arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก ปริวาร · คาถาสังคณิกะอีกนัยหนึ่ง

เรื่องโจทเป็นต้น เล่ม ๘

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๖๙–๑๐๗๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑ ในคาถาสังคณิกะอีกนัยหนึ่งมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก ปริวาร คาถาสังคณิกะอีกนัยหนึ่ง เรื่องโจทเป็นต้น (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๘ หน้า ๕๐๕–๕๑๐

หน้า ๕๐๕

อปรคาถาสังคณิกะ

ว่าด้วยถ้อยคำที่กล่าวคละกันไว้ด้วยคาถาอีกนัยหนึ่ง

๑. โจทนาทิปุจฉาวิสัชนา

ว่าด้วยคำถาม - ตอบในเรื่องการโจทเป็นต้น

{๑๐๖๙} [๓๕๙] ท่านพระอุบาลีกราบทูลถามว่า

“โจทเพื่อประสงค์อะไร สอบสวนเพื่อเหตุไร ประชุมสงฆ์เพื่อประโยชน์อะไร และปรึกษากันเพื่อเหตุอะไร”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

“โจทเพื่อประสงค์ให้จำเลยระลึกถึงโทษที่กระทำลงไป สอบสวนเพื่อประสงค์จะข่มจำเลยนั้น ประชุม สงฆ์เพื่อประสงค์ช่วยกันกำหนดข้อวินิจฉัยให้รอบคอบ ส่วนปรึกษากันเพื่อให้การวินิจฉัยแต่ละเรื่องเสร็จสิ้นไปเธออย่าด่วนพูด อย่าพูดดุดัน อย่ายั่วโทสะ ถ้าเธอเป็นผู้สอบสวนอธิกรณ์

เธออย่าพูดผลีผลาม อย่ากล่าวถ้อยคำชวนทะเลาะ ไม่กอปรด้วยประโยชน์

วัตรคือธรรมเนียมการซักถามอนุโลมแก่สิกขาบท อันพระพุทธเจ้าผู้เฉียบแหลม ผู้มีพุทธิปัญญาทรงวางไว้ตรัสไว้ดีแล้ว ในพระสูตรคืออุภโตวิภังค์ ในพระ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อุภโตวิภังค์ วิภังค์ทั้งสอง หมายถึงคัมภีร์มหาวิภังค์หรือภิกขุวิภังค์ ได้แก่ พระบาลีวินัยปิฎกเล่ม ๑, เล่ม ๒ และคัมภีร์ภิกขุนีวิภังค์ ได้แก่ พระบาลีวินัยปิฎก เล่ม ๓
หน้า ๕๐๖

วินัยคือขันธกะ ในอนุโลมคือปริวาร ในพระบัญญัติคือวินัยปิฎก และในอนุโลมคือบริวาร ในพระบัญญัติคือวินัยปิฎก และในอนุโลมิกะคือมหาปเทสเธอจงพิจารณาวัตร คือ ธรรมเนียมการซักถามนั้น อย่าให้เสียคติที่เป็นไปในสัมปรายภพ เธอผู้ใฝ่ประโยชน์เกื้อกูล จงซักถ้อยคำที่กอปรด้วยประโยชน์โดยกาลสำนวนที่กล่าวโดยผลีผลามของจำเลยและโจทก์เธออย่าถือนัก โจทก์ฟ้องว่าต้องอาบัติ แต่จำเลยปฏิเสธ ว่าไม่ต้องอาบัติ เธอต้องสอบสวนทั้งสองฝ่าย พึงปรับอาบัติตามคำรับสารภาพและถ้อยคำสำนวนคำรับสารภาพเรากล่าวไว้ในหมู่ภิกษุลัชชี แต่ข้อนั้น ไม่มีในหมู่ภิกษุอลัชชี อนึ่ง ภิกษุอลัชชีพูดมาก เธอพึงปรับอาบัติตามถ้อยคำสำนวนดังกล่าวแล้ว”

ลักษณะอลัชชีบุคคลและลัชชีบุคคล

{๑๐๗๐} ท่านพระอุบาลีกราบทูลถามว่า

“อลัชชีเป็นคนเช่นไรคำรับสารภาพของผู้ใดฟังไม่ขึ้น ข้าพระองค์ขอทูลถามถึงข้อนั้น คนเช่นไร พระองค์ตรัสเรียกว่าอลัชชีบุคคล”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ขันธกะ หมายถึงคัมภีร์มหาวรรคและจุลลวรรค อันเป็นคัมภีร์ที่ ๓ และที่ ๔ แห่งพระบาลีวินัยปิฎก ๕ คัมภีร์ ได้แก่ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๔ - เล่มที่ ๗
  2. ๒ปริวาร หมายถึงคัมภีร์ปริวาร อันเป็นคัมภีร์สุดท้าย แห่งพระบาลีวินัยปิฎก ได้แก่ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ นี้
หน้า ๕๐๗

{๑๐๗๑} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

“ผู้ที่จงใจต้องอาบัติ ปกปิดอาบัติ และถึงอคติคือ ความลำเอียง คนเช่นนี้เราเรียกว่าอลัชชีบุคคล”

“จริง พระพุทธเจ้าข้า แม้ข้าพระองค์ก็ทราบว่าคน เช่นนี้พระองค์ตรัสเรียกว่าอลัชชีบุคคล แต่ข้าพระองค์ ขอทูลถามพระองค์ถึงข้ออื่น คนเช่นไร พระองค์ตรัสเรียกว่าลัชชีบุคคล”“ผู้ที่ไม่จงใจต้องอาบัติ ไม่ปกปิดอาบัติ ไม่ถึงอคติ คือไม่ลำเอียง คนเช่นนี้เราเรียกว่าลัชชีบุคคล”

ลักษณะบุคคลผู้โจทไม่เป็นธรรม

{๑๐๗๒} “จริง พระพุทธเจ้าข้า แม้ข้าพระองค์ก็ทราบว่าคนเช่นนี้พระองค์ตรัสเรียกว่าลัชชีบุคคล แต่ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ถึงข้ออื่น คนเช่นไรตรัสเรียกว่าผู้โจทไม่เป็นธรรม”“ผู้โจทโดยกาลไม่ควร ๑ โจทด้วยเรื่องไม่เป็นจริง ๑ โจทด้วยคำหยาบ ๑ โจทด้วยคำไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ มุ่งร้ายโจท ไม่มีเมตตาจิตโจท ๑ คนเช่นนี้เราเรียกว่าผู้โจทไม่เป็นธรรม”

ลักษณะบุคคลผู้โจทเป็นธรรม

{๑๐๗๓} “จริง พระพุทธเจ้าข้า แม้ข้าพระองค์ก็ทราบว่า คนเช่นนี้พระองค์ตรัสเรียกว่าผู้โจทไม่เป็นธรรม แต่ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ถึงข้ออื่น คนเช่นไรพระองค์ตรัสเรียกว่าผู้โจทเป็นธรรม”

หน้า ๕๐๘

“ผู้โจทโดยกาล ๑ โจทด้วยเรื่องจริง ๑ โจทด้วยคำสุภาพ ๑ โจทด้วยคำประกอบด้วยประโยชน์ ๑ มีเมตตาจิตโจท ไม่มุ่งร้ายโจท ๑ คนเช่นนี้เราเรียกว่าผู้โจทเป็นธรรม”

โจทก์ผู้โง่เขลา

{๑๐๗๔} “จริง พระพุทธเจ้าข้า แม้ข้าพระองค์ก็ทราบว่าคนเช่นนี้พระองค์ตรัสเรียกว่าผู้โจทเป็นธรรม แต่ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ถึงข้ออื่น คนเช่นไรพระองค์ตรัสเรียกว่าโจทก์ผู้โง่เขลา”“บุคคลไม่รู้คำต้นและคำหลัง ๑ ไม่ฉลาดในคำต้นและคำหลัง ๑ ไม่รู้ทางแห่งถ้อยคำอันต่อเนื่องกัน ๑ ไม่ฉลาดต่อทางแห่งถ้อยคำอันต่อเนื่องกัน ๑ คนเช่นนี้เราเรียกว่าโจทก์ผู้โง่เขลา”

โจทก์ผู้ฉลาด

{๑๐๗๕} “จริง พระพุทธเจ้าข้า แม้ข้าพระองค์ก็ทราบว่า คนเช่นนี้พระองค์ตรัสเรียกว่าโจทก์ผู้โง่เขลาื แต่ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ถึงข้ออื่น คนเช่นไรพระองค์ตรัสเรียกว่าโจทก์ผู้ฉลาด”“บุคคลรู้คำต้นและคำหลัง ๑ ฉลาดในคำต้นและคำหลัง ๑ รู้ทางแห่งถ้อยคำอันต่อเนื่องกัน ๑ ฉลาดต่อทางแห่งถ้อยคำอันต่อเนื่องกัน ๑ คนเช่นนี้เราเรียกว่าโจทก์ผู้ฉลาด”

หน้า ๕๐๙

การโจท

{๑๐๗๖} “จริง พระพุทธเจ้าข้า แม้ข้าพระองค์ก็ทราบว่าคนเช่นนี้พระองค์ตรัสเรียกว่าโจทก์ผู้ฉลาด แต่ข้าพระองค์ขอทูลถามถึงข้ออื่น อย่างไรพระองค์ตรัสเรียกว่าการโจท”“โจทด้วยศีลวิบัติ ๑ ด้วยอาจารวิบัติ ๑ ด้วยทิฎฐิวิบัติ ๑ ด้วยอาชีววิบัติ ๑ อย่างนี้นั้นเราจึงเรียกว่าการโจท”

จบ อปรคาถาสังคณิกะ

หน้า ๕๑๐

โจทนากัณฑ์

ว่าด้วยหมวดการโจท

๑. อนุวิชชกอนุโยคะ

ว่าด้วยการซักถามของภิกษุผู้สอบสวนอธิกรณ์

{๑๐๗๗} [๓๖๐] ภิกษุผู้สอบสวนอธิกรณ์พึงถามโจทก์ว่า‘อาวุโส ข้อที่คุณ โจทภิกษุรูปนี้นั้น โจทเพราะเรื่องอะไร โจทเพราะศีลวิบัติ โจทเพราะ อาจารวิบัติ หรือโจทเพราะทิฏฐิวิบัติ’

ถ้าโจทก์นั้นตอบอย่างนี้ว่า ‘กระผมโจทเพราะศีลวิบัติ โจทเพราะ อาจารวิบัติ หรือว่า ‘กระผมโจทเพราะทิฏฐิวิบัติ’ ภิกษุผู้สอบสวนอธิกรณ์พึง ซักถามโจทก์ต่อไปอย่างนี้ว่า ‘คุณรู้ศีลวิบัติ รู้อาจารวิบัติ รู้ทิฏฐิวิวัติหรือ’

ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า ‘อาวุโส กระผมรู้ศีลวิบัติ รู้อาจารวิบัติ รู้ทิฏฐิวิบัติ’ พึงซักถามโจทก์ต่อไปอย่างนี้ว่า ‘อาวุโส ก็ศีลวิบัติเป็นอย่างไร อาจารวิบัติเป็นอย่างไร ทิฏฐิวิบัติเป็นอย่างไร’

ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า ‘ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ นี้จัดเป็นศีลวิบัติ ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต นี้จัดเป็นอาจารวิบัติ มิจฉาทิฏฐิ อันตคาหิกทิฏฐิ นี้เป็นทิฏฐิวิบัติ’ พึงซักถามโจทก์ต่อไปอย่างนี้ว่า ‘อาวุโส ข้อที่คุณโจทภิกษุรูปนี้นั้น โจทด้วยได้เห็นหรือ ด้วยได้ยินหรือ ด้วยรังเกียจสงสัยหรือ’

ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า ‘กระผมโจทด้วยได้เห็น โจทด้วยได้ยิน หรือว่า กระผมโจทด้วยรังเกียจสงสัย’ พึงซักถามโจทก์ต่อไปอย่างนี้ว่า ‘อาวุโส ข้อที่คุณโจทภิกษุรูปนี้ด้วยได้เห็นนั้น คุณเห็นอะไร เห็นอย่างไร เห็นเมื่อไร เห็นที่ไหน คุณเห็นภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติปาราชิกหรือ คุณเห็นภิกษุรูปนี้ต้อง อาบัติสังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิตหรือ คุณอยู่ที่ไหน และภิกษุรูปนี้อยู่ที่ไหน คุณทำอะไรอยู่ ภิกษุรูปนี้ทำอะไรอยู่’

จบ เรื่องโจทเป็นต้น