พระวินัยปิฎก มหาวรรค · จัมเปยยขันธกะ
อุกเขปนียกรรมที่ไม่เป็นธรรม เล่ม ๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๙๖–๑๙๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๘ ในจัมเปยยขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
อุกเขปนียกรรมที่ไม่เป็นธรรม
พระวินัยปิฎก มหาวรรค จัมเปยยขันธกะ อุกเขปนียกรรมที่ไม่เป็นธรรม (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)
อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปสฺสเสตํ อาปตฺตินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปสฺเสยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตเมนํ อาวุโส อาปนฺโน ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปฏิกเรยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ อาปตฺติยา อปฺปฏิกมฺเม อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ
ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา ปาปิกา เต อาวุโส ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส ปาปิกา ทิฏฺฐิ ยมหํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ ปาปิกาย ทิฏฺฐิยา อปฺปฏินิสฺสคฺเค อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา น โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปสฺสเสตํ อาปตฺตึ ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปสฺเสยฺยํ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปฏิกเรยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ อทสฺสเน วา อปฺปฏิกมฺเม วา อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ
อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา น โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปสฺสเสตํ อาปตฺตึ ปาปิกา เต ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปสฺเสยฺยํ นตฺถิ เม ปาปิกา ทิฏฺฐิ ยมหํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ อทสฺสเน วา อปฺปฏินิสฺสคฺเค วา อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา น โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตึ ปาปิกา เต ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺติ ฯ
โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปฏิกเรยฺยํ นตฺถิ เม อาวุโส ปาปิกา ทิฏฺฐิ ยมหํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ อปฺปฏิกมฺเม วา อปฺปฏินิสฺสคฺเค วา อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส น โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา น โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา น โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปสฺสเสตํ อาปตฺตึ ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตึ ปาปิกา เต ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปสฺเสยฺยํ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปฏิกเรยฺยํ นตฺถิ เม อาวุโส ปาปิกา ทิฏฺฐิ ยมหํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ อทสฺสเน วา อปฺปฏิกมฺเม วา อปฺปฏินิสฺสคฺเค วา อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ
๑ ม. ยุ. สีปทิโก ฯ ๒ ม. ยุ. อิเม วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว ปุคฺคลา อปฺปตฺตา โอสารณํ
เต เจ สงฺโฆ โอสาเรติ โสสาริตา ฯ ๓ ยุ. อาสภคามภาณวาโร นิฏฺฐิโต ปฐโม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่เห็นอาบัติ สงฆ์หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม?
เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะเห็น สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่เห็นอาบัติ ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ทำคืนอาบัติ สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูปหรือรูปเดียวโจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว จงทำคืนอาบัตินั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะทำคืน สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่ทำคืนอาบัติ ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่สละทิฏฐิลามก สงฆ์หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียวโจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลายผมไม่มีทิฏฐิลามกที่จะสละ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่สละทิฏฐิลามก ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่เห็นอาบัติ และไม่ทำคืนอาบัติสงฆ์ หรือภิกษุหลายรูปหรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม? จงทำคืนอาบัตินั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะเห็น ไม่มีอาบัติที่จะทำคืนสงฆ์ยกเสียฐานไม่เห็นอาบัติและฐานไม่ทำคืน ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่เห็นอาบัติ และไม่สละทิฏฐิลามก สงฆ์หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหมท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะเห็น ไม่มีทิฏฐิลามกที่จะสละ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่เห็นอาบัติ และฐานไม่สละทิฏฐิลามกชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ทำคืนอาบัติ และไม่สละทิฏฐิลามก สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว จงทำคืนอาบัตินั้นเสียท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะทำคืน ไม่มีทิฏฐิลามกที่จะสละ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่ทำคืนอาบัติ และฐานไม่สละทิฏฐิลามกชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่เห็นอาบัติ ไม่ทำคืนอาบัติ ไม่สละทิฏฐิลามก สงฆ์หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหมจงทำคืนอาบัตินั้นเสีย ท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะเห็น ไม่มีอาบัติที่จะทำคืน ไม่มีทิฏฐิลามกที่จะสละ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่เห็นอาบัติฐานไม่ทำคืนอาบัติ และฐานไม่สละทิฏฐิลามก ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม.
อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปสฺสเสตํ อาปตฺตินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ อามาวุโส ปสฺสามีติ ฯ ตํ สงฺโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ อามาวุโส ปฏิกริสฺสามีติ ฯ ตํ สงฺโฆ อาปตฺติยา อปฺปฏิกมฺเม อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา ปาปิกา เต อาวุโส ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺติ ฯ
โส เอวํ วเทติ อามาวุโส ปฏินิสฺสชฺชิสฺสามีติ ฯ ตํ สงฺโฆ ปาปิกาย ทิฏฺฐิยา อปฺปฏินิสฺสคฺเค อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา ฯ โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปสฺสเสตํ อาปตฺตึ ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตึ ปาปิกา เต ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ อามาวุโส ปสฺสามิ อาม ปฏิกริสฺสามิ อาม ปฏินิสฺสชฺชิสฺสามีติ ฯ ตํ สงฺโฆ อทสฺสเน วา อปฺปฏิกมฺเม วา อปฺปฏินิสฺสคฺเค วา อุกฺขิปติ อธมฺมกมฺมํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เห็นอาบัติ สงฆ์ หรือ
ภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม?
เธอกล่าวอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมเห็นขอรับ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่เห็นอาบัติ ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทำคืนอาบัติ สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียวโจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว จงทำคืนอาบัตินั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลายผมจักทำคืนขอรับ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่ทำคืนอาบัติ ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้สละทิฏฐิลามก สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียวโจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมจักสละ ขอรับ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่สละทิฏฐิลามก ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เห็นอาบัติ และทำคืนอาบัติ ....
เป็นผู้เห็นอาบัติ และสละทิฏฐิลามก ....
เป็นผู้ทำคืนอาบัติ และสละทิฏฐิลามก ....
เป็นผู้เห็นอาบัติ ทำคืนอาบัติ และสละทิฏฐิลามก สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียวโจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม? จงทำคืนอาบัตินั้น ท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้นเสีย เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมเห็น ขอรับ ผมจักทำคืน ขอรับ ผมจักสละ ขอรับ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่เห็นอาบัติ ฐานไม่ทำคืนอาบัติ และฐานไม่สละทิฏฐิลามก ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม.
อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปสฺสเสตํ อาปตฺตินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปสฺเสยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ อาปตฺติยา ๑ อทสฺสเน อุกฺขิปติ ธมฺมกมฺมํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปฏิกเรยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ อาปตฺติยา ๒ อปฺปฏิกมฺเม อุกฺขิปติ ธมฺมกมฺมํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ
ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา ปาปิกา เต อาวุโส ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส ปาปิกา ทิฏฺฐิ ยมหํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ ปาปิกาย ทิฏฺฐิยา อปฺปฏินิสฺสคฺเค อุกฺขิปติ ธมฺมกมฺมํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา ฯ โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ โหติ อาปตฺติ ทฏฺฐพฺพา โหติ อาปตฺติ ปฏิกาตพฺพา โหติ ปาปิกา ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตา ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา อาปตฺตึ ตฺวํ อาวุโส อาปนฺโน ปสฺสเสตํ อาปตฺตึ ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตึ ปาปิกา เต อาวุโส ๑ ทิฏฺฐิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ปาปิกํ ทิฏฺฐินฺติ ฯ โส เอวํ วเทติ นตฺถิ เม อาวุโส อาปตฺติ ยมหํ ปสฺเสยฺยํ นตฺถิ เม [๒] อาปตฺติ ยมหํ ปฏิกเรยฺยํ นตฺถิ เม [๓] ปาปิกา ทิฏฺฐิ ยมหํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ อทสฺสเน วา อปฺปฏิกมฺเม วา อปฺปฏินิสฺสคฺเค วา อุกฺขิปติ ธมฺมกมฺมนฺติ ฯ
๑-๒ ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ
อุกเขปนียกรรมที่เป็นธรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เห็นอาบัติ สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูปหรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม? เธอพูดอย่างนี้ว่าอาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะเห็น สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่เห็นอาบัติ ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทำคืนอาบัติ สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียวโจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว จงทำคืนอาบัตินั้น เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลายผมไม่มีอาบัติที่จะทำคืน สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่ทำคืนอาบัติ ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้สละทิฏฐิลามก สงฆ์ หรือภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียวโจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้น เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลายผมไม่มีทิฏฐิลามกที่จะสละ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่สละทิฏฐิลามก ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เห็นอาบัติ ทำคืนอาบัติ ....
เป็นผู้เห็นอาบัติ และสละทิฏฐิลามก ....
เป็นผู้ทำคืนอาบัติ และสละทิฏฐิลามก ....
เป็นผู้เห็นอาบัติ ทำคืนอาบัติ และสละทิฏฐิลามก สงฆ์ หรือ ภิกษุหลายรูป หรือรูปเดียว โจทก์เธอว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติแล้ว ท่านเห็นอาบัตินั้นไหม? จงทำคืนอาบัตินั้นท่านมีทิฏฐิลามก จงสละทิฏฐิลามกนั้น เธอพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะเห็นไม่มีอาบัติที่จะทำคืน ไม่มีทิฏฐิลามกที่จะสละ สงฆ์ยกเธอเสียฐานไม่เห็นอาบัติ ฐานไม่ทำคืนอาบัติและฐานไม่สละคืนทิฏฐิลามก ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม.
จบ อุกเขปนียกรรมที่ไม่เป็นธรรม