พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๗
ทานกถา เล่ม ๓๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๑๓๙–๑๑๔๔ (Royal Thai)4/10 in วรรคที่ ๗4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๗ ทานกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 37, pp. 550–555
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนเกวัฏฏะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมทายใจ ทายความรู้สึกในใจ ทายความตรึก ทายความตรองของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นได้ว่า ‘ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็นไปโดยอาการนี้ จิตของท่านเป็นดังนี้” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น เจตสิกธรรมก็ต้องมีอยู่
จบ เจตสิกกถา
(๖๖) ๔. ทานกถา
ว่าด้วยเรื่องเจตสิกธรรมเป็นทาน
{๑๑๓๙} [๔๗๘] สกวาทีถามว่า เจตสิกธรรมเป็นทานหรือ ?
ส. จะให้เจตสิกธรรมแก่คนอื่น ๆ ก็ได้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. จะให้เจตสิกธรรมแก่คนอื่น ๆ ก็ได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
- ๑พึงดูเทียบใน ที.สี. (แปล) ๙/๔๘๕/๔๔๑
- ๒ทาน การให้ มี ๓ ประเภท คือ (๑) จาคเจตนา ความตั้งใจที่จะสละหรือเป็นเหตุให้สละ ได้แก่ทานที่ประกอบด้วยกุศลธรรม (๒)วิรัติ การงดเว้น ได้แก่การให้อภัยทาน (๓)ไทยธรรม การให้สิ่งของ ได้แก่การให้ข้าวให้น้ำเป็นทาน แต่เมื่อว่าโดยความหมาย ย่นลงเป็น ๒ ประเภท คือ เจตสิกธรรม (รวมจาคเจตนากับวิรัติ) กับไทยธรรม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๒๓)
- ๓ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายราชคิริกะและนิกายสิทธัตถิกะ ซึ่งมีความเห็นร่วมกันว่า เจตสิกธรรมเท่านั้นเป็นทาน ไทยธรรมไม่จัดเป็นทาน (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๒๓)
ส. จะให้ผัสสะแก่คนอื่น ๆ ก็ได้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น
ส. จะให้เวทนา ... สัญญา ... เจตนา ... สัทธา ... วิริยะ ... สติ ... สมาธิ... ปัญญาแก่คนอื่น ๆ ก็ได้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๑๔๐} [๔๗๙] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “เจตสิกธรรมเป็นทาน” หรือ
ส. ถูกแล้ว
ป. ทานมีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มีผลไม่เป็นที่ฟูใจ มีผลร้อนใจ มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากหรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ป. ทานมีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่ร้อนใจ มีสุขเป็นเท่าไร มีสุขเป็นวิบากมิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป ทานมีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่ร้อนใจ มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “เจตสิกธรรมเป็นทาน”ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่าทานมีผลน่าปรารถนา จีวรเป็นทานหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จีวรมีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่ร้อนใจ มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่าทานมีผลน่าปรารถนา บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขารเป็นทานหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คิลานปัจจัยเภสัชบริขารมีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่ร้อนใจ มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๑๔๑} [๔๘๐] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “เจตสิกธรรมเป็นทาน” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
“การให้ทานด้วยศรัทธา ๑ การให้ทานด้วยหิริ ๑ การให้ทานอันหาโทษมิได้ ๑ ธรรมเหล่านี้คล้อยตามสัตบุรุษ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวธรรม ๓ ประการนี้ว่าเป็นทางสวรรค์ เขาไปสู่เทวโลกกันด้วยทางนี้แล”
ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น เจตสิกธรรมก็เป็นทาน
{๑๑๔๒} ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “เจตสิกธรรมเป็นทาน” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทาน ๕ ประการนี้เป็นมหาทาน รู้กันว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นวงค์แห่งอารยชน เป็นของเก่า ไม่ถูกละเลย ไม่เคยถูกละเลย อันบัณฑิตทั้งหลายไม่ละเลยอยู่
- ๑พึงดูเทียบใน องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๓๒/๒๙๘
จักไม่ละเลย ทั้งสมณะและพราหมณ์ที่เป็นวิญญูชนก็ไม่รังเกียจกัน ทาน ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์) เว้นขาดจากปาณาติบาตแล้ว อริยสาวกผู้เว้นขาดจากปาณาติบาตแล้วชื่อว่าให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่เหล่าสัตว์หาประมาณมิได้ ครั้นให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่เหล่าสัตว์หาประมาณมิได้แล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนหาประมาณมิได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นทานประการที่ ๑ ที่เป็นมหาทาน รู้กันว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นวงศ์แห่งอารยชน เป็นของเก่า ไม่ถูกละเลย ไม่เคยถูกละเลย อันบัณฑิตทั้งหลายไม่ละเลยอยู่ จักไม่ละเลย ทั้งสมณะและพราหมณ์ที่เป็นวิญญูชนก็ไม่รังเกียจกันอีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเป็นผู้ละอทินนาทาน (การลักทรัพย์) ...
เป็นผู้ละกาเมสุมิจฉาจาร (การประพฤติผิดในกาม) ...
เป็นผู้ละมุสาวาท (การพูดเท็จ) ...
เป็นผู้ละการดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เว้นขาดจากการดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทแล้ว อริยสาวกผู้ละการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เว้นขาดจากการดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท แล้วชื่อว่าย่อมให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่เหล่าสัตว์หาประมาณมิได้ ครั้นให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่เหล่าสัตว์หาประมาณมิได้แล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนหาประมาณมิได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นทานประการที่ ๕ ที่เป็นมหาทาน รู้กันว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นวงศ์แห่งอารยชน เป็นของเก่า ไม่ถูกละเลย ไม่เคยถูกละเลย อัน
บัณฑิตทั้งหลายไม่ละเลยอยู่ จักไม่ละเลย ทั้งสมณะและพราหมณ์ที่เป็นวิญญูชนก็ไม่รังเกียจกัน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทาน ๕ ประการเหล่านี้แลเป็นมหาทาน รู้กันว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นวงศ์แห่งอารยชน เป็นของเก่า ไม่ถูกละเลย ไม่เคยถูกละเลย อันบัณฑิตทั้งหลายไม่ละเลยอยู่ จักไม่ละเลย ทั้งสมณะและพราหมณ์ที่เป็นวิญญูชนก็ไม่รังเกียจกัน” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น ทานก็คือเจตสิกธรรม
{๑๑๔๓} [๔๘๑] ส. ท่านไม่ยอมรับว่า “ไทยธรรมเป็นทาน” หรือ
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทานคือ ข้าว นํ้า ผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พักและประทีป” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ทานก็คือไทยธรรม
{๑๑๔๔} [๔๘๒] ป. ไทยธรรมเป็นทานหรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ไทยธรรมมีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร<*> มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่ร้อนใจ มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากหรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
- ๑พึงดูเทียบใน องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๓๙/๓๐๙-๓๑๑
- ๒พึงดูเทียบใน องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๓๕/๓๐๒
- ใคร่ - ผู้รวบรวม
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่าทานมีผลน่าปรารถนา จีวรเป็นทานหรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. จีวรมีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร<*> มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่ร้อนใจ มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากหรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่าทานมีผลน่าปรารถนา บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขารเป็นทานหรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. คิลานปัจจัยเภสัชบริขารมีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร<*> มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่ร้อนใจ มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากหรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ป. ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ไทยธรรมเป็นทาน”
จบ ทานกถา
(๖๗) ๕. ปริโภคมยปุญญกถา
ว่าด้วยเรื่องบุญที่สำเร็จแต่การบริโภค
{๑๑๔๕} [๔๘๓] สกวาทีถามว่า บุญที่สำเร็จแต่การบริโภคเจริญได้หรือ ?
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายราชคิริกะและนิกายสิทธัตถิกะ ซึ่งมีความเห็นว่า บุญที่ชื่อว่าสำเร็จจากการบริโภคใช้สอยปัจจัยหรือวัตถุทานของภิกษุมีอยู่ เพราะศึกษาพระสูตรทั้งหลาย เป็นต้นว่า ‘บุญย่อมเจริญแก่ชนเหล่านั้นทั้งกลางวันและกลางคืนในกาลทุกเมื่อ’ (วนโรปสูตร ส๐.ส. (แปล) ๑๕/๔๗/๕๘) และว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใช้สอยจีวรของทายกใด’ (ปฐมปุญญาภิสันทสูตร องฺ.จตุกฺก. (แปลฉ ๒๑/๕๑/๘๙) โดยไม่แยบคาย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๒๓)
- ใคร่ - ผู้รวบรวม
End of ทานกถา