พระวินัยปิฎก ปริวาร · มหาสงคราม
ข้อปฏิบัติของภิกษุผู้เข้าสงคราม เล่ม ๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๘๗–๑๐๙๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๕ ในมหาสงครามมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก ปริวาร มหาสงคราม ข้อปฏิบัติของภิกษุผู้เข้าสงคราม (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๘ หน้า ๕๒๒–๕๒๕
มหาสงคราม
ว่าด้วยภิกษุผู้เข้าสู่มหาสงคราม
๑. โวหรันเตนชานิตัพพาทิ
ว่าด้วยข้อปฏิบัติที่ภิกษุผู้เข้าสงครามพึงรู้เป็นต้น
{๑๐๘๗} [๓๖๘] อันภิกษุผู้เข้าสงครามเมื่อกล่าวในสงฆ์ พึงรู้วัตถุ พึงรู้วิบัติ พึงรู้อาบัติ พึงรู้นิทาน พึงรู้อาการ พึงรู้คำต้นและคำหลัง พึงรู้กิจที่ทำแลัว และยังไม่ได้ทำ พึงรู้กรรม พึงรู้อธิกรณ์ พึงรู้สมถะ ไม่พึงถึงฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ พึงชี้แจงในสถานะควรชี้แจง พึงพินิจในสถานะควรพินิจ พึงเพ่งในสถานะควรเพ่ง พึงเลื่อมใสในสถานะควรเลื่อมใส ไม่พึงดูหมิ่นปรปักษ์ด้วยเข้าใจว่าเราได้พรรคพวกแล้ว ไม่พึงดูหมิ่นผู้มีสุตะน้อยด้วยเข้าใจว่า ‘เรามีสุตะมาก’ ไม่พึงดูหมิ่นภิกษุผู้อ่อนกว่าด้วยเข้าใจว่า ‘เราเป็นผู้แก่กว่า’ ไม่พึงพูดเรื่องที่ยังไม่มาถึง ไม่พึงให้เรื่องที่มาถึงแล้วบกพร่องจากธรรมจากวินัย อธิกรณ์นั้นย่อมระงับด้วยธรรม ด้วยวินัย ด้วยสัตถุศาสน์อย่างใด พึงให้อธิกรณ์นั้นระงับด้วยธรรม วินัย และสัตถุศาสน์อย่างนั้น{๑๐๘๘} [๓๖๙] คำว่า พึงรู้วัตถุ นั้น คือ พึงรู้วัตถุแห่งปาราชิก ๘ สิกขาบท พึงรู้วัตถุแห่งสังฆาทิเสส ๒๓ สิกขาบท พึงรู้วัตถุแห่งอนิยต ๒ สิกขาบท พึงรู้วัตถุแห่งนิสสัคคีย์ ๔๒ สิกขาบท พึงรู้วัตถุแห่งปาจิตตีย์ ๑๘๘ สิกขาบท พึงรู้วัตถุแห่งปาฏิเทสนียะ ๑๒ สิกขาบท พึงรู้วัตถุแห่งทุกกฏทั้งหลาย พึงรู้วัตถุแห่งทุพภาสิตทั้งหลาย
{๑๐๘๙} [๓๗๐] คำว่า พึงรู้วิบัติ นั้นคือ พึงรู้ศีลวิบัติ อาจารวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ อาชีววิบัติ
{๑๐๙๐} [๓๗๑] คำว่า พึงรู้อาบัติ นั้น คือ พึงรู้อาบัติปาราชิก อาบัติ สังฆาทิเสส อาบัติถุลลัจจัย อาบัติปาจิตตีย์ อาบัติปาฏิเทสนียะ อาบัติ ทุกกฏ อาบัติทุพภาสิต
{๑๐๙๑} [๓๗๒] คำว่า พึงรู้นิทาน นั้น คือ พึงรู้นิทานแห่งปาราชิก ๘ สิกขาบท พึงรู้นิทานแห่งสังฆาทิเสส ๒๓ สิกขาบท พึงรู้นิทานแห่งอนิยต ๒ สิกขาบท พึงรู้นิทานแห่งนิสสัคคีย์ ๔๒ สิกขาบท พึงรู้นิทานแห่งปาจิตตีย์ ๑๘๘ สิกขาบท พึงรู้นิทานแห่งปาฏิเทสนียะ ๑๒ สิกขาบท พึงรู้นิทานแห่งทุกกฏทั้งหลาย พึงรู้นิทานแห่งทุพภาสิตทั้งหลาย{๑๐๙๒} [๓๗๓] คำว่า พึงรู้อาการ นั้น คือ พึงรู้จักสงฆ์โดยอาการ พึงรู้จักคณะโดยอาการ พึงรู้จักบุคคลโดยอาการ พึงรู้จักโจทก์โดยอาการ พึงรู้จักจำเลยโดยอาการ
ข้อว่า พึงรู้จักสงฆ์โดยอาการ นั้น คือ พึงรู้จักสงฆ์โดยอาการ อย่างนี้ว่า ‘สงฆ์หมู่นี้จะสามารถระงับอธิกรณ์นี้ได้โดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ได้หรือไม่หนอ’
ข้อว่า พึงรู้จักคณะโดยอาการ นั้น คือ พึงรู้จักคณะโดยอาการ อย่างนี้ว่า ‘คณะนี้จะสามารถระงับอธิกรณ์นี้ได้โดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ได้หรือไม่หนอ’
ข้อว่า พึงรู้จักบุคคลโดยอาการ นั้น คือ พึงรู้จักบุคคลโดยอาการ อย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้นี้จะสามารถระงับอธิกรณ์นี้ได้โดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ได้หรือไม่หนอ’
ข้อว่า พึงรู้จักโจทก์โดยอาการ นั้น คือ พึงรู้จักโจทก์โดยอาการ อย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้ตั้งอยู่ในธรรม ๕ ข้อแล้วโจทผู้อื่นได้หรือไม่หนอ’
ข้อว่า พึงรู้จักจำเลยโดยอาการ นั้น คือ พึงรู้จักจำเลยโดยอาการ อย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้ตั้งอยู่ในธรรม ๒ ข้อ คือ ให้การตามจริงและไม่โกรธหรือไม่หนอ’
{๑๐๙๓} [๓๗๔] คำว่า พึงรู้คำต้นและคำหลัง นั้น คือ พึงรู้คำต้นและคำหลัง อย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้สับวัตถุจากวัตถุ สับวิบัติจากวิบัติ สับอาบัติจากอาบัติ ปฏิเสธแล้วกลับรับ รับแล้วกลับปฏิเสธ หรือให้การกลับกลอกหรือไม่หนอ’{๑๐๙๔} [๓๗๕] คำว่า พึงรู้กิจที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำ นั้น คือ พึงรู้เมถุนธรรม พึงรู้อนุโลมแก่เมถุนธรรม พึงรู้บุพพภาคแห่งเมถุนธรรม
ข้อว่า พึงรู้เมถุนธรรม นั้น คือ พึงรู้กิริยาที่คนประพฤติร่วมกันเป็นคู่ ๆ
ข้อว่า พึงรู้อนุโลมแก่เมถุนธรรม นั้น คือ (พึงรู้การที่) ภิกษุอมองค์กำเนิดของผู้อื่นด้วยปากของตน
ข้อว่า พึงรู้บุพพภาคแห่งเมถุนธรรม นั้น คือ (พึงรู้) มีสี ไม่มีสี การเคล้าคลึงด้วยกาย วาจาชั่วหยาบ การบำเรอความใคร่ของตน การยังวรรณะให้เกิด
{๑๐๙๕} [๓๗๖] คำว่า พึงรู้กรรม นั้น คือ พึงรู้กรรม ๑๖ อย่าง คือ พึงรู้ อปโลกนกรรม ๔ อย่าง พึงรู้ญัตติกรรม ๔ อย่าง พึงรู้ญัตติทุติยกรรม ๔ อย่าง พึงรู้ญัตติจตุตถกรรม ๔ อย่าง{๑๐๙๖} [๓๗๗] คำว่า พึงรู้อธิกรณ์ นั้น คือ พึงรู้อธิกรณ์ ๔ คือ พึงรู้วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ กิจจาธิกรณ์
{๑๐๙๗} [๓๗๘] คำว่า พึงรู้สมถะ นั้น คือ พึงรู้สมถะ ๗ คือ พึงรู้สัมมุขาวินัย สติวินัย อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ เยภุยยสิกา ตัสสปาปิยสิกา ติณวัตถารกะ
- ๑หมายถึงรู้รายละเอียดเกี่ยวกับสีของนํ้าอสุจิตามความแห่งสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการจงใจทำให้อสุจิให้เคลื่อน (วิ.อ. ๓/๕๐๗)
- ๒การยังวรรณะให้เกิด หมายถึงสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการชักสื่อ (วิ.อ. ๓/๕๐๗))
๒. อคติอคันตัพพะ
ว่าด้วยไม่พึงถึงอคติ ๔
ฉันทาคติ
{๑๐๙๘} [๓๗๙] คำว่า ไม่พึงถึงฉันทาคติ นั้นความว่า เมื่อถึงฉันทาคติ ย่อมถึงอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้คิดว่า “ท่านผู้นี้เป็นพระอุปัชฌาย์ของเรา เป็นพระอาจารย์ของเรา เป็นสัทธิวิหาริกของเรา เป็นอันเตวาสิกของเรา เป็นผู้ร่วมอุปัชฌาย์ของเรา เป็นผู้ร่วมอาจารย์ของเรา เป็นผู้เคยเห็นกันมากับเรา เป็นผู้เคยร่วมคบกันมากับเรา หรือท่านผู้นี้เป็นญาติสาโลหิตของเรา’’ ดังนี้ เพื่ออนุเคราะห์ผู้นั้น เพื่อตามรักษาผู้นั้น จึงแสดงอธรรมว่าเป็นธรรม แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย แสดงสิ่งที่พระตถาคตมิได้ตรัสไว้มิได้ทรงภาษิตไว้ว่าพระตถาคตตรัสไว้ภาษิตไว้
แสดงสิ่งที่พระตถาคตตรัสไว้ภาษิตไว้ว่าพระตถาคตมิได้ตรัสไว้มิได้ภาษิตไว้ แสดงสิ่งที่พระตถาคตมิได้ทรงประพฤติมาว่าพระตถาคตทรงประพฤติมาแล้ว แสดงสิ่งที่พระตถาคตทรงประพฤติมาว่าพระตถาคตมิได้ทรงประพฤติมา แสดงสิ่งที่พระตถาคตมิได้ทรงบัญญัติไว้ว่าพระตถาคตทรงบัญญัติไว้ แสดงสิ่งที่พระตถาคตทรงบัญญัติไว้ว่าพระตถาคตมิได้ทรงบัญญัติไว้ แสดงอนาบัติว่าเป็นอาบัติ แสดงอาบัติว่าเป็นอนาบัติ แสดงอาบัติเบาว่าเป็นอาบัติหนัก แสดงอาบัติหนักว่าเป็นอาบัติเบา แสดงอาบัติมีส่วนเหลือว่าเป็นอาบัติไม่มีส่วนเหลือ แสดงอาบัติไม่มีส่วนเหลือว่าเป็นอาบัติมีส่วนเหลือ แสดงอาบัติชั่วหยาบว่า เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าเป็นอาบัติชั่วหยาบภิกษุผู้ถึงฉันทาคติด้วยวัตถุ ๑๘ อย่างนี้ย่อมปฏิบัติเพื่อไม่เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อความไม่เป็นสุขแก่คนหมู่มาก เพื่อความพินาศแก่คนหมู่มาก เพื่อความไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ภิกษุผู้ถึง
จบ ข้อปฏิบัติของภิกษุผู้เข้าสงคราม