในจีวรขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค จีวรขันธกะ เรื่องพระอาพาธโรคท้องร่วง (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๕ หน้า ๒๖๑–๒๖๙

หน้า ๒๖๑

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุจำพรรษาในวัดหนึ่งแล้ว ไม่พึงยินดีส่วนจีวรในวัดอื่น รูปใดยินดี ต้องอาบัติทุกกฏ”

สมัยต่อมา ท่านพระอุปนันทศากยบุตรรูปเดียวจำพรรษาอยู่สองวัด ด้วยคิดว่า “โดยวิธีอย่างนี้จีวรจักเกิดขึ้นแก่เรามาก” ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายได้มีความสงสัยว่า “พวกเราจักให้ส่วนจีวรแก่ท่านอุปนันทศากยบุตรอย่างไรหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแนะนำว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงให้ส่วนจีวรแก่โมฆบุรุษส่วนเดียว ภิกษุทั้งหลาย ก็ในข้อนี้ ภิกษุรูปเดียวจำพรรษาอยู่ ๒ วัด ด้วยคิดว่า ‘โดยวิธีอย่างนี้จีวรจักเกิดขึ้นแก่เรามาก’ ถ้าภิกษุจำพรรษาในวัดโน้นกึ่งหนึ่ง วัดโน้นกึ่งหนึ่ง พึงให้ส่วนจีวรในวัดโน้นกึ่งหนึ่ง วัดโน้นกึ่งหนึ่ง หรือจำพรรษาในวัดใดมากกว่า พึงให้ส่วนจีวรในวัดนั้น”

๒๓. ว่าด้วยเรื่องภิกษุอาพาธ

ทรงพยาบาลภิกษุอาพาธเป็นโรคท้องร่วง

{๑๖๖} [๓๖๕] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นโรคท้องร่วง นอนจมกองมูตรกองคูถของตนอยู่ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีท่านพระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะเสด็จจาริกไปตามเสนาสนะ ได้เสด็จเข้าไปทางที่อยู่ของภิกษุรูปนั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุรูปนั้นนอนจมกองมูตรกองคูถของตนอยู่ ครั้นแล้วเสด็จเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น แล้วตรัสถามว่า “เธออาพาธเป็นโรคอะไร ภิกษุ”“ข้าพระองค์อาพาธเป็นโรคท้องร่วง พระพุทธเจ้าข้า”

“เธอมีผู้พยาบาลไหมเล่า ภิกษุ”

หน้า ๒๖๒

“ไม่มี พระพุทธเจ้าข้า”

“เพราะเหตุไร ภิกษุทั้งหลายจึงไม่พยาบาลเธอ”

“เพราะข้าพระองค์มิได้ทำอุปการะแก่ภิกษุทั้งหลายไว้ ฉะนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงไม่พยาบาลข้าพระองค์ พระพุทธเจ้าข้า’”

จึงพระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า “อานนท์ เธอไปตักนํ้ามา เราจักสรงน้ำภิกษุรูปนี้”

ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า “อย่างนั้นก็ได้ พระพุทธเจ้าข้า” ดังนี้แล้วตักน้ำมาถวาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงราดนํ้า ท่านพระอานนท์ขัดสี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประคองศีรษะ ท่านพระอานนท์ยกเท้า ช่วยกันให้นอนบนเตียง

พระพุทธบัญญัติให้ภิกษุพยาบาลกันเอง

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “มีภิกษุอาพาธอยู่ที่วิหารหลังโน้นหรือ ภิกษุทั้งหลาย”ภิกษุทั้งหลายทูลว่า “มี พระพุทธเจ้าข้า”

“ภิกษุรูปนั้นอาพาธเป็นโรคอะไร ภิกษุทั้งหลาย”

“ท่านรูปนั้นอาพาธเป็นโรคท้องร่วง พระพุทธเจ้าข้า”

“ภิกษุรูปนั้นมีผู้พยาบาลไหมเล่า ภิกษุทั้งหลาย”

“ไม่มี พระพุทธเจ้าข้า”

“เพราะเหตุไร ภิกษุทั้งหลายจึงไม่พยาบาลเธอ”

“เพราะท่านรูปนั้นมิได้ทำอุปการะแก่ภิกษุทั้งหลายไว้ ฉะนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงไม่พยาบาลท่านรูปนั้น พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนว่า

หน้า ๒๖๓

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่มีมารดาไม่มีบิดาที่จะพึงพยาบาลพวกเธอ ถ้าพวกเธอไม่พยาบาลกันเองแล้ว ใครจักมาพยาบาลเล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดจะอุปัฏฐากเรา ผู้นั้นพึงพยาบาลภิกษุอาพาธ ภิกษุอาพาธนั้นถ้ามีอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์พึงพยาบาลจนตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีอาจารย์ อาจารย์พึงพยาบาลจนตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีสัทธิวิหาริก สัทธิวิหาริกพึงพยาบาลจนตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีอันเตวาสิก อันเตวาสิกพึงพยาบาลจนตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌาย์ ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌาย์พึงพยาบาลจนตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีภิกษุผู้ร่วมอาจารย์ ภิกษุผู้ร่วมอาจารย์พึงพยาบาลจนตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะหาย ภิกษุอาพาธนั้นถ้าไม่มีอุปัชฌาย์ อาจารย์ สัทธิวิหาริก อันเตวาสิก ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌาย์ หรือภิกษุผู้ร่วมอาจารย์ สงฆ์ต้องพยาบาล ถ้าไม่พยาบาล ต้องอาบัติทุกกฏ”

องค์ของภิกษุไข้ที่พยาบาลยาก ๕ ประการ

[๓๖๖] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไข้ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการเป็นผู้พยาบาลยาก คือ

๑. ไม่ทำความสบาย

๒. ไม่รู้ประมาณในสิ่งที่สบาย

๓. ไม่ยอมฉันยา

๔. ไม่บอกอาการไข้ตามจริงแก่ผู้พยาบาลที่มุ่งประโยชน์ คือ ไม่บอกอาการไข้ที่หนักขึ้นว่าหนักขึ้น อาการไข้ที่ทุเลาว่าทุเลา อาการไข้ที่ทรงอยู่ว่าทรงอยู่

๕. มีนิสัยเป็นคนไม่อดทนต่อทุกขเวทนาทางกายที่เกิดขึ้นแล้ว อันกล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่เป็นที่ยินดี ไม่เป็นที่พอใจ อันอาจผลาญชีวิตได้

หน้า ๒๖๔

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไข้ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการนี้แลเป็นผู้พยาบาลยาก”

องค์ของภิกษุไข้ที่พยาบาลง่าย ๕ ประการ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไข้ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการเป็นผู้พยาบาลง่าย คือ

๑. ทำความสบาย

๒. รู้ประมาณในสิ่งที่สบาย

๓. ยอมฉันยา

๔. บอกอาการไข้ตามจริงแก่ผู้พยาบาลที่มุ่งประโยชน์ คือ บอกอาการไข้ที่หนักขึ้นว่าหนักขึ้น อาการไข้ที่ทุเลาว่าทุเลา อาการไข้ที่ทรงอยู่ว่าทรงอยู่๕. มีนิสัยเป็นคนอดทนต่อทุกขเวทนาทางกายที่เกิดขึ้นแล้ว อันกล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่เป็นที่ยินดี ไม่เป็นที่พอใจ อันอาจผลาญชีวิตได้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไข้ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการนี้แลเป็นผู้พยาบาลง่าย”

องค์ของภิกษุผู้พยาบาลไข้ที่ไม่เข้าใจพยาบาล ๕ ประการ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพยาบาลไข้ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการไม่ควรจะพยาบาลภิกษุไข้ คือ

๑. เป็นผู้ไม่สามารถที่จะจัดยาได้

๒. ไม่รู้จักของแสลงและไม่แสลง คือ นำของแสลงเข้าไปให้ กันของไม่แสลงออกเสีย

หน้า ๒๖๕

๓. เห็นแก่อามิสสินจ้างพยาบาลไข้ ไม่มีจิตเมตตา

๔. เป็นผู้รังเกียจที่จะนำอุจจาระ ปัสสาวะ เขฬะ หรืออาเจียนออกไป

๕. เป็นผู้ไม่สามารถที่จะชี้แจงภิกษุไข้ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาได้ในกาลทุกเมื่อดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพยาบาลไข้ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการนี้แลไม่ควรจะพยาบาลภิกษุไข้”

องค์ของภิกษุพยาบาลไข้ที่เข้าใจพยาบาล ๕ ประการ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพยาบาลไข้ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการควรพยาบาลภิกษุไข้ คือ

๑. เป็นผู้สามารถที่จะจัดยา

๒. รู้จักของแสลงและไม่แสลง คือ กันของแสลงออก นำของไม่แสลงเข้าไปให้

๓. มิจิตเมตตาพยาบาลไข้ ไม่เห็นแก่อามิสสินจ้าง

๔. เป็นผู้ไม่รังเกียจที่จะนำอุจจาระ ปัสสาวะ เขฬะ หรืออาเจียนออกไป

๕. เป็นผู้สามารถที่จะชี้แจงคนไข้ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาได้ในกาลทุกเมื่อดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพยาบาลไข้ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการนี้แลควรพยาบาลภิกษุไข้”

หน้า ๒๖๖

๒๔. ว่าด้วยบริขารของภิกษุผู้ถึงมรณภาพ

พระพุทธานุญาตให้สงฆ์ให้บริขารแก่ภิกษุผู้พยาบาลไข้

{๑๖๗} [๓๖๗] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุ ๒ รูปเดินทางไกลไปแถวชนบทแคว้นโกศล ได้เข้าไปวัดแห่งหนึ่ง มีภิกษุรูปหนึ่งในวัดนั้นอาพาธ จึงภิกษุเหล่านั้นได้ปรึกษาตกลงกันดังนี้ว่า “อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสรรเสริญการพยาบาลภิกษุอาพาธ พวกเรามาพยาบาลภิกษุรูปนี้กันเถิด” แล้วพากันพยาบาลภิกษุอาพาธนั้น เธออันภิกษุเหล่านั้นพยาบาลอยู่ได้ถึงมรณภาพแล้ว จึงภิกษุเหล่านั้นนำบาตรจีวรของเธอไปพระนครสาวัตถีด้วย แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุถึงมรณภาพ สงฆ์เป็นเจ้าของบาตรจีวร แต่ภิกษุผู้พยาบาลไข้มีอุปการะมาก เราอนุญาตให้สงฆ์ให้ไตรจีวรและบาตรแก่ภิกษุผู้พยาบาลไข้

วิธีให้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงให้ไตรจีวรและบาตรอย่างนี้ คือ ภิกษุผู้พยาบาลไข้นั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านเจ้าข้า ภิกษุชื่อนี้ถึงมรณภาพแล้ว นี้ไตรจีวรและบาตรของเธอ’

ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ดังนี้

กรรมวาจาให้จีวรและบาตร

‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุชื่อนี้ถึงมรณภาพแล้ว นี้ไตรจีวรและบาตรของเธอ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้ไตรจีวรและบาตรนี้แก่ภิกษุผู้พยาบาลไข้ นี่เป็นญัตติ

หน้า ๒๖๗

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุชื่อนี้ถึงมรณภาพแล้ว นี้ไตรจีวรและบาตรของเธอ สงฆ์ให้ไตรจีวรและบาตรนี้แก่ภิกษุผู้พยาบาลไข้ การให้ไตรจีวรและบาตรนี้แก่ภิกษุผู้พยาบาลไข้ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงไตรจีวรและบาตรนี้อันสงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุผู้พยาบาลไข้ชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้”

เรื่องสามเณรถึงมรณภาพ

[๓๖๘] สมัยต่อมา สามเณรรูปหนึ่งถึงมรณภาพ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อสามเณรถึงมรณภาพ สงฆ์เป็นเจ้าของบาตรจีวร แต่ภิกษุผู้พยาบาลไข้มีอุปการะมาก เราอนุญาตให้สงฆ์มอบจีวรและบาตรแก่ภิกษุผู้พยาบาลไข้

วิธีให้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงให้จีวรและบาตรอย่างนี้ คือ ภิกษุผู้พยาบาลไข้นั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านเจ้าข้า สามเณรชื่อนี้ถึงมรณภาพแล้ว นี้จีวรและบาตรของเธอ’ภิกษุผู้ฉลาดผู้สามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ดังนี้

กรรมวาจาให้จีวรและบาตร

‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สามเณรชื่อนี้ถึงมรณภาพแล้ว นี้จีวรและบาตรของเธอ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้จีวรและบาตรนี้แก่ภิกษุผู้พยาบาลไข้ นี่เป็นญัตติท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สามเณรชื่อนี้ถึงมรณภาพแล้ว นี้จีวรและบาตรของเธอ สงฆ์ให้จีวรและบาตรนี้แก่ภิกษุผู้พยาบาลไข้ การให้

หน้า ๒๖๘

จีวรและบาตรนี้แก่ภิกษุผู้พยาบาลไข้ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วง

จีวรและบาตรนี้อันสงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุผู้พยาบาลไข้ชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้”

เรื่องภิกษุและสามเณรช่วยกันพยาบาลไข้

[๓๖๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง สามเณรรูปหนึ่งช่วยกันพยาบาลภิกษุอาพาธ เธออันภิกษุและสามเณรนั้นพยาบาลอยู่ ได้ถึงมรณภาพ จึงภิกษุผู้พยาบาลไข้นั้นได้มีความสงสัยว่า “เราพึงให้ส่วนจีวรแก่สามเณรผู้พยาบาลไข้อย่างไรหนอ” ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ให้ส่วนจีวรแก่สามเณรผู้พยาบาลไข้เท่า ๆ กัน”

ทรงวางวิธีปฏิบัติสำหรับภิกษุผู้มีบริขารมากที่ถึงมรณภาพ

สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งมีของใช้มาก มีบริขารมาก ได้ถึงมรณภาพลง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุถึงมรณภาพ สงฆ์เป็นเจ้าของบาตรและจีวร แต่ภิกษุผู้พยาบาลไข้มีอุปการะมาก เราอนุญาตให้สงฆ์มอบไตรจีวรและบาตรให้แก่ภิกษุผู้พยาบาลไข้ บรรดาสิ่งของเหล่านั้น สิ่งของใดเป็นลหุภัณฑ์ เป็นลหุบริขาร สิ่งของนั้นเราอนุญาตให้สงฆ์ผู้อยู่พร้อมหน้ากันแบ่งบรรดาสิ่งของเหล่านั้น สิ่งของใดเป็นครุภัณฑ์ เป็นครุบริขาร สิ่งของนั้นเป็นของสงฆ์ผู้อยู่ในจตุรทิศทั้งที่มาแล้วและยังไม่มา ไม่ควรแบ่ง ไม่ควรแจก”

หน้า ๒๖๙

๒๕. ว่าด้วยพระพุทธบัญญัติห้ามเปลือยกาย

{๑๖๘} [๓๗๐] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเปลือยกายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพรรณนาคุณแห่งความเป็นผู้มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยอเนกปริยาย การเปลือยกายนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยอเนกปริยาย ข้าพระองค์ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงพระกรุณาโปรดอนุญาตการเปลือยกายแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ดูก่อนโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้ถือการเปลือยกายที่พวกเดียรถีย์ถือกันเล่า การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงถือการเปลือยกายที่พวกเดียรถีย์ถือกัน รูปใดถือ ต้องอาบัติถุลลัจจัย”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เดียรถีย์ หมายถึงนักบวชต่าง ๆ ภายนอกพระพุทธศาสนา มีชื่อเรียกในสมัยนั้นหลายชื่อ เช่น นิครนถ์ อาชีวก อเจลก ดาบส(ชฎิล) ปริพาชก ปัณฑรงค์ (นัย วิ.อ. ๑/๒๗๑)
  2. ๒ถุลลัจจัย ความล่วงละเมิดที่ชั่วหยาบ เป็นชื่ออาบัติชั่วหยาบอย่างหนึ่งซึ่งเป็นความผิดขั้นถัดจากอาบัติสังฆาทิเสส จัดเป็นอาบัติกองที่ ๓ ในบรรดาอาบัติ ๗ กอง

จบ เรื่องพระอาพาธโรคท้องร่วง