พระวินัยปิฎก มหาวรรค · จัมเปยยขันธกะ
พระอุบาลีทูลถามปัพพาชนียกรรมเป็นต้น เล่ม ๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๙๙–๒๐๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๘ ในจัมเปยยขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอุบาลีทูลถามปัพพาชนียกรรมเป็นต้น
พระวินัยปิฎก มหาวรรค จัมเปยยขันธกะ พระอุบาลีทูลถามปัพพาชนียกรรมเป็นต้น (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)
อถโข อายสฺมา อุปาลิ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อุปาลิ ภควนฺตํ เอตทโวจ โย นุ โข ภนฺเต สมคฺโค สงฺโฆ สมฺมุขากรณียํ กมฺมํ อสมฺมุขา กโรติ ธมฺมกมฺมํ นุ โข ตํ ภนฺเต วินยกมฺมนฺติ ฯ อธมฺมกมฺมํ ตํ อุปาลิ อวินยกมฺมนฺติ ฯ โย นุ โข ภนฺเต สมคฺโค สงฺโฆ ปฏิปุจฺฉากรณียํ กมฺมํ อปฺปฏิปุจฺฉา กโรติ ปฏิญฺญาย กรณียํ กมฺมํ อปฺปฏิญฺญาย กโรติ สติวินยารหสฺส อมูฬฺหวินยํ เทติ อมูฬฺห- วินยารหสฺส ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กโรติ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมา- รหสฺส ตชฺชนียกมฺมํ กโรติ ตชฺชนียกมฺมารหสฺส นิยสฺสกมฺมํ ๔ กโรติ นิยสฺสกมฺมารหสฺส
ปพฺพาชนียกมฺมํ กโรติ ปพฺพาชนีย- กมฺมารหสฺส ปฏิสารณียกมฺมํ กโรติ ปฏิสารณียกมฺมารหสฺส อุกฺเขปนียกมฺมํ กโรติ อุกฺเขปนียกมฺมารหสฺส ปริวาสํ เทติ ปริวาสารหํ มูลาย ปฏิกสฺสติ มูลาย ปฏิกสฺสนารหสฺส มานตฺตํ เทติ มานตฺตารหํ อพฺเภติ อพฺภานารหํ อุปสมฺปาเทติ ธมฺม- กมฺมํ นุ โข ตํ ภนฺเต วินยกมฺมนฺติ ฯ อธมฺมกมฺมํ ตํ อุปาลิ อวินยกมฺมํ โย โข อุปาลิ สมคฺโค สงฺโฆ สมฺมุขากรณียํ กมฺมํ อสมฺมุขา กโรติ เอวํ โข อุปาลิ อธมฺมกมฺมํ โหติ อวินยกมฺมํ เอวญฺจ ปน สงฺโฆ สาติสาโร โหติ โย โข อุปาลิ สมคฺโค สงฺโฆ ปฏิปุจฺฉากรณียํ กมฺมํ อปฺปฏิปุจฺฉา กโรติ ปฏิญฺญาย กรณียํ กมฺมํ อปฺปฏิญฺญาย กโรติ สติวินยา-
รหสฺส อมูฬฺหวินยํ เทติ อมูฬฺหวินยารหสฺส ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กโรติ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมารหสฺส ตชฺชนียกมฺมํ กโรติ ตชฺชนียกมฺมารหสฺส นิยสฺสกมฺมํ กโรติ นิยสฺสกมฺมารหสฺส ปพฺพาชนียกมฺมํ กโรติ ปพฺพาชนียกมฺมารหสฺส ปฏิสารณียกมฺมํ กโรติ ปฏิสาร- ณียกมฺมารหสฺส อุกฺเขปนียกมฺมํ กโรติ อุกฺเขปนียกมฺมารหสฺส ปริวาสํ เทติ ปริวาสารหํ มูลาย ปฏิกสฺสติ มูลาย ปฏิกสฺสนา- รหสฺส มานตฺตํ เทติ มานตฺตารหํ อพฺเภติ อพฺภานารหํ อุปสมฺปา- เทติ เอวํ โข อุปาลิ อธมฺมกมฺมํ โหติ อวินยกมฺมํ เอวญฺจ ปน สงฺโฆ สาติสาโร โหตีติ ฯ
๑ ม. ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๒ โป. ม. ยุ. อาวุโส ฯ ๓ ม. อาวุโส ฯ ๔ ยุ.
นิสฺสยกมฺมํ ฯ
ครั้งนั้น ท่านพระอุบาลีเข้าไปในพุทธสำนัก ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว
นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า กรรมที่ควรทำในที่พร้อมหน้า แต่สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน กลับทำในที่ลับหลัง การกระทำนั้นชื่อว่ากรรมเป็นธรรมเป็นวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมไม่เป็นธรรมไม่เป็นวินัยอุ. สงฆ์พร้อมเพรียงกัน ทำกรรมที่ควรสอบถาม แต่ทำโดยไม่สอบถาม .... ทำกรรมที่ควรทำตามปฏิญาณ โดยมิได้ปฏิญาณ .... ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม .... ทำปฏิสารนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม .... ทำอุเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารนียกรรม .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม .... ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต .... ให้ภิกษุผู้ควรอัพภาณให้อุปสมบทกุลบุตร การกระทำนั้นชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?
ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย กรรมที่ควรทำในที่พร้อมหน้า แต่สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันกลับทำเสียในที่ลับหลัง อย่างนี้แลอุบาลี ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ
อุบาลี สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันทำกรรมที่ควรสอบถาม แต่ทำโดยไม่สอบถาม .... ทำกรรมที่ควรทำตามปฏิญาณ โดยมิได้ปฏิญาณ .... ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัยทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม .... ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม .... ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... อัพภาณภิกษุผู้ควรมานัต .... ให้ภิกษุผู้ควรอัพภานให้อุปสมบทกุลบุตร อย่างนี้แลอุบาลี ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ
โย นุ โข ภนฺเต สมคฺโค สงฺโฆ สมฺมุขากรณียํ กมฺมํ สมฺมุขา กโรติ ธมฺมกมฺมํ นุ โข ตํ ภนฺเต วินยกมฺมนฺติ ฯ ธมฺมกมฺมํ ตํ อุปาลิ วินยกมฺมนฺติ ฯ โย นุ โข ภนฺเต สมคฺโค สงฺโฆ ปฏิปุจฺฉากรณียํ กมฺมํ ปฏิปุจฺฉา กโรติ ปฏิญฺญาย กรณียํ กมฺมํ ปฏิญฺญาย กโรติ สติวินยารหสฺส สติวินยํ เทติ อมูฬฺหวินยารหสฺส อมูฬฺหวินยํ เทติ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมารหสฺส ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กโรติ ตชฺชนียกมฺมารหสฺส ตชฺชนียกมฺมํ กโรติ นิยสฺสกมฺมารหสฺส นิยสฺสกมฺมํ กโรติ ปพฺพาชนียกมฺมารหสฺส ปพฺพาชนียกมฺมํ กโรติ ปฏิสารณียกมฺมารหสฺส ปฏิสารณียกมฺมํ กโรติ อุกฺเขปนียกมฺมารหสฺส อุกฺเขปนียกมฺมํ กโรติ ปริวาสารหสฺส
ปริวาสํ เทติ มูลาย ปฏิกสฺสนารหํ มูลาย ปฏิกสฺสติ มานตฺตารหสฺส มานตฺตํ เทติ อพฺภานารหํ อพฺเภติ อุปสมฺปทารหํ อุปสมฺปาเทติ ธมฺมกมฺมํ นุ โข ตํ ภนฺเต วินยกมฺมนฺติ ฯ ธมฺมกมฺมํ ตํ อุปาลิ วินยกมฺมํ โย โข อุปาลิ สมคฺโค สงฺโฆ สมฺมุขากรณียํ กมฺมํ สมฺมุขา กโรติ เอวํ โข อุปาลิ ธมฺมกมฺมํ โหติ วินยกมฺมํ เอวญฺจ ปน สงฺโฆ อนติสาโร โหติ โย โข อุปาลิ สมคฺโค สงฺโฆ ปฏิปุจฺฉากรณียํ กมฺมํ ปฏิปุจฺฉา กโรติ ปฏิญฺญาย กรณียํ กมฺมํ ปฏิญฺญาย กโรติ สติวินยา- รหสฺส สติวินยํ เทติ อมูฬฺหวินยารหสฺส อมูฬฺหวินยํ เทติ ตสฺส- ปาปิยสิกากมฺมารหสฺส ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กโรติ ตชฺชนียกมฺมา- รหสฺส ตชฺชนียกมฺมํ กโรติ นิยสฺสกมฺมารหสฺส นิยสฺสกมฺมํ กโรติ ปพฺพาชนียกมฺมารหสฺส ปพฺพาชนียกมฺมํ กโรติ ปฏิสารณียกมฺมา- รหสฺส ปฏิสารณียกมฺมํ กโรติ อุกฺเขปนียกมฺมารหสฺส อุกฺเขปนีย- กมฺมํ กโรติ ปริวาสารหสฺส ปริวาสํ เทติ มูลาย ปฏิกสฺสนารหํ มูลาย ปฏิกสฺสติ มานตฺตารหสฺส มานตฺตํ เทติ อพฺภานารหํ อพฺเภติ อุปสมฺปทารหํ อุปสมฺปาเทติ เอวํ โข อุปาลิ ธมฺมกมฺมํ โหติ วินยกมฺมํ ฯ เอวญฺจ ปน สงฺโฆ อนติสาโร โหตีติ ฯ
อุ. กรรมที่ควรทำในที่พร้อมหน้า สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันทำในที่พร้อมหน้า
การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมเป็นธรรมวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?
ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมเป็นธรรม เป็นวินัย
อุ. สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำกรรมที่ควรสอบถามแล้วทำโดยการสอบถาม .... ทำกรรมที่ควรทำตามปฏิญาณ โดยการปฏิญาณ .... ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ให้อมูฬหวินัย ....
แก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำตัชชนีย-กรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม .... ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม .... ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม .... ทำอุกเขปนีย-กรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส .... ชักเข้าหาอาบัติเดิมซึ่งภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรมานัต .... อัพภานภิกษุผู้ควรอัพภาน .... อุปสมบทกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมเป็นธรรม เป็นวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?
ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมเป็นธรรม เป็นวินัย กรรมที่ควรทำในที่พร้อมหน้าสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันทำในที่พร้อมหน้า อย่างนี้แล อุบาลี ชื่อว่า กรรมเป็นธรรม เป็นวินัยและการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมไม่มีโทษ.
อุบาลี สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันทำกรรมที่ควรสอบถามแล้วทำโดยสอบถาม .... ทำกรรมที่ควรทำตามปฏิญาณ โดยการปฏิญาณ .... ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ให้อมูฬวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม .... ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม .... ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม .... ทำอุกเขปนีย-กรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส .... ชักเข้าหาอาบัติเดิมซึ่งภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรมานัต .... อัพภานภิกษุผู้ควรอัพภาน ....
อุปสมบทกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท อย่างนี้แล อุบาลี ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมไม่มีโทษ.
โย นุ โข ภนฺเต สมคฺโค สงฺโฆ สติวินยารหสฺส อมูฬฺหวินยํ เทติ อมูฬฺหวินยารหสฺส สติวินยํ เทติ ธมฺมกมฺมํ นุ โข ตํ ภนฺเต วินยกมฺมนฺติ ฯ อธมฺมกมฺมํ ตํ อุปาลิ อวินย- กมฺมนฺติ ฯ โย นุ โข ภนฺเต สมคฺโค สงฺโฆ อมูฬฺหวินยารหสฺส ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กโรติ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมารหสฺส อมูฬฺหวินยํ เทติ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมารหสฺส ตชฺชนียกมฺมํ กโรติ ตชฺชนีย- กมฺมารหสฺส ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กโรติ ตชฺชนียกมฺมารหสฺส นิยสฺสกมฺมํ กโรติ นิยสฺสกมฺมารหสฺส ตชฺชนียกมฺมํ กโรติ นิยสฺสกมฺมารหสฺส ปพฺพาชนียกมฺมํ กโรติ ปพฺพาชนียกมฺมารหสฺส นิยสฺสกมฺมํ กโรติ ปพฺพาชนียกมฺมารหสฺส ปฏิสารณียกมฺมํ กโรติ ปฏิสารณียกมฺมารหสฺส
ปพฺพาชนียกมฺมํ กโรติ ปฏิสารณียกมฺมา- รหสฺส อุกฺเขปนียกมฺมํ กโรติ อุกฺเขปนียกมฺมารหสฺส ปฏิสารณีย- กมฺมํ กโรติ อุกฺเขปนียกมฺมารหสฺส ปริวาสํ เทติ ปริวาสา- รหสฺส อุกฺเขปนียกมฺมํ กโรติ ปริวาสารหํ มูลาย ปฏิกสฺสติ มูลาย ปฏิกสฺสนารหสฺส ปริวาสํ เทติ มูลาย ปฏิกสฺสนารหสฺส มานตฺตํ เทติ มานตฺตารหํ มูลาย ปฏิกสฺสติ มานตฺตารหํ อพฺเภติ อพฺภานารหสฺส มานตฺตํ เทติ อพฺภานารหํ อุปสมฺปาเทติ อุปสมฺปทารหํ อพฺเภติ ธมฺมกมฺมํ นุ โข ตํ ภนฺเต วินยกมฺมนฺติ ฯ อธมฺมกมฺมํ ตํ อุปาลิ อวินยกมฺมํ ฯ โย โข อุปาลิ สมคฺโค สงฺโฆ สติวินยารหสฺส อมูฬฺหวินยํ เทติ อมูฬฺหวินยารหสฺส สติวินยํ เทติ เอวํ โข อุปาลิ อธมฺมกมฺมํ โหติ อวินยกมฺมํ เอวญฺจ ปน สงฺโฆ สาติสาโร โหติ ฯ
โย โข อุปาลิ สมคฺโค สงฺโฆ อมูฬฺหวินยารหสฺส ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กโรติ ตสฺสปาปิย- สิกากมฺมารหสฺส อมูฬฺหวินยํ เทติ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมารหสฺส ตชฺชนียกมฺมํ กโรติ ตชฺชนียกมฺมารหสฺส ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กโรติ ตชฺชนียกมฺมารหสฺส นิยสฺสกมฺมํ กโรติ นิยสฺสกมฺมา- รหสฺส ตชฺชนียกมฺมํ กโรติ นิยสฺสกมฺมารหสฺส ปพฺพาชนียกมฺมํ กโรติ ปพฺพาชนียกมฺมารหสฺส นิยสฺสกมฺมํ กโรติ ปพฺพาชนียกมฺมารหสฺส ปฏิสารณียกมฺมํ กโรติ ปฏิสารณียกมฺมารหสฺส ปพฺพาชนียกมฺมํ กโรติ ปฏิสารณียกมฺมารหสฺส อุกฺเขปนียกมฺมํ กโรติ อุกฺเขปนียกมฺมารหสฺส ปฏิสารณียกมฺมํ กโรติ อุกฺเขปนียกมฺมารหสฺส ปริวาสํ เทติ ปริวาสารหสฺส อุกฺเขปนียกมฺมํ กโรติ ปริวาสารหํ มูลาย ปฏิกสฺสติ มูลาย ปฏิกสฺสนารหสฺส ปริวาสํ เทติ มูลาย ปฏิกสฺสนารหสฺส มานตฺตํ เทติ มานตฺตารหํ มูลาย ปฏิกสฺสติ มานตฺตารหํ อพฺเภติ อพฺภานารหสฺส มานตฺตํ เทติ อพฺภานารหํ อุปสมฺปาเทติ อุปสมฺปทารหํ อพฺเภติ เอวํ โข อุปาลิ อธมฺมกมฺมํ โหติ อวินยกมฺมํ ฯ เอวญฺจ ปน สงฺโฆ สาติสาโร โหตีติ ฯ
อุ. สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ให้สติวินัย
แก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมเป็นธรรมเป็นวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?
ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย.
อุ. สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ให้อมูฬห-วินัยแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสาปาปิยสิกากรรม ....
ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุควรตัชชนียกรรม .... ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม ....
ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม .... ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม .... ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม ....
ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส .... ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... ชักภิกษุผู้ควรมานัตเข้าหาอาบัติเดิม .... อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรอัพภาน .... ให้ภิกษุผู้ควรอัพภานให้อุปสมบทกุลบุตร .... อัพภานกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท การกระทำนั้นชื่อว่ากรรมเป็นธรรมเป็นวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?
ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัยอุบาลี สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย อย่างนี้แล อุบาลีชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำตัสสปาปิยสิกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม .... ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม .... ทำนิยส-กรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณีย-กรรม .... ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม
.... ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส .... ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... ชักภิกษุผู้ควรมานัตเข้าหาอาบัติเดิม .... อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรอัพภาน .... ให้ภิกษุผู้ควรอัพภานอุปสมบทกุลบุตร .... อัพภานกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท อย่างนี้แล อุบาลี ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.
โย นุ โข ภนฺเต สมคฺโค สงฺโฆ สติวินยารหสฺส สติวินยํ เทติ อมูฬฺหวินยารหสฺส อมูฬฺหวินยํ เทติ ธมฺมกมฺมํ นุ โข ตํ ภนฺเต วินยกมฺมนฺติ ฯ ธมฺมกมฺมํ ตํ อุปาลิ วินยกมฺมนฺติ ฯ โย นุ โข ภนฺเต สมคฺโค สงฺโฆ อมูฬฺหวินยารหสฺส อมูฬฺหวินยํ เทติ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมารหสฺส ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กโรติ ตชฺชนียกมฺมารหสฺส ตชฺชนียกมฺมํ กโรติ นิยสฺสกมฺมารหสฺส นิยสฺสกมฺมํ กโรติ ปพฺพาชนียกมฺมารหสฺส ปพฺพาชนียกมฺมํ กโรติ ปฏิสารณียกมฺมารหสฺส ปฏิสารณียกมฺมํ กโรติ อุกฺเขปนียกมฺมารหสฺส อุกฺเขปนียกมฺมํ กโรติ ปริวาสารหสฺส ปริวาสํ เทติ มูลาย ปฏิกสฺสนารหํ มูลาย ปฏิกสฺสติ มานตฺตารหสฺส นานตฺตํ เทติ อพฺภานารหํ อพฺเภติ อุปสมฺปทารหํ อุปสมฺปาเทติ ธมฺมกมฺมํ นุ โข ตํ ภนฺเต วินยกมฺมนฺติ ฯ
ธมฺมกมฺมํ ตํ อุปาลิ วินยกมฺมํ ฯ โย โข อุปาลิ สมคฺโค สงฺโฆ สติวินยารหสฺส สติวินยํ เทติ อมูฬฺหวินยารหสฺส อมูฬฺหวินยํ เทติ เอวํ โข อุปาลิ ธมฺมกมฺมํ โหติ วินยกมฺมํ ฯ เอวญฺจ ปน สงฺโฆ อนติสาโร โหติ ฯ โย โข อุปาลิ สมคฺโค สงฺโฆ อมูฬฺหวินยารหสฺส อมูฬฺหวินยํ เทติ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมารหสฺส ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กโรติ ตชฺชนียกมฺมารหสฺส ตชฺชนียกมฺมํ กโรติ นิยสฺสกมฺมารหสฺส นิยสฺสกมฺมํ กโรติ ปพฺพาชนียกมฺมารหสฺส ปพฺพาชนียกมฺมํ กโรติ ปฏิสารณียกมฺมารหสฺส ปฏิสารณียกมฺมํ กโรติ อุกฺเขปนียกมฺมารหสฺส อุกฺเขปนียกมฺมํ กโรติ ปริวาสารหสฺส ปริวาสํ เทติ มูลาย ปฏิกสฺสนารหํ มูลาย ปฏิกสฺสติ มานตฺตารหสฺส มานตฺตํ เทติ อพฺภานารหํ อพฺเภติ อุปสมฺปทารหํ อุปสมฺปาเทติ เอวํ โข อุปาลิ ธมฺมกมฺมํ โหติ วินยกมฺมํ ฯ เอวญฺจ ปน สงฺโฆ อนติสาโร โหตีติ ฯ
อุ. สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ให้อมูฬหวินัย
แก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย การกระทำนั้น ชื่อว่ากรรมเป็นธรรมเป็นวินัย หรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?
ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย.
อุ. สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ทำตัสสปาปิย-สิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม ....
ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม .... ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม ....
ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส .... ชักเข้าหาอาบัติเดิมซึ่งภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรมานัต .... อัพภานภิกษุผู้ควรอัพภาน .... อุปสมบทกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท การกระทำนั้นชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย หรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?
ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย อุบาลี สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย อย่างนี้แล อุบาลีชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมไม่มีโทษ.
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม .... ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม .... ทำปฏิสารณีย-กรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส .... ชักเข้าหาอาบัติเดิมซึ่งภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรมานัต .... อัพภานภิกษุผู้ควรอัพภาน .... อุปสมบทกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท อย่างนี้แลอุบาลี ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมไม่มีโทษ.
อถโข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ โย โข ภิกฺขเว สมคฺโค สงฺโฆ สติวินยารหสฺส อมูฬฺหวินยํ เทติ เอวํ โข ภิกฺขเว อธมฺมกมฺมํ โหติ อวินยกมฺมํ เอวญฺจ ปน สงฺโฆ สาติสาโร โหติ ฯ โย โข ภิกฺขเว สมคฺโค สงฺโฆ สติวินยารหสฺส ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กโรติ สติวินยารหสฺส ตชฺชนียกมฺมํ กโรติ สติวินยารหสฺส นิยสฺสกมฺมํ กโรติ สติวินยารหสฺส ปพฺพาชนียกมฺมํ กโรติ สติวินยารหสฺส ปฏิสารณียกมฺมํ กโรติ สติวินยารหสฺส อุกฺเขปนียกมฺมํ กโรติ สติวินยารหสฺส ปริวาสํ เทติ สติวินยารหํ มูลาย ปฏิกสฺสติ สติวินยารหสฺส มานตฺตํ เทติ สติวินยารหํ อพฺเภติ สติวินยารหํ อุปสมฺปาเทติ เอวํ โข ภิกฺขเว อธมฺมกมฺมํ โหติ อวินยกมฺมํ เอวญฺจ ปน สงฺโฆ สาติสาโร โหติ ฯ
โย โข ภิกฺขเว สมคฺโค สงฺโฆ อมูฬฺหวินยา- รหสฺส ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กโรติ เอวํ โข ภิกฺขเว อธมฺมกมฺมํ โหติ อวินยกมฺมํ เอวญฺจ ปน สงฺโฆ สาติสาโร โหติ ฯ โย โข ภิกฺขเว สมคฺโค สงฺโฆ อมูฬฺหวินยารหสฺส ตชฺชนียกมฺมํ กโรติ อมูฬฺหวินยารหสฺส นิยสฺสกมฺมํ กโรติ อมูฬฺหวินยารหสฺส ปพฺพาชนียกมฺมํ กโรติ อมูฬฺหวินยารหสฺส ปฏิสารณียกมฺมํ กโรติ อมูฬฺหวินยารหสฺส อุกฺเขปนียกมฺมํ กโรติ อมูฬฺหวินยารหสฺส ปริวาสํ เทติ อมูฬฺหวินยารหํ มูลาย ปฏิกสฺสติ อมูฬฺหวินยา- รหสฺส มานตฺตํ เทติ อมูฬฺหวินยารหํ อพฺเภติ อมูฬฺหวินยารหํ อุปสมฺปาเทติ อมูฬฺหวินยารหสฺส สติวินยํ เทติ เอวํ โข ภิกฺขเว อธมฺมกมฺมํ โหติ อวินยกมฺมํ เอวญฺจ ปน สงฺโฆ สาติสาโร โหติ ฯ
โย โข ภิกฺขเว สมคฺโค สงฺโฆ ตสฺสปาปิยสิกา- กมฺมารหสฺส ตชฺชนียกมฺมํ กโรติ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมารหสฺส นิยสฺสกมฺมํ กโรติ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมารหสฺส ปพฺพาชนียกมฺมํ กโรติ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมารหสฺส ปฏิสารณียกมฺมํ กโรติ ตสฺส- ปาปิยสิกากมฺมารหสฺส อุกฺเขปนียกมฺมํ กโรติ ตสฺสปาปิยสิกา- กมฺมารหสฺส ปริวาสํ เทติ ฯเปฯ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมารหสฺส สติวินยํ เทติ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมารหสฺส อมูฬฺหวินยํ เทติ เอวํ โข ภิกฺขเว อธมฺมกมฺมํ โหติ อวินยกมฺมํ เอวญฺจ ปน สงฺโฆ สาติสาโร โหติ ฯ โย โข ภิกฺขเว สมคฺโค สงฺโฆ ตชฺชนียกมฺมารหสฺส ฯเปฯ
นิยสฺสกมฺมารหสฺส ปพฺพาชนียกมฺมารหสฺส ปฏิสารณียกมฺมารหสฺส อุกฺเขปนียกมฺมารหสฺส ปริวาสารหสฺส ๑ มูลาย ปฏิกสฺสนารหสฺส มานตฺตารหสฺส ๒ อพฺภานารหสฺส ๓-8 อุปสมฺปทารหสฺส สติวินยํ เทติ อุปสมฺปทารหสฺส อมูฬฺหวินยํ เทติ อุปสมฺปทารหสฺส ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กโรติ อุปสมฺปทารหสฺส ตชฺชนียกมฺมํ กโรติ อุปสมฺปทารหสฺส นิยสฺสกมฺมํ กโรติ อุปสมฺปทารหสฺส ปพฺพาชนียกมฺมํ กโรติ อุปสมฺปทารหสฺส ปฏิสารณียกมฺมํ กโรติ อุปสมฺปทารหสฺส อุกฺเขปนียกมฺมํ กโรติ อุปสมฺปทารหสฺส ปริวาสํ เทติ อุปสมฺปทารหํ มูลาย ปฏิกสฺสติ อุปสมฺปทารหสฺส มานตฺตํ เทติ อุปสมฺปทารหํ อพฺเภติ เอวํ โข ภิกฺขเว อธมฺมกมฺมํ โหติ อวินยกมฺมํ เอวญฺจ ปน สงฺโฆ สาติสาโร โหตีติ ฯ
อุปาลิปุจฺฉาภาณวารํ ๔ ทุติยํ ฯ
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์
ผู้พร้อมเพรียงกันให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย ....
ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ชักภิกษุผู้ควรสติวินัยเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... อัพภานภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ให้ภิกษุผู้ควรสติวินัยให้อุปสมบทกุลบุตร อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย อย่างนี้แลภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ชักภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัยเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย ....
อัพภานภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ให้ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัยให้อุปสมบทกุลบุตร .... ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลายชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม ....
ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปา-ปิยสิกากรรม .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลายชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม .... ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม .... ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต .... ให้ภิกษุผู้ควรอัพภานให้อุปสมบทกุลบุตร .... ให้สติวินัยแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท ....
ให้อมูฬหวินัยแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท .... ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท ....
ทำตัชชนียกรรมแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท .... ทำนิยสกรรมแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท .... ทำปฏิสารณียกรรมแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท ....
ทำอุกเขปนียกรรมแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท .... ให้ปริวาสแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท .... ชักกุลบุตรผู้ควรอุปสมบทเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท .... อัพภานกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.
อุบาลีปุจฉาภาณวาร ที่ ๒ จบ.
จบ พระอุบาลีทูลถามปัพพาชนียกรรมเป็นต้น