arnon.worldSign in

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๓

อริยันติกถา เล่ม ๓๗

Text layerBuddha’s wordsItems ๗๒๐–๗๓๗ (Royal Thai)2/12 in วรรคที่ ๓4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๓ อริยันติกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 37, pp. 373–382

Page 373

(๒๒) ๒. อริยันติกถา

ว่าด้วยกำลังของพระตถาคตเป็นอริยะทั้งหมด

{๗๒๐} [๓๕๗] สกวาทีถามว่า กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดาปัตติมรรค เป็นโสดาปัตติผล เป็นสกทาคามิมรรค เป็นสกทาคามิผล เป็นอนาคามิมรรค เป็นอนาคามิผล เป็นอรหัตตมรรค เป็นอรหัตตผล เป็นสติปัฏฐาน เป็นสัมมัปปธาน เป็นอิทธิบาท เป็นอินทรีย์ เป็นพละ เป็นโพชฌงค์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๒๑} ส. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. มีสุญญตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. มีสุญญตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. พระตถาคตทรงทำซึ่งฐานะและอฐานะไว้ในพระทัยด้วย ทรงทำซึ่งสุญญตะไว้ในพระหัยด้วยหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอันธกะ ซึ่งมีความเห็นว่า พระกำลังของพระตถาคตหรือทสพลญาณ ๑๐ เป็นอริยะหรือเป็นโลกุตตระทั้งหมด (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๙๑)
Page 374

ส. พระตถาคตทรงทำซึ่งฐานะและอฐานะไว้ในพระทัยด้วย ทรงทำซึ่งสุญญตะไว้ในพระทัยด้วยหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. มีความประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง แห่งจิต ๒ ดวงหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์หรือ ... มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. พระตถาคตทรงทำซึ่งฐานะและอฐานะไว้ในพระทัยด้วย ทรงทำซึ่งอัปปณิหิตะไว้ในพระทัยด้วยหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. พระตถาคตทรงทำซึ่งฐานะและอฐานะไว้ในพระทัยด้วย ทรงทำซึ่งอัปปณิหิตะไว้ในพระทัยด้วยหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. มีความประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง แห่งจิต ๒ ดวงหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๒๒} [๓๕๘] ส. สติปัฏฐานเป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

Page 375

ส. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. สติปัฏฐานเป็นอริยะ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ... มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๒๓} ส. สัมมัปปธาน ... อิทธิบาท ... อินทรีย์ ... พละ ... โพชฌงค์เป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. โพชฌงค์เป็นอริยะ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ... มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น...

{๗๒๔} [๓๕๙] ส. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์” หรือ ?

Page 376

ป. ถูกแล้ว

ส. สติปัฏฐานเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์” หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ... มี อัปณิหิตะเป็นอารมณ์” หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สติปัฏฐานเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความ เป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ... มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ... มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สัมมัปปธาน ... โพชฌงค์เป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๒๕} [๓๖๐] ส. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดาปัตติมรรค เป็นโสดาปัตติผล ... เป็นโพชฌงค์หรือ ?

Page 377

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๒๖} ส. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. มีสุญญตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. มีสุญญตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. พระตถาคตทรงทำซึ่งจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายไว้ในพระทัยด้วย ทรงทำซึ่งสุญญตะไว้ในพระทัยด้วยหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. พระตถาคตทรงทำซึ่งจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายไว้ในพระทัยด้วย ทรงทำซึ่งสุญญตะไว้ในพระทัยด้วยหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. มีความประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง แห่งจิต ๒ ดวงหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ... มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์หรือ ?

Page 378

ป. ถูกแล้ว

ส. พระตถาคตทรงทำซึ่งจุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลายไว้ในพระทัยด้วย ทรงทำซึ่งอัปปณิหิตะไว้ในพระทัยด้วยหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. พระตถาคตทรงทำซึ่งจุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลายไว้ในพระทัยด้วย ทรงทำซึ่งอัปปณิหิตะไว้ในพระทัยด้วยหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. มีความประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง แห่งจิต ๒ ดวงหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๒๗} [๓๖๑] ส. สติปัฏฐานเป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ... มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ... มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะ มีอัปปหิตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. สัมมัปปธาน ... โพชฌงค์เป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ... มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ... มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

Page 379

{๗๒๘} ส. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในจุติและอุบัติของสัตวัทั้งหลายเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ... มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ... มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สติปัฏฐานเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๒๙} [๓๖๒] ส. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในจุติและอุปบัติแห่งสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ... มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ... มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สัมมัปปธาน ... โพชฌงค์เป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๓๐} ป. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายเป็นอริยะหรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะหรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๓๑} ป. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายเป็นอริยะหรือ ?

ส. ถูกแล้ว

Page 380

ป. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะหรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๓๒} ป. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นอริยะ” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นอริยะ” หรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๓๓} ป. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นอริยะ” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นอริยะ” หรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๓๔} ป. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายเป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะก็เป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

Page 381

ป. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายเป็นอริยะ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ... มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะก็เป็นอริยะ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๓๕} ป. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายเป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ... มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ... มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายก็เป็นอริยะ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์หรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๓๖} ป. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์” หรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ป. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะก็เป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ... มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

Page 382

ป. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายเป็นอริยะแต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” หรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๓๗} ป. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ... มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ... มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. กำลังของพระตถาคตคือการรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” หรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

จบ อริยันติกถา

(๒๓) ๓. วิมุจจติกถา

ว่าด้วยเรื่องจิตหลุดพ้น

{๗๓๘} [๓๖๓] สกวาทีถามว่า จิตมีราคะหลุดพ้นได้หรือ

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. จิตสหรคตด้วยราคะเกิดพร้อมกับราคะระคนด้วยราคะ สัมปยุตด้วยราคะ ปรากฏพร้อมกับราคะแปรปรวนไปตามราคะ เป็น

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอันธกะ ซึ่งมีความเห็นว่า จิตที่ปราศจากราคะแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะทำให้หลุดพ้น จิตที่มีราคะจึงจะหลุดพ้นจากราคะเหมือนผ้าที่เปรอะเปื้อน เมื่อถูกซัก ก็จะสะอาดจากสิ่งสกปรก (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๙๒)

End of อริยันติกถา