arnon.worldSign in

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๓

พลกถา เล่ม ๓๗

Text layerBuddha’s wordsItems ๖๙๖–๗๑๙ (Royal Thai)1/12 in วรรคที่ ๓4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๓ พลกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)

The Mahamakut edition prints the commentary in the same volumes as the canon, so this text includes commentary.

ไทย (มหามกุฏฯ), vol. 80, pp. 576–589

Page 576

วรรคที่ ๓

พลกถา

[๖๙๖] ส. สกวาที กำลังพระตถาคตทั่วไปแก่พระ-

สาวก หรือ ?

ปรวาที ถูกแล้ว.

ส. กำลังของพระตถาคต ก็คือ กำลังของพระสาวก

กำลังของพระสาวก ก็คือ กำลังของพระตถาคต หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

[๖๙๗] ส. กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. กำลังของพระตถาคตอันนั้น กำลังของพระสาวก

ก็อันนั้นแหละ กำลังของพระสาวกอันนั้น กำลังของพระตถาคตก็อันนั้นแหละ หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

[๖๙๘] ส. กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. กำลังของพระตถาคตเช่นใด กำลังแห่งพระสาวก

ก็เช่นนั้น กำลังแห่งพระสาวกเช่นใด กำลังของพระตถาคต ก็เช่นนั้นหรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

Page 577

[๖๙๙] ส. กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ?.

ป. ถูกแล้ว.

ส. บุรพประโยค บุรพจริยา การกล่าวธรรม การ

แสดงธรรมแห่งพระตถาคต เช่นใด บุรพประโยค บุรพจริยา การกล่าวธรรม การแสดงธรรม แห่งพระสาวกก็เช่นนั้น หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

[๗๐๐] ส. กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. พระตถาคต คือ พระชินะ พระศาสดา พระ-

สัมมาสัมพุทธะ พระสัพพัญญู คือผู้รู้ธรรมทั้งปวง พระสัพพทัสสาวีคือ ผู้เห็นธรรมทั้งปวง พระธรรมสามี คือเจ้าแห่งธรรม พระธรรมปฏิ-สรณะ คือ ผู้มีธรรมเป็นที่อาศัย หรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. พระสาวก ก็คือ พระชินะ พระศาสดา พระ-

สัมมาสัมพุทธะ พระสัพพัญญู พระสัพพทัสสาวี พระธรรมสามี พระ-ธรรมปฏิสรณะ หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

[๗๐๑] ส. กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. พระตถาคต เป็นผู้ยังมรรคที่ยังมิได้บังเกิดให้เกิด

ขึ้น เป็นผู้ยังมรรคที่ยังมิได้ปรากฏให้ปรากฏขึ้น เป็นผู้กล่าวมรรคที่ใคร ๆ

Page 578

มิเคยได้กล่าว เป็นผู้รู้มรรค เป็นผู้รู้แจ้งมรรค เป็นผู้ฉลาดในมรรค หรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. พระสาวก ก็เป็นผู้ยังมรรคที่ยังมิได้บังเกิดให้เกิด

ขึ้น เป็นผู้ยังมรรคที่ยังมิได้ปรากฏให้ปรากฏขึ้นเป็นผู้กล่าวมรรคที่ใคร ๆมิเคยได้กล่าว เป็นผู้รู้มรรค เป็นผู้รู้แจ้งมรรค เป็นผู้ฉลาดในมรรค หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

[๗๐๒] ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความ

ยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ ทั่วไปแก่พระสาวก

หรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. พระสาวก เป็นพระสัพพัญญู เป็นพระสัพพ-

ทัสสาวี หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

[๗๐๓] ป. พระสาวกรู้ฐานะและอฐานะ หรือ ?

ส. ถูกแล้ว.

ป. หากว่า พระสาวกรู้ฐานะและอฐานะ ด้วยเหตุ

นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งฐานะและอฐานะ ทั่วไปแก่พระสาวก ดังนี้.

[๗๐๔] ป. พระสาวกรู้ผลอันสุกวิเศษโดยฐานะ โดยเหตุ

แห่งกรรมสมาทานทั้งอดีตและปัจจุบัน หรือ ?

ส. ถูกแล้ว.

Page 579

ป. หากว่า พระสาวกรู้ผลอันสุกวิเศษโดยฐานะ

โดยเหตุแห่งกรรมสมาทานทั้งอดีตอนาคตและปัจจุบัน ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งผลอันสุกวิเศษโดยฐานะ. โดยเหตุแห่งกรรมสมาทานทั้งอดีตอนาคตและปัจจุ-บัน ทั่วไปแก่พระสาวก.

[๗๐๕] ป. พระสาวก รู้ปฏิปทาอันนำไปสู่คติทั้งปวง หรือ ?

ส. ถูกแล้ว.

ป. หากว่า พระสาวกรู้ปฏิปทาอันนำไปสู่คติทั้งปวง

ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งปฏิปทาอันจะนำไปในคติทั้งปวง ทั่วไปแก่พระสาวก ดังนี้.

[๗๐๖] ป. พระสาวกรู้โลกอันมีธาตุต่าง ๆ มีธาตุมิใช่น้อย

หรือ ?

ส. ถูกแล้ว.

ป. หากว่า พระสาวกรู้โลกอันมีธาตุต่าง ๆ มีธาตุ

มิใช่น้อย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือการรู้ตามจริงซึ่งโลกอันมีธาตุต่าง ๆ มีธาตุมิใช่น้อย ทั่วไปแก่พระสาวก

[๗๐๗] ป. พระสาวก รู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอธิมุติคืออัธยาศัยต่าง ๆ กัน หรือ ?

ส. ถูกแล้ว.

ป. หากว่า พระสาวกรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มี

Page 580

อธิมุติต่าง ๆ กัน ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระ-ตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอธิมุตติต่าง ๆ กันทั่วไปแก่พระสาวก.

[๗๐๘] ป. พระสาวกรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว การ

ออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ หรือ ?

ส. ถูกแล้ว.

ป. หากว่า พระสาวกรู้ความเศร้าหมอง ความผ่อง

แผ้ว การออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว การออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ทั่วไปแก่พระสาวก.

[๗๐๙] ป. พระสาวกรู้ญาณเป็นเครื่องระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อนได้แก่ระลึกชาติหนหลังได้ หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. หากว่า พระสาวกรู้ญาณเป็นเครื่องระลึกถึงขันธ์

ที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อน ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งญาณเป็นเครื่องระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อน ทั่วไปแก่พระสาวก.

[๗๑๐] ป. พระสาวกรู้จุติและอุปบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย หรือ ?

ส. ถูกแล้ว.

Page 581

ป. หากว่า พระสาวกรู้จุติและอุปบัติแห่งสัตว์ทั้ง

หลาย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือการรู้ตามจริงซึ่งจุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย ทั่วไปแก่พระสาวก.

[๗๑๑] ป. อาสวะทั้งหลาย ทั้งของพระตถาคต ทั้งของพระ-

สาวกต่างก็สิ้นไปแล้ว มิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว.

ป. มีเหตุอะไร ๆ ที่ทำให้ต่างกันในระหว่างความสิ้น

อาสวะแห่งพระตถาคต กับความสิ้นอาสวะแห่งพระสาวก หรือในระหว่างความหลุดพ้นแห่งพระตถาคต กับความหลุดพ้นแห่งพระสาวกหรือ ?

ส. ไม่มี.

ป. หากว่า ไม่มีเหตุอะไร ๆ ที่ทำให้ต่างกันใน

ระหว่างความสิ้นอาสวะแห่งพระตถาคต กับความสิ้นอาสวะแห่งพระ-สาวก หรือในระหว่างความหลุดพ้นแห่งพระตถาคต กับความหลุดพ้นแห่งพระสาวก ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคตคือ การรู้ตามจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ทั่วไปแก่พระสาวก.

[๗๑๒] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ?

ส. ถูกแล้ว.

ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ

และอฐานะ ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ?

Page 582

ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

[๗๑๓] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ

สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ทั่วไปแก่พระสาวก

หรือ ?

ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในจุติ

และอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย ทั่วไปแก่พระสาวก

หรือ ?

ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

[๗๑๔] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ

และอฐานะ ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ?

ส. ถูกแล้ว.

ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ

สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก

หรือ ?

ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

[๗๑๕] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในจุติ

และอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย ไม่ทั่วไปแก่พระ-

สาวก หรือ ?

ส. ถูกแล้ว.

Page 583

ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ

สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก

หรือ ?

ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

[๗๑๖] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความ

ยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก

หรือ ?

ส. ถูกแล้ว.

ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ

และอฐานะ ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ?

ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

[๗๑๗] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความ

ยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก

หรือ ?

ส. ถูกแล้ว.

ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ

สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก

หรือ ?

ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

[๗๑๘] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ

และอฐานะ ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ?

Page 584

ส. ถูกแล้ว.

ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความ

ยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ ทั่วไปแก่พระสาวก

หรือ ?

ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

[๗๑๙] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ

สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ทั่วไปแก่พระสาวก

หรือ ?

ส. ถูกแล้ว.

ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความ

ยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ ทั่วไปแก่พระสาวก

หรือ ?

ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

พลกถา จบ

อรรถกถาพลกถา

ว่าด้วย พละ คือ กำลัง

บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องพละ คือกำลัง. ในเรืองนั้น ชนเหล่าใดมีลัทธิ ดุจนิกายอันธกะทั้งหลายในขณะนี้ว่า กำลังพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย เพราะถือเอาพระสูตร ๑๐ สูตร มีอนุรุทธสังยุตสูตรเป็นต้น โดยไม่พิจารณาว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็แล เราย่อมรู้

Page 585

ชัดซึ่งฐานะโดยความเป็นฐานะ และย่อมรู้ชัดอฐานะโดยความเป็นอฐานะตามความเป็นจริง เพราะความที่สติปัฏฐานทั้ง ๔ เหล่านี้เราเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น. คำตอบรับรองเป็นของปรวาที เพราะตั้งอยู่ในลัทธิ. อนึ่ง ชื่อว่ากำลังแห่งพระตถาคตนี้ ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลายก็มี ไม่ทั่วไปก็มีทั้งทั่วไปและไม่ทั่วไปก็มี มีอยู่ ในกำลังเหล่านั้น ญาณในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายชื่อว่า สาธารณะ คือทั่วไปแก่พระสาวก แต่อิน-ทริยปโรปริยัตติญาณ ได้แก่ญาณรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ เป็นอสาธารณญาณ คือญาณไม่ทั่วไป

ญาณที่เหลือเป็นสาธารณะด้วยอสาธารณะด้วย. จริงอยู่พระสาวกทั้งหลายย่อมรู้ซึ่งฐานาฐานญาณเป็นต้นได้บางอย่าง แต่พระตถาคตทั้งหลายย่อมรู้ฐานาฐานญาณเป็นต้นได้โดยสิ้นเชิง. พระสาวกทั้งหลายย่อมรู้สาธารณาณเหล่านั้นโดยอุทเทสคือโดยหัวข้อ ไม่รู้โดยนิทเทส คือโดยนำออกแสดงโดยพิสดาร. ก็ลัทธินี้กล่าวว่า กำลังของพระตถาคตแม้ทั้งปวงว่าทั่วไปแก่พระสาวกโดยไม่แปลกกัน ดังนี้ เพื่อตำหนิลัทธินั้น ๆ เพราะเหตุนั้น จึงเริ่มซักถามอีกว่า กำลังของพระตถาคตก็คือกำลังพระสาวก ดังนี้เป็นต้น.

ในการตอบปัญหาเหล่านั้น ปัญหาที่ ๑ ปรวาทีหมายเอาความที่กำลังเหล่านั้น เป็นวิสัยคือเป็นอารมณ์แห่งอาการทั้งปวงโดยนิทเทสจึงตอบปฏิเสธ. ในปัญหาที่ ๒ ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งญาณมีฐานา-

Page 586

ฐานญาณเป็นต้นโดยอุทเทส. ในปัญหาว่า กำลังของพระตถาคตอันนั้น กำลังของพระสาวกก็อันนั้นแหละ ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะไม่มีการกระทำที่แตกต่างกันโดยอาการทั้งปวง. บุรพประโยคคือการประกอบในเบื้องต้น ก็ดี บุรพจริยา คือการประพฤติเบื้องต้นก็ดี ย่อมเป็นอย่างเดียวกันโดยอรรถ. การกล่าวธรรมด้วย การแสดงธรรมด้วย ก็เป็นเช่นเดียวกัน.

ในปัญญาว่าด้วยอินทริยปริยัตติญาณ ปรวาทีตอบรับรองในวิสัย คืออารมณ์แห่งพระสาวก หมายเอาทั่วไปโดยเอกเทส คือบางส่วน.

บัดนี้ ปัญหาของปรวาที มีคำว่า พระสาวกรู้ฐานะและอฐานะหรือ เป็นต้น เพื่อให้ตั้งไว้ซึ่งความที่ญาณเหล่านั้นเป็นสาวกสาธารณญาณ โดยความที่ท่านย่อมรู้ฐานาฐานญาณเป็นต้นโดยอุทเทสเพราะฉะนั้นจึงประกาศความรู้อรรถของพระสาวกสักว่าการรู้นั้น. ในปัญหานั้นปรวาทีไม่ถือเอาอินทริยปโรปปริยัตติญาณซึ่งเป็นญาณอย่างใดอย่างหนึ่งแห่งอสาธารณญาณ ๖.

คำว่า ความสิ้นอาสวะแห่งพระตถาคต กับความสิ้นอาสวะแห่งพระสาวก ดังนี้ อธิบายว่า คำใดอันบุคคลควรกล่าวพึงมีเพราะอาศัยการสิ้นอาสวะของพระตถาคต กับการสิ้นอาสวะของพระ-สาวกนั้น ความแตกต่างกันหามีไม่. แม้ในบทว่า ความหลุดพ้นแห่งพระตถาคต กับความหลุดพ้นแห่งพระสาวก ก็นัยนี้นั่น

Page 587

แหละ. คำที่เหลือในที่นี้มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

บัดนี้ ปัญหาของปรวาทีว่า ในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เป็นต้นนั่นแหละอีก เพื่อเปรียบเทียบญาณในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายของพระตถาคตกับพระสาวกที่สกวาทีตอบรับรองเป็นสาธารณญาณนั้น แล้วจึงถามซึ่งความเป็นสาธารณญาณทั้งหลายแม้ที่เหลือ. ญาณนั้นอันสกวาทีผู้แก้ปัญหารับรองแล้วว่าเป็นสาธารณญาณเพราะไม่มีอะไรแปลกกันในการสิ้นอาสวะเลย. ในญาณทั้งหลายนอกจากนี้ท่านตอบปฏิเสธความเป็นญาณสาธารณะเพราะไม่มีพิเศษในพระ-สาวก. คำถามเรื่องอสาธารณญาณ๑ ของปรวาทีเปรียบเทียบอาสวัก-ขยญาณนั้นนั่นแหละกับบรรดาญาณทั้งหลายมีฐานาฐานญาณเป็นต้นอีก. ในการวิสัชนาปัญหานั้น สกวาทีปฏิเสธในอาสวักขยญาณแต่รับรองในญาณแม้ที่เหลือ. ต่อจากนี้เป็นคำถามอสาธารณญาณของปรวาทีเปรียบเทียบกับอินทริยปโรปริยัตติญาณ. ญาณนั้นท่านแสดงไว้โดยย่อ.

๑ อสาธารณญาณ ๖ ได้แก่ ญาณที่ไม่ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย ๖ คือ :-๑. อินทริยปโรปริยัตติญาณ ได้แก่ ปัญญาหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอิน-ทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย.

๒. อาสยานุสยญาณ ได้แก่ ปัญหาหยั่งรู้อาสยะ คือ อัธยาศัย และกิเลสที่นอนเนื่องในสันดานของสัตว์.

๓. ยมกปาฏิหิรญาณ ได้แก่ ปัญญาหยั่งรู้การทำยมกปาฏิหาริย์๔. มหากรุณาสมาปัตติญาณ ได้แก่ ปัญญาหยั่งรู้ในการเข้ามหากรุณาสมบัติ๕. สัพพัญญุตญาณ ได้แก่ ปัญญาหยั่งรู้ธรรมทั้งปวง

๖. อนาวรณญาณ ได้แก่ ปัญญาหยั่งรู้ธรรมอันไม่มีอะไรขัดข้อง.

Page 588

แม้ในการวิสัชนาปัญหา สกวาทีตอบรับรองในอินทริยปโรปริยัตติญาณตอบปฏิเสธในญาณที่เหลือทั้งหลาย. ต่อจากนั้นคำถามสาธารณญาณแห่งอนทริยปโรปรยัตติญาณ ของปรวาทีซึ่งเปรียบเทียบกับฐานาฐาน-ญาณทั้งหลาย. ญาณแม้นั้น ท่านก็แสดงไว้โดยย่อ. ในการวิสัชนาปัญหานั้น สกวาทีตอบปฏิเสธในอินทริยปโรปริยัตติญาณ ตอบรับรองในญาณทั้งหลายที่เหลือ ด้วยประการฉะนี้แล.

อรรถกถาพลกถา จบ

Page 589

อริยันติกถา

[๗๒๐] สกวาที กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริง

ในฐานะและอฐานะ เป็นอริยะ หรือ ?

ปรวาที ถูกแล้ว.

ส. เป็นมรรค เป็นมงคล เป็นนิพพาน เป็นโส-

ดาปัตติมรรค เป็นโสดาปัตติผล เป็นสกทาคามิมรรค เป็นสกทาคามิ-ผล เป็นอนาคามิมรรค เป็นอนาคามิผล เป็นอรหัตมรรค เป็นอร-หัตผล เป็นสติปัฏฐาน เป็นสัมมัปปธาน เป็นอิทธิบาท เป็นอินทรีย์เป็นพละ เป็นโพชฌงค์ หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

[๗๒๑] ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ

และอฐานะ เป็นอริยะ หรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. มีสุญญตะ เป็นอารมณ์ หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

ส. มีสุญญตะ เป็นอารมณ์ หรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. พระตถาคตทรงทำไว้ในพระทัยซึ่งฐานะและ

อฐานะด้วย ทรงทำไว้ในพระทัยซึ่งสุญญตะด้วย หรือ ?

End of พลกถา