พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๙
อตีตานาคตปัจจุปปันนกถา เล่ม ๓๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๓๖๘–๑๓๗๔ (Royal Thai)12/12 in วรรคที่ ๙4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๙ อตีตานาคตปัจจุปปันนกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
The Mahamakut edition prints the commentary in the same volumes as the canon, so this text includes commentary.
ไทย (มหามกุฏฯ), vol. 81, pp. 229–234
อตีตานาคตปัจจุปปันนกถา
[๑๓๖๘] สกวาที บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอีก หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. อดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคต
แล้ว สาบสูญไปแล้ว มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า อดีตดับไปแล้วปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว
อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอดีต.
[๑๓๖๙] ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอนาคต หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่
บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า อนาคต ยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม
ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอนาคต.
[๑๓๗๐] ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยรูปขันธ์ที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วยรูปขันธ์ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยรูปขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยรูปขันธ์ ๓ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยขันธ์ ๕ ที่เป็นอดีต เป็นผู้
ประกอบด้วยขันธ์ ๕ ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยขันธ์ ๕ ที่เป็นปัจจุบัน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยขันธ์ ๑๕ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๗๑] ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยจักขายตนะที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วยจักขายตนะที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยจักขายตนะที่เป็นปัจจุบัน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยจักขายตนะ ๓ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอายตนะ ๑๒ ที่เป็นอดีต
เป็นผู้ประกอบด้วยอายตนะ ๑๒ ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยอายตนะ๑๒ ที่เป็นปัจจุบัน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยอายตนะ ๓๖ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๗๒] ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยจักขุธาตุที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุธาตุที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุธาตุที่เป็นปัจจุบัน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุธาตุ ๓ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยธาตุ ๑๘ ที่เป็นอดีต เป็น
ผู้ประกอบด้วยธาตุ ๑๘ ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยธาตุ ๑๘ ที่เป็นปัจจุบัน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยธาตุ ๕๔ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๗๓] ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยจักขุนทรีย์ที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุนทรีย์ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุนทรีย์ที่เป็นปัจจุบัน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุนทรีย์ ๓ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นอดีต
เป็นผู้ประกอบด้วยอินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยอินทรีย์๒๒ ที่เป็นปัจจุบัน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยอินทรีย์ ๖๖ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๗๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลประกอบด้วยอดีตและอนาคต
หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. บุคคลผู้มีปกติเพ่งวิโมกข์ ๘ คือสมาบัติ ๘ ผู้ได้ตาม
ปรารถนาซึ่งฌาน ๔ ผู้มีปกติได้อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ มีอยู่ มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า บุคคลผู้มีปกติเพ่งวิโมกข์ ๘ ผู้ได้ตามปรารถนา
ซึ่งฌาน ๔ ผู้มีปกติได้อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะ จึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้ประกอบด้วยอดีตและอนาคต.
อตีตานาคตปัจจุปปันนกถา จบ
อรรถกถาอตตีตานาคเตหิ สมันนาคตกถา๑
ว่าด้วย บุคคลผู้ประกอบด้วยอดีตและอนาคต
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องบุคคลผู้ประกอบด้วยอดีตและอนาคต. ในเรื่องนั้นบัณฑิตพึงทราบบัญญัติ ๒ อย่าง คือ สมันนาคตบัญญัติ ได้แก่ บัญญัติคำว่าประกอบ และปฏิลาภบัญญัติ ได้แก่ บัญญัติคำว่า การได้เฉพาะ ในบัญญัติ๒ อย่างนั้น ผู้ถึงพร้อมด้วยปัจจุบันธรรม ท่านเรียกว่า สมันนาคตะ ส่วนสมาบัติทั้งหลายของผู้ได้ฌาน ๘ ไม่เป็นไปในขณะเดียวกัน คือส่วนหนึ่งเป็นอดีต ส่วนหนึ่งเป็นอนาคต ส่วนหนึ่งเป็นปัจจุบัน แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นท่านก็เรียก ปฏิลาภะ ผู้มีปกติได้ เพราะความเป็นผู้แทงตลอดแล้ว เป็นสภาพไม่เสื่อมไป.
๑. ในอภิธรรมใช้อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนกถา.
ในปัญหานั้น ชนเหล่าใด ไม่ถือเอาการวิภาค อย่างนี้ มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า ฌานทั้งหลายแม้เป็นอดีตและอนาคตมีอยู่แก่ผู้ได้ฌาน เหตุใด เพราะเหตุนั้น ฌานลาภีบุคคลเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยอดีตบ้าง ด้วยอนาคตบ้าง ดังนี้ คำถามของสกวาที หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้น. อนึ่ง คำว่า บุคคลผู้มีปกติเพ่งวิโมกข์ ๘ เป็นต้นเป็นข้อพิสูจน์แห่งความเป็นผู้ได้ คือได้สมาบัติ ๘ มิใช่พิสูจน์ความเป็นผู้ประกอบด้วยอดีตและอนาคต ดังนี้แล.
อรรถกถาอตีตานาคเตหิสมันตาคตกถา จบ
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. อานิสังสกถา ๒. อมตารัมมณกถา ๓. รูปังสารัมมตันติกถา๔. อนุสยาอนารัมมณาติกถา ๕. ญาณังอนารัมมณันติกถา ๖. อตีตา-รัมมณกถา ๗. อนาคตารัมมณกถา ๘. วิตักกานุปติตกถา ๙. วิตักก-วิปผารสัททกถา ๑๐. นยถาจิตตัสสวาจาติกถา ๑๑. นยถาจิตตัสสกาย-กัมมันติกกถา ๑๒. อตีตานาคตปัจจุปันนกถา.
วรรคที่ ๙ จบ
วรรคที่ ๑๐
นิโรธกถา
[๑๓๗๕] สกวาที เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุบัติยังไม่ทันดับ ขันธ์ ๕ที่เป็นกิริยาก็เกิดขึ้นได้ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๑๐ ขันธ์ ๑๐ มาพบกันได้หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๑๐ ขันธ์ ๑๐ มาพบกันได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๗๖] ส. เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุปบัติยังไม่ทันดับ ขันธ์ ๕ ที่เป็นกิริยาก็เกิดขึ้นได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๙ ขันธ์ ๙ มาพบกันได้หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๙ ขันธ์ ๙ มาพบกันได้หรือ ?
End of อตีตานาคตปัจจุปปันนกถา