arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · จัมเปยยขันธกะ

อุกเขปนียกรรมที่ไม่เป็นธรรม เล่ม ๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๙๖–๑๙๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๘ ในจัมเปยยขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๒๔๐. อธมฺมกมฺมาทิกถา

๒๔๐. อธัมมกัมมาทิกถา

ว่าด้วยกรรมที่ไม่ชอบธรรมเป็นต้น

เรื่องการลงอุกเขปนียกรรมที่ไม่ชอบธรรม ๗ กรณี

พระวินัยปิฎก มหาวรรค จัมเปยยขันธกะ อุกเขปนียกรรมที่ไม่เป็นธรรม (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๕ หน้า ๑๙๕–๑๙๘ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๕ หน้า ๒๘๕–๒๘๘

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน, ปสฺสเสตํ อาปตฺตินฺ”ติ, โส เอวํ วเทติ “นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ, ยมหํ ปสฺเสยฺยนฺ”ติ, ตํ สํโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺขิปติ, อธมฺมกมฺมํ.

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน, ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตินฺ”ติ, โส เอวํ วเทติ “นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ, ยมยํ ปฏิกเรยฺยนฺ”ติ, ตํ สํโฆ อาปตฺติยา อปฺปฏิกมฺเม อุกฺขิปติ, อธมฺมกมฺมํ.

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “ปาปิกา เต อาวุโส ทิฏฺฐิ, ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺ”ติ, โส เอวํ วเทติ “นตฺถิ เม อาวุโส ปาปิกา ทิฏฺฐิ, ยมหํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยนฺ”ติ, ตํ สํโฆ ปาปิกาย ทิฏฺฐิยา อปฺปฏินิสฺสคฺเค อุกฺขิปติ, อธมฺมกมฺมํ.

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา, น โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน, ปสฺสเสตํ อาปตฺตึ, ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตินฺ”ติ, โส เอวํ วเทติ “นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ, ยมหํ ปสฺเสยฺยํ, นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ, ยมหํ ปฏิกเรยฺยนฺ”ติ, ตํ สํโฆ อทสฺสเน วา อปฺปฏิกมฺเม วา อุกฺขิปติ, อธมฺมกมฺมํ.

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา, น โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน, ปสฺสเสตํ อาปตฺตึ, ปาปิกา เต ทิฏฺฐิ, ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺ”ติ, โส เอวํ วเทติ “นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ, ยมหํ ปสฺเสยฺยํ, นตฺถิ เม ปาปิกา ทิฏฺฐิ, ยมหํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยนฺ”ติ, ตํ สํโฆ อทสฺสเน วา อปฺปฏินิสฺสคฺเค วา อุกฺขิปติ, อธมฺมกมฺมํ.

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา, น โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน, ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตึ, ปาปิกา เต ทิฏฺฐิ, ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺ”ติ, โส เอวํ วเทติ “นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ, ยมหํ ปฏิกเรยฺยํ, นตฺถิ เม อาวุโส ปาปิกา ทิฏฺฐิ, ยมหํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยนฺ”ติ, ตํ สํโฆ อปฺปฏิกมฺเม วา อปฺปฏินิสฺสคฺเค วา อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ.

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา, น โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา, น โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน, ปสฺสเสตํ อาปตฺตึ, ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตึ, ปาปิกา เต ทิฏฺฐิ, ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺ”ติ, โส เอวํ วเทติ “นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ, ยมหํ ปสฺเสยฺยํ, นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ, ยมหํ ปฏิกเรยฺยํ, นตฺถิ เม อาวุโส ปาปิกา ทิฏฺฐิ, ยมหํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยนฺ”ติ, ตํ สํโฆ อทสฺสเน วา อปฺปฏิกมฺเม วา อปฺปฏินิสฺสคฺเค วา อุกฺขิปติ, อธมฺมกมฺมํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ภิกษุไม่มีอาบัติที่พึงเห็น สงฆ์ ภิกษุ หลายรูป หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านต้องอาบัติแล้ว เห็นอาบัตินั้นไหม” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่พึงเห็น” สงฆ์จึงลงอุกเขปนีย กรรมภิกษุนั้นเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุไม่มีอาบัติที่พึงทำคืน สงฆ์ ภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านต้องอาบัติแล้ว จงทำคืนอาบัตินั้น” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่พึงทำคืน” สงฆ์จึงลง อุกเขปนียกรรมภิกษุนั้นเพราะไม่ทำคืนอาบัติ ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุไม่มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ สงฆ์ ภิกษุ หลายรูป หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านมีทิฏฐิบาป จงสละทิฏฐิบาปนั้น” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ผมไม่มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ” สงฆ์จึงลง อุกเขปนียกรรมภิกษุนั้นเพราะไม่สละทิฏฐิบาป ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุไม่มีอาบัติที่พึงเห็น ไม่มีอาบัติที่พึง ทำคืน สงฆ์ ภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านต้องอาบัติแล้ว เห็นอาบัตินั้นไหม จงทำคืนอาบัตินั้น” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่พึงเห็น ผมไม่มีอาบัติที่พึงทำคืน” สงฆ์จึงลงอุกเขปนียกรรมภิกษุนั้น เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ หรือเพราะไม่ทำคืนอาบัติ ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรมภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุไม่มีอาบัติที่พึงเห็น ไม่มีทิฏฐิบาปที่ พึงสละ สงฆ์ ภิกษุหลายรูปหรือ รูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านต้องอาบัติแล้วเห็นอาบัตินั้นไหม ท่านมีทิฏฐิบาป จงสละทิฏฐิบาปนั้น” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่พึงเห็น ผมไม่มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ” สงฆ์จึงลงอุกเขปนีย กรรมภิกษุนั้นเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ หรือเพราะไม่สละทิฏฐิบาป ชื่อว่ากรรมไม่ ชอบธรรม

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุไม่มีอาบัติที่พึงทำคืน ไม่มีทิฏฐิบาป ที่พึงสละ สงฆ์ ภิกษุหลายรูปหรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านต้องอาบัติแล้ว จงทำคืนอาบัตินั้น ท่านมีทิฏฐิบาป จงสละทิฏฐิบาปนั้น” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่พึงทำคืน ผมไม่มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ” สงฆ์ลงอุกเขปนีย กรรมภิกษุนั้นเพราะไม่ทำคืนอาบัติ หรือเพราะไม่สละทิฏฐิบาป ชื่อว่ากรรมไม่ชอบ ธรรมภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุไม่มีอาบัติที่พึงเห็น ไม่มีอาบัติที่พึงทำคืน ไม่มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ สงฆ์ ภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านต้องอาบัติแล้ว เห็นอาบัตินั้นไหม จงทำคืนอาบัตินั้น ท่านมีทิฏฐิบาป จงสละ ทิฏฐิบาปนั้น” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่พึงเห็น ผมไม่มีอาบัติที่พึงทำคืน ผมไม่มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ” สงฆ์จึงลงอุกเขปนียกรรมภิกษุ นั้นเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ เพราะไม่ทำคืนอาบัติ หรือเพราะไม่สละทิฏฐิบาป ชื่อว่า กรรมไม่ชอบธรรม

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน, ปสฺสเสตํ อาปตฺตินฺ”ติ, โส เอวํ วเทติ “อามาวุโส ปสฺสามี”ติ, ตํ สํโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺขิปติ, อธมฺมกมฺมํ. อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน, ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตินฺ”ติ, โส เอวํ วเทติ “อามาวุโส ปฏิกริสฺสามี”ติ, ตํ สํโฆ อาปตฺติยา อปฺปฏิกมฺเม อุกฺขิปติ, อธมฺมกมฺมํ.

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “ปาปิกา เต อาวุโส ทิฏฺฐิ, ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺ”ติ, โส เอวํ วเทติ “อามาวุโส ปฏินิสฺสชฺชิสฺสามี”ติ, ตํ สํโฆ ปาปิกาย ทิฏฺฐิยา อปฺปฏินิสฺสคฺเค อุกฺขิปติ, อธมฺมกมฺมํ.

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา, โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา ฯเปฯ โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา, โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯเปฯ โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา, โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯเปฯ โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา, โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา, โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน, ปสฺสเสตํ อาปตฺตึ, ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตึ, ปาปิกา เต ทิฏฺฐิ, ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺ”ติ, โส เอวํ วเทติ “อามาวุโส ปสฺสามิ, อาม ปฏิกริสฺสามิ, อาม ปฏินิสฺสชฺชิสฺสามี”ติ, ตํ สํโฆ อทสฺสเน วา อปฺปฏิกมฺเม วา อปฺปฏินิสฺสคฺเค วา อุกฺขิปติ, อธมฺมกมฺมํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เรื่องการลงอุกเขปนียกรรมที่ไม่ชอบธรรมอีก ๗ กรณี

ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ภิกษุมีอาบัติที่พึงเห็น สงฆ์ ภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านต้องอาบัติแล้ว เห็นอาบัตินั้นไหม” ภิกษุนั้น กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ขอรับ ผมเห็น” สงฆ์ยังขืนลงอุกเขปนียกรรม ภิกษุนั้นเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุมีอาบัติที่พึงทำคืน สงฆ์ ภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านต้องอาบัติแล้ว จงทำคืนอาบัตินั้น” ภิกษุนั้น กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ขอรับ ผมจะทำคืน” สงฆ์ยังขืนลงอุกเขปนียกรรม ภิกษุนั้นเพราะไม่ทำคืนอาบัติ ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุมีทิฏฐิบาปที่พึงสละ สงฆ์ ภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านมีทิฏฐิบาป จงสละทิฏฐิบาปนั้น” ภิกษุนั้น กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ขอรับ ผมจะสละ” สงฆ์ยังขืนลงอุกเขปนียกรรม ภิกษุนั้นเพราะไม่สละทิฏฐิบาป ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุมีอาบัติที่พึงเห็น มีอาบัติที่พึงทำคืน ... ... มีอาบัติที่พึงเห็น มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ ... ... มีอาบัติที่พึงทำคืน มีทิฏฐิบาป ที่พึงสละ ... ... มีอาบัติที่พึงเห็น มีอาบัติที่พึงทำคืน มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ สงฆ์ ภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านต้องอาบัติแล้ว เห็นอาบัติ นั้นไหม จงทำคืนอาบัตินั้น ท่านมีทิฏฐิบาป จงสละทิฏฐิบาปนั้น” ภิกษุนั้นกล่าว อย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ขอรับ ผมเห็น ผมจะทำคืน ผมจะสละทิฏฐิบาป” สงฆ์ยังขืนลงอุกเขปนียกรรมภิกษุนั้นเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ เพราะไม่ทำคืนอาบัติ หรือ เพราะไม่สละทิฏฐิบาป ชื่อว่ากรรมไม่ชอบธรรม

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน, ปสฺสเสตํ อาปตฺตินฺ”ติ, โส เอวํ วเทติ “นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ, ยมหํ ปสฺเสยฺยนฺ”ติ, ตํ สํโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺขิปติ, ธมฺมกมฺมํ.

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน, ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตินฺ”ติ, โส เอวํ วเทติ “นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ, ยมหํ ปฏิกเรยฺยนฺ”ติ, ตํ สํโฆ อาปตฺติยา อปฺปฏิกมฺเม อุกฺขิปติ, ธมฺมกมฺมํ.

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “ปาปิกา เต อาวุโส ทิฏฺฐิ, ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺ”ติ, โส เอวํ วเทติ “นตฺถิ เม อาวุโส ปาปิกา ทิฏฺฐิ, ยมหํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยนฺ”ติ, ตํ สํโฆ ปาปิกาย ทิฏฺฐิยา อปฺปฏินิสฺสคฺเค อุกฺขิปติ, ธมฺมกมฺมํ.

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา, โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา ฯเปฯ โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา, โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯเปฯ โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา, โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯเปฯ โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา, โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา, โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน, ปสฺสเสตํ อาปตฺตึ, ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตึ, ปาปิกา เต ทิฏฺฐิ, ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺ”ติ, โส เอวํ วเทติ “นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ, ยมหํ ปสฺเสยฺยํ, นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ, ยมหํ ปฏิกเรยฺยํ, นตฺถิ เม อาวุโส ปาปิกา ทิฏฺฐิ, ยมหํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยนฺ”ติ, ตํ สํโฆ อทสฺสเน วา อปฺปฏิกมฺเม วา อปฺปฏินิสฺสคฺเค วา อุกฺขิปติ, ธมฺมกมฺมนฺติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เรื่องการลงอุกเขปนียกรรมที่ชอบธรรม ๗ กรณี

ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ภิกษุมีอาบัติที่พึงเห็น สงฆ์ ภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านต้องอาบัติแล้ว เห็นอาบัตินั้นไหม” ภิกษุนั้น กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่พึงเห็น” สงฆ์จึงลงอุกเขปนียกรรม ภิกษุนั้นเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ชื่อว่ากรรมชอบธรรม

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุมีอาบัติที่พึงทำคืน สงฆ์ ภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านต้องอาบัติแล้ว จงทำคืนอาบัตินั้น” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่พึงทำคืน” สงฆ์จึงลงอุกเขปนียกรรม ภิกษุนั้นเพราะไม่ทำคืนอาบัติ ชื่อว่ากรรมชอบธรรม

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุมีทิฏฐิบาปที่พึงสละ สงฆ์ ภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านมีทิฏฐิบาป จงสละทิฏฐิบาปนั้น” ภิกษุนั้น กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ผมไม่มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ” สงฆ์จึงลงอุกเขปนียกรรม ภิกษุนั้นเพราะไม่สละทิฏฐิบาป ชื่อว่ากรรมชอบธรรม

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุมีอาบัติที่พึงเห็น มีอาบัติที่พึงทำคืน ... ... มีอาบัติที่พึงเห็น มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ ... ... มีอาบัติที่พึงทำคืน มีทิฏฐิบาป ที่พึงสละ ... ... มีอาบัติที่พึงเห็น มีอาบัติที่พึงทำคืน มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ สงฆ์ ภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านต้องอาบัติแล้ว เห็นอาบัติ นั้นไหม จงทำคืนอาบัตินั้น ท่านมีทิฏฐิบาป จงสละทิฏฐิบาปนั้น” ภิกษุนั้นกล่าว อย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่พึงเห็น ผมไม่มีอาบัติที่พึงทำคืน ผม ไม่มีทิฏฐิบาปที่พึงสละ” สงฆ์จึงลงอุกเขปนียกรรมภิกษุนั้นเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ เพราะไม่ทำคืนอาบัติ หรือเพราะไม่สละทิฏฐิบาป ชื่อว่ากรรมชอบธรรม

จบ อุกเขปนียกรรมที่ไม่เป็นธรรม