arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก ปริวาร · อุปาลิปัญจกะ

มุสาวาทวรรคที่ ๗ เล่ม ๘

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๙๓–๑๒๐๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๔ ในอุปาลิปัญจกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๗. มุสาวาทวรรค

หมวดว่าด้วยมุสาวาท

พระวินัยปิฎก ปริวาร อุปาลิปัญจกะ มุสาวาทวรรคที่ ๗ (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๘ หน้า ๖๒๘–๖๓๒

เรื่องนี้ไม่มีบาลีฉบับมหาจุฬาฯ ในข้อมูล e-tipitaka

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “มุสาวาทมีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบาลี มุสาวาทนี้มี ๕ อย่าง คือ

๑. มุสาวาทที่ถึงขั้นอาบัติปาราชิกมีอยู่

๒. มุสาวาทที่ถึงขั้นอาบัติสังฆาทิเสสมีอยู่

๓. มุสาวาทที่ถึงขั้นอาบัติถุลลัจจัยมีอยู่

๔. มุสาวาทที่ถึงขั้นอาบัติปาจิตตีย์มีอยู่

๕. มุสาวาทที่ถึงขั้นอาบัติทุกกฏมีอยู่

อุบาลี มุสาวาทมี ๕ อย่าง นี้แล”

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

งดอุโบสถหรือปวารณา

ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล งดอุโบสถหรือปวารณาในท่ามกลางสงฆ์ สงฆ์พึงกล่าวห้ามว่า ‘พอที ภิกษุ อย่า ทุ่มเถียงกัน อย่าทะเลาะกัน อย่าแก่งแย่งกัน อย่าวิวาทกัน’ ดังนี้ แล้วจึงทำ อุโบสถหรือปวารณา พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ งดอุโบสถหรือ ปวารณาในท่ามกลางสงฆ์ สงฆ์พึงกล่าวห้ามว่า ‘พอที ภิกษุ อย่าทุ่มเถียงกันอย่าทะเลาะกัน อย่าแก่งแย่งกัน อย่าวิวาทกัน’ ดังนี้ แล้วทำอุโบสถหรือปวารณา องค์ ๕ คือ

๑. เป็นอลัชชี ๒. เป็นคนโง่เขลา

๓. ไม่ใช่เป็นปกตัตตะ ๔. เป็นผู้กล่าวประสงค์จะให้เคลื่อน จากศาสนา

๕. ไม่เป็นผู้กล่าวประสงค์จะให้ออกจากอาบัติ

อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล งดอุโบสถหรือปวารณาในท่ามกลางสงฆ์ สงฆ์พึงกล่าวห้ามว่า ‘พอที ภิกษุ อย่าทุ่มเถียงกัน อย่าทะเลาะกัน อย่าแก่งแย่งกัน อย่าวิวาทกัน’ ดังนี้ แล้วทำอุโบสถหรือปวารณาอุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อีกอย่าง งดอุโบสถหรือปวารณาในท่าม กลางสงฆ์ สงฆ์พึงกล่าวห้ามว่า ‘พอที ภิกษุ อย่าทุ่มเถียงกัน อย่าทะเลาะกัน อย่าแก่งแย่งกัน อย่าวิวาทกัน’ ดังนี้ แล้วทำอุโบสถหรือปวารณา องค์ ๕ คือ

๑. เป็นผู้มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์

๒. เป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์

๓. เป็นผู้มีอาชีวะไม่บริสุทธิ์

๔. เป็นคนโง่เขลา ไม่ฉลาด

๕. เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ

อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล งดอุโบสถหรือปวารณาในท่ามกลางสงฆ์ สงฆ์พึงกล่าวห้ามว่า ‘พอที ภิกษุ อย่าทุ่มเถียงกัน อย่าทะเลาะกัน อย่าแก่งแย่งกัน อย่าวิวาทกัน’ ดังนี้ แล้วทำอุโบสถหรือปวารณา”

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรให้คำซักถาม

ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล สงฆ์ ไม่ควรให้คำซักถาม พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ สงฆ์ไม่ควรให้ คำซักถาม องค์ ๕ คือ

๑. ไม่รู้อาบัติและอนาบัติ

๒. ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก

๓. ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ

๔. ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ

๕. ไม่รู้อาบัติที่ทำคืนได้และทำคืนไม่ได้

อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่ควรให้คำซักถาม

องค์ของภิกษุผู้ควรให้คำซักถาม

อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ สงฆ์ควรให้คำซักถาม องค์ ๕ คือ

๑. รู้อาบัติและอนาบัติ

๒. รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก

๓. รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ

๔. รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ

๕. รู้อาบัติที่ทำคืนได้และทำคืนไม่ได้

อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ควรให้คำซักถาม”

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๕ อย่าง

ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบาลี ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๕ อย่าง คือ

๑. เพราะไม่ละอาย ๒. เพราะไม่รู้

๓. เพราะสงสัยแล้วขืนทำ ๔. เพราะสำคัญในของที่ไม่ควร ว่าควร

๕. เพราะสำคัญในของที่ควรว่าไม่ควร

อุบาลี ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๕ นี้แล

อุบาลี ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการแม้อื่นอีก ๕ อย่าง คือ

๑. ไม่ได้เห็น ๒. ไม่ได้ฟัง

๓. หลับ ๔. เข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น

๕. ลืมสติ

อุบาลี ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๕ นี้แล”

เวร ๕

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ดูเทียบ องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๑๗๔/๒๙๐
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “เวรมีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบาลี เวรนี้มี ๕ อย่าง คือ

๑. ฆ่าสัตว์มีชีวิต ๒. ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้

๓. ประพฤติผิดในกาม ๔. พูดเท็จ

๕. ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท

อุบาลี เวร ๕ นี้แล”

งดเว้นเวร ๕

ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “เจตนางดเว้นจากเวรมีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบาลี เจตนางดเว้นจากเวรนี้มี ๕ คือ

๑. เจตนางดเว้นจากฆ่าสัตว์มีชีวิต

๒. เจตนางดเว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้

๓. เจตนางดเว้นจากประพฤติผิดในกาม

๔. เจตนางดเว้นจากพูดเท็จ

๕. เจตนางดเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งความประมาท เพราะดื่มน้ำเมาคือสุรา และเมรัย

อุบาลี เจตนางดเว้นจากเวร ๕ นี้แล”

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๐๒-๓๐๓
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ความเสื่อม ๕

ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “ความเสื่อมมีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบาลี ความเสื่อมนี้มี ๕ อย่าง คือ

๑. ความเสื่อมญาติ ๒. ความเสื่อมโภคสมบัติ

๓. ความเสื่อมคือโรค ๔. ความเสื่อมศีล

๕. ความเสื่อมทิฏฐิ

อุบาลี ความเสื่อมมี ๕ อย่างนี้แล”

สัมปทา ๕

ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “ความถึงพร้อมมีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบาลี ความถึงพร้อมนี้มี ๕ อย่าง คือ

๑. ญาติสัมปทา(ความถึงพร้อมแห่งญาติ)

๒. โภคสัมปทา(ความถึงพร้อมแห่งโภคะ)

๓. อาโรคยสัมปทา(ความถึงพร้อมแห่งความไม่มีโรค)

๔. สีลสัมปทา(ความถึงพร้อมแห่งศีล)

๕. ทิฏฐิสัมปทา(ความถึงพร้อมแห่งความเห็น)

อุบาลี ความถึงพร้อมมี ๕ อย่างนี้แล”

มุสาวาทวรรคที่ ๗ จบ

หัวข้อประจำวรรค

การกล่าวมุสาวาท การกล่าวห้าม การกล่าวห้าม อีกนัยหนึ่ง คำซักถาม อาบัติ อาบัติอีกนัยหนึ่ง เวร เจตนางดเว้นจากเวร ความเสื่อม สัมปทา จัดเป็นวรรคที่ ๗

จบ มุสาวาทวรรคที่ ๗