พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๗
ปริโภคมยปุญญกถา เล่ม ๓๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๑๔๕–๑๑๕๒ (Royal Thai)5/10 in วรรคที่ ๗4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
๗. สตฺตมวคฺค
(๖๗) ๕. ปริโภคมยปุญฺญกถา
๕. ปริโภคมยปุญญกถา (๖๗)
ว่าด้วยบุญสำเร็จด้วยการบริโภค
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๗ ปริโภคมยปุญญกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
บาลี (มหาจุฬาฯ), vol. 37, pp. 292–295 · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒), vol. 37, pp. 512–517
*ปริโภคมยํ ปุญฺญํ วฑฺฒตีติ? อามนฺตา. ปริโภคมโย ผสฺโส วฑฺฒติ, เวทนา วฑฺฒติ, สญฺญา วฑฺฒติ, เจตนา วฑฺฒติ, จิตฺตํ วฑฺฒติ, สทฺธา วฑฺฒติ, วีริยํ วฑฺฒติ, สติ วฑฺฒติ, สมาธิ วฑฺฒติ, ปญฺญา วฑฺฒตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
*ปริโภคมยํ ปุญฺญํ วฑฺฒตีติ? อามนฺตา. ลตา วิย วฑฺฒติ, มาลุวา วิย วฑฺฒติ, รุกฺโข วิย วฑฺฒติ, ติณํ วิย วฑฺฒติ, มุญฺชปุญฺโช วิย วฑฺฒตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สก. บุญที่สำเร็จด้วยการบริโภค เจริญได้ใช่ไหม
สก. ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ที่สำเร็จด้วยการบริโภค เจริญได้ใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุญที่สำเร็จด้วยการบริโภค เจริญได้ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. เจริญได้เหมือนเถาวัลย์ เหมือนเถาย่านทราย เหมือนต้นไม้ เหมือนหญ้า เหมือนกองหญ้าปล้องใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
- 1บุญที่สำเร็จด้วยการบริโภค ในที่นี้หมายถึงบุญที่เกิดจากวัตถุทานที่ผู้รับ (ปฏิคาหก) นำไปใช้สอย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๘๓/๒๒๔-๒๒๕)
- 2ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายราชคิริกะและนิกายสิทธัตถิกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๘๓/๒๒๕)
- 3เพราะมีความเห็นว่า วัตถุทานที่ผู้รับนำไปใช้สอยเท่านั้นจึงเกิดบุญ ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า บุญเกิดจากจาคเจตนาใน ๓ กาล คือ (๑) ปุริมเจตนา (เจตนาก่อนให้) (๒) มุญจนเจตนา (เจตนากำลังให้) (๓) อปราปรเจตนา (เจตนาหลังจากให้แล้ว) โดยไม่คำนึงถึงว่าจะใช้สอยวัตถุทานนั้นหรือไม่ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๘๓/๒๒๕)
*ปริโภคมยํ ปุญฺญํ วฑฺฒตีติ? อามนฺตา. ทายโก ทานํ ทตฺวา น สมนฺนาหรติ โหติ ปุญฺญนฺติ? อามนฺตา. อนาวชฺชนฺตสฺส (๑) โหติ. อนาโภคสฺส โหติ. อสมนฺนาหรนฺตสฺส โหติ. อมนสิกโรนฺตสฺส โหติ. อเจตยนฺตสฺส โหติ. อปตฺถยนฺตสฺส โหติ. อปณิทหนฺตสฺส โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อาวชฺชนฺตสฺส (๒) โหติ. อาโภคสฺส โหติ. สมนฺนาหรนฺตสฺส โหติ. มนสิกโรนฺตสฺส โหติ. เจตยนฺตสฺส โหติ. ปตฺถยนฺตสฺส โหติ. ปณิทหนฺตสฺส โหตีติ? อามนฺตา. หญฺจิ อาวชฺชนฺตสฺส โหติ. อาโภคสฺส โหติ. สมนฺนาหรนฺตสฺส โหติ. มนสิกโรนฺตสฺส โหติ. เจตยนฺตสฺส โหติ. ปตฺถยนฺตสฺส โหติ. ปณิทหนฺตสฺส โหติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “ปริโภคมยํ ปุญฺญํ วฑฺฒตี”ติ.
- 1ฉ. อนาวฏฺเฏนฺตสฺส, สี.อิ.ม. อนาวฏฺฏนฺตสฺส
- 2ฉ.ม. อาวฏฺเฏนฺตสฺส. เอวมุปริปิ
สก. บุญที่สำเร็จด้วยการบริโภค เจริญได้ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ทายกถวายทานแล้วไม่ใฝ่ใจ ทานนั้นเป็นบุญใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ทานของผู้ไม่นึกถึง ผู้ไม่ขวนขวาย ผู้ไม่สนใจ ผู้ไม่ใฝ่ใจ ผู้ไม่จงใจ ผู้ ไม่ต้องการ ผู้ไม่ปรารถนา เป็นบุญใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ทานของผู้นึกถึง ผู้ขวนขวาย ผู้สนใจ ผู้ใฝ่ใจ ผู้จงใจ ผู้ต้องการ ผู้ ปรารถนา เป็นบุญมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. หากทานของผู้นึกถึง ผู้ขวนขวาย ผู้สนใจ ผู้ใฝ่ใจ ผู้จงใจ ผู้ต้องการ ผู้ปรารถนา เป็นบุญ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุญที่สำเร็จด้วยการ บริโภคเจริญได้”
*ปริโภคมยํ ปุญฺญํ วฑฺฒตีติ? อามนฺตา. ทายโก ทานํ ทตฺวา กามวิตกฺกํ วิตกฺเกติ. พฺยาปาทวิตกฺกํ วิตกฺเกติ. วิหิสาวิตกฺกํ วิตกฺเกติ. โหติ ปุญฺญนฺติ? อามนฺตา. ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ? น\เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ? อามนฺตา. กุสลากุสลา สาวชฺชานวชฺชา หีนปฺปณีตา กณฺหสุกฺกสปฺปฏิภาคา ธมฺมา สมฺมุขีภาวํ อาคจฺฉนฺตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสลากุสลา สาวชฺชานวชฺชา หีนปฺปณีตา กณฺหสุกฺกสปฺปฏิภาคา ธมฺมา สมฺมุขีภาวํ อาคจฺฉนฺตีติ? อามนฺตา. นนุ วุตฺตํ ภควตา “จตฺตาริมานิ ภิกฺขเว สุวิทูรวิทูรานิ. กตมานิ จตฺตาริ? นภญฺจ ภิกฺขเว ปฐวี จ อิทํ ปฐมํ สุวิทูรวิทูรํ. โอริมญฺจ ภิกฺขเว ตีรํ สมุทฺทสฺส ปาริมญฺจ ตีรํ อิทํ ทุติยํ สุวิทูรวิทูรํ. ยโต จ ภิกฺขเว เวโรจโน อพฺภุเทติ ยตฺถ จ อตฺถเมติ อิทํ ตติยํ สุวิทูรวิทูรํ. สตญฺจ ภิกฺขเว ธมฺโม (๑) อสตญฺจ ธมฺโม๑ อิทํ จตุตฺถํ สุวิทูรวิทูรํ. อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ สุวิทูรวิทูรานีติ.
นภญฺจ ทูเร ปฐวี จ ทูเร
ปารํ สมุทฺทสฺส ตทาหุ ทูเร
ยโต จ เวโรจโน อพฺภุเทติ
ปภงฺกโร ยตฺถ จ อตฺถเมติ.
ตโต หเว ทูรตรํ วทนฺติ
สตญฺจ ธมฺมํ อสตญฺจ ธมฺมํ.
อพฺยายิโก โหติ สตํ สมาคโม
ยาวมฺปิ ติฏฺเฐยฺย ตเถว โหติ
ขิปฺปํ หเวติ (๒) อสตํ สมาคโม
ตสฺมา สตํ ธมฺโม อสพฺภิ อารกาติ. (๓)
อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ? อามนฺตา. เตน หิ น วตฺตพฺพํ “กุสลากุสลา สาวชฺชานวชฺชา หีนปฺปณีตา กณฺหสุกฺกสปฺปฏิภาคา ธมฺมา สมฺมุขีภาวํ อาคจฺฉนฺตี”ติ.
- 1- ๑ ก. ธมฺมา
- 2ฉ.ม. ขปฺปํ หิ เวติ
- 3องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๔๓/๕๓
สก. บุญที่สำเร็จด้วยการบริโภค เจริญได้ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ทายกถวายทานแล้ว ตรึกถึงกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ทานนั้นเป็นบุญใช่ไหมปร. ใช่
สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและ ประณีต ที่เป็นฝ่ายดำ เป็นฝ่ายขาวและเป็นฝ่ายมีส่วนเปรียบ มาประชุมกันได้ใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สภาวธรรมทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและ ประณีต ที่เป็นฝ่ายดำ เป็นฝ่ายขาวและเป็นฝ่ายมีส่วนเปรียบ มาประชุมกันได้ใช่ไหมปร. ใช่
สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่อยู่ห่างไกล กันเหลือเกิน ๔ อย่างนี้สิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน ๔ อย่าง อะไรบ้าง คือ
๑. ท้องฟ้ากับแผ่นดิน นี้เป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกินอย่างที่ ๑
๒. ฝั่งนี้กับฝั่งโน้นของทะเล นี้เป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกินอย่าง ที่ ๒
๓. จุดที่ดวงอาทิตย์ขึ้นกับจุดที่ดวงอาทิตย์ตก นี้เป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกล กันเหลือเกินอย่างที่ ๓๔. ธรรมของสัตบุรุษ(คนดี)กับธรรมของอสัตบุรุษ(คนชั่ว) นี้เป็นสิ่งที่ อยู่ห่างไกลกันเหลือเกินอย่างที่ ๔ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน ๔ อย่างนี้แล
นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า
ฟ้ากับดินอยู่ไกลกัน
ฝั่ง (ทั้ง ๒) ของทะเลอยู่ไกลกัน
จุดที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตกก็อยู่ไกลกัน
บัณฑิตกล่าวว่า ธรรมของสัตบุรุษ
กับธรรมของอสัตบุรุษอยู่ไกลกันยิ่งกว่านั้น
สมาคมของสัตบุรุษยั่งยืนนาน
ดำรงอยู่ตราบนานเท่านาน
ส่วนสมาคมของอสัตบุรุษย่อมจืดจางเร็ว
เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษ
จึงห่างไกลกันกับธรรมของอสัตบุรุษ”
มีอยู่จริงมิใช่หรือ
ปร. ใช่
สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่ มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่เป็นฝ่ายดำ เป็นฝ่ายขาวและเป็นฝ่ายมี ส่วนเปรียบ มาประชุมกันได้”
- 1ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๔๗/๗๗
*น วตฺตพฺพํ “ปริโภคมยํ ปุญฺญํ วฑฺฒตี”ติ? อามนฺตา. นนุ วุตฺตํ ภควตา:- อารามโรปา วนโรปา เย ชนา เสตุการกา
ปปญฺจ อุทปานญฺจ เย ททนฺติ อุปสฺสยํ.
เตสํ ทิวา จ รตฺโต จ สทา ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ
ธมฺมฏฺฐา สีลสมฺปนฺนา เต ชนา สคฺคคามิโนติ. (๑)
อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ? อามนฺตา. เตน หิ ปริโภคมยํ ปุญฺญํ วฑฺฒตีติ.
*น วตฺตพฺพํ “ปริโภคมยํ ปุญฺญํ วฑฺฒตี”ติ? อามนฺตา. นนุ วุตฺตํ ภควตา “จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุญฺญาภิสนฺทา กุสลาภิสนฺทา สุขสฺสาหารา โสวคฺคิกา สุขวิปากา สคฺคสํวตฺตนิกา อิฏฺฐาย กนฺตาย มนาปาย หิตาย สุขาย สํวตฺตนฺติ. กตเม จตฺตาโร? ยสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุ จีวรํ ปริภุญฺชมาโน อปฺปมาณํ เจโตสมาธึ อุปสมฺปชฺช วิหรติ. อปฺปมาโณ ตสฺส ปุญฺญาภิสนฺโท กุสลาภิสนฺโท สุขสฺสาหาโร โสวคฺคิโก สุขวิปาโก สคฺคสํวตฺตนิโก อิฏฺฐาย กนฺตาย มนาปาย หิตาย สุขาย สํวตฺตติ. ยสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปิณฺฑปาตํ ปริภุญฺชมาโน ฯเปฯ เสนาสนํ ปริภุญฺชมาโน ฯเปฯ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ ปริภุญฺชมาโน อปฺปมาณํ เจโตสมาธึ อุปสมฺปชฺช วิหรติ. อปฺปมาโณ ตสฺส ปุญฺญาภิสนฺโท กุสลาภิสนฺโท สุขสฺสาหาโร โสวคฺคิโก สุขวิปาโก สคฺคสํวตฺตนิโก อิฏฺฐาย กนฺตาย มนาปาย หิตาย สุขาย สํวตฺตติ. อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุญฺญาภิสนฺทา กุสลาภิสนฺทา สุขสฺสาหารา โสวคฺคิกา สุขวิปากา สคฺคสํวตฺตนิกา อิฏฺฐาย กนฺตาย มนาปาย หิตาย สุขาย สํวตฺตนฺตี”ติ (๒) อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ? อามนฺตา. เตน หิ ปริโภคมยํ ปุญฺญํ วฑฺฒตีติ.
- 1สํ.ส. ๑๕/๔๓/๓๘
- 2องฺ. อฏฺฐก. ๒๑/๕๑/๖๒
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุญที่สำเร็จด้วยการบริโภค เจริญได้” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า
“ชนเหล่าใดปลูกสวนอันรื่นรมย์ ปลูกป่า สร้างสะพาน
ขุดสระน้ำ บ่อน้ำ และให้ที่พักอาศัย
บุญย่อมเจริญแก่ชนเหล่านั้น
ทั้งกลางวันและกลางคืน
ชนเหล่านั้นดำรงอยู่ในธรรม
สมบูรณ์ด้วยศีลแล้วย่อมเป็นผู้ไปสู่สวรรค์
มีอยู่จริงมิใช่หรือ
สก. ใช่
ปร. ดังนั้น บุญที่สำเร็จด้วยการบริโภคจึงเจริญได้
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุญที่สำเร็จด้วยการบริโภค เจริญได้” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ห้วงบุญกุศล ๔ ประการนี้ นำสุขมาให้ เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี มีสุขเป็นผล ให้เกิดในสวรรค์ เป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจห้วงบุญกุศล ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ภิกษุใช้สอยจีวรของทายกใด บรรลุเจโตสมาธิที่ประมาณไม่ได้อยู่ ห้วงบุญกุศลของทายกนั้นประมาณไม่ได้ นำสุขมาให้ เป็นไปเพื่อให้ ได้อารมณ์ดี มีสุขเป็นผล ให้เกิดในสวรรค์ เป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อ สุขที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ
๒. ภิกษุฉันบิณฑบาตของทายกใด ฯลฯ
๓. ภิกษุใช้สอยเสนาสนะของทายกใด ฯลฯ
๔. ภิกษุบริโภคคิลานปัจจัยเภสัชบริขารของทายกใด บรรลุเจโตสมาธิ ที่ประมาณไม่ได้อยู่ ห้วงบุญกุศลของทายกนั้นหาประมาณไม่ได้ นำสุขมาให้ เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี มีสุขเป็นผล ให้เกิดในสวรรค์ เป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจภิกษุทั้งหลาย ห้วงบุญกุศล ๔ ประการนี้แล นำสุขมาให้ เป็นไปเพื่อให้ได้ อารมณ์ดี มีสุขเป็นผล ให้เกิดในสวรรค์ เป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ” มีอยู่จริงมิใช่หรือสก. ใช่
ปร. ดังนั้น บุญที่สำเร็จด้วยการบริโภค จึงเจริญได้
- 1ดูเทียบ สํ.ส. (แปล) ๑๕/๔๗/๕๖
- 2ห้วงบุญกุศล ในที่นี้หมายถึงผลวิบากที่เกิดขึ้นแห่งบุญกุศลซึ่งหลั่งไหลนำสุขมาให้ผู้บำเพ็ญไม่ขาดสาย (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๕๑/๓๔๘, องฺ.จตุกฺก.ฏีกา ๒/๕๑/๓๘๒)
- 3ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๕๑-๕๒/๘๔
*ปริโภคมยํ ปุญฺญํ วฑฺฒตีติ? อามนฺตา. ทายโก ทานํ เทติ, ปฏิคฺคาหโก ปฏิคฺคเหตฺวา น ปริภุญฺชติ ฉฑฺเฑติ วิสฺสชฺเชติ, โหติ ปุญฺญนฺติ? อามนฺตา. หญฺจิ ทายโก ทานํ เทติ, ปฏิคฺคาหโก ปฏิคฺคเหตฺวา น ปริภุญฺชติ ฉฑฺเฑติ วิสฺสชฺเชติ, โหติ ปุญฺญํ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “ปริโภคมยํ ปุญฺญํ วฑฺฒตี”ติ. *ปริโภคมยํ ปุญฺญํ วฑฺฒตีติ? อามนฺตา. ทายโก ทานํ เทติ, ปฏิคฺคาหเก ปฏิคฺคหิเต ราชาโน วา หรนฺติ, โจรา วา หรนฺติ, อคฺคิ วา ทหติ, อุทกํ วา วหติ, อปฺปิยา วา ทายาทา หรนฺติ, โหติ ปุญฺญนฺติ? อามนฺตา. หญฺจิ ทายโก ทานํ เทติ, ปฏิคฺคาหเก ปฏิคฺคหิเต ราชาโน วา หรนฺติ, โจรา วา หรนฺติ, อคฺคิ วา ทหติ, อุทกํ วา วหติ, อปฺปิยา วา ทายาทา หรนฺติ, โหติ ปุญฺญํ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “ปริโภคมยํ ปุญฺญํ วฑฺฒตี”ติ. ปริโภคมยปุญฺญกถา นิฏฺฐิตา.
สก. บุญที่สำเร็จด้วยการบริโภค เจริญได้ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ทายกถวายทาน ปฏิคาหกรับทานแล้วไม่บริโภค ทิ้งเสีย สละเสีย ทานนั้นเป็นบุญใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. หากทายกถวายทาน ปฏิคาหกรับทานแล้วไม่บริโภค ทิ้งเสีย สละเสีย ทานนั้นเป็นบุญ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุญที่สำเร็จด้วยการบริโภค เจริญได้”สก. บุญที่สำเร็จด้วยการบริโภค เจริญได้ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ทายกถวายทาน เมื่อปฏิคาหกรับทานแล้ว พระราชาทรงริบไปเสีย โจรลักไป ไฟไหม้ น้ำพัดไป หรือทายาทผู้ไม่เป็นที่รักกันนำไปเสีย ทานนั้นเป็น บุญใช่ไหมปร. ใช่
สก. หากทายกถวายทาน เมื่อปฏิคาหกรับทานแล้ว พระราชาทรงริบไปเสีย โจรลักไป ไฟไหม้ น้ำพัดไป หรือทายาทผู้ไม่เป็นที่รักกันนำไปเสีย ทานนั้นเป็นบุญ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุญที่สำเร็จด้วยการบริโภค เจริญได้”
ปริโภคมยปุญญกถา จบ
End of ปริโภคมยปุญญกถา