พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๒๐
อสัญจิจจกถา เล่ม ๓๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๘๐๙–๑๘๑๓ (Royal Thai)1/6 in วรรคที่ ๒๐4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๒๐ อสัญจิจจกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 37, pp. 964–968
๒๐. วีสติมวรรค
(๑๙๔) ๑. อสัญจิจจกถา
ว่าด้วยเรื่องไม่จงใจทำอนันนตริยกรรม
{๑๘๐๙} [๘๕๗] สกวาทีถามว่า บุคคลไม่จงใจปลงชีวิตมารดาเป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรมหรือ ?
ส. บุคคลไม่จงใจฆ่าสัตว์เป็นผู้ชื่อว่าทำปาณาติบาตหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. บุคคลไม่จงใจปลงชีวิตมารดาเป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรมหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลไม่จงใจถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ ... ไม่จงใจกล่าวคำเท็จเป็นผู้ชื่อว่ากล่าวมุสาวาทหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๘๑๐} ส. บุคคลไม่จงใจฆ่าสัตว์ไม่เป็นผู้ชื่อว่าทำปาณาติบาตหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลไม่จงใจปลงชีวิตมารดาไม่เป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรมหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะบางพวก ซึ่งมีความเห็นว่า อนันตริยวัตถุ (บุคคลที่เป็นเหตุแห่งอนันตริยกรรม คือ มารดา บิดา พระอรหันต์ พระพุทธเจ้า และภิกษุสงฆ์) เป็นสิ่งต้องเคารพและตระหนัก เพราะฉะนั้น บุคคลแม้ไม่จงใจทำลายวัตถุเหล่านั้น ก็เป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรม ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่า การกระทำที่จะจัดเป็นกรรม ต้องขึ้นอยู่กับเจตนา หากไม่มีเจตนา ไม่จัดเป็นกรรม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๐๙)
ส. บุคคลไม่จงใจถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ ... ไม่จงใจกล่าวคำเท็จไม่เป็นผู้ชื่อว่ากล่าวมุสาวาทหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลไม่จงใจปลงชีวิตมารดาไม่เป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรมหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๘๑๑} [๘๕๘] ส. บุคคลไม่จงใจปลงชีวิตมารดาเป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรมหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คำว่า “บุคคลไม่จงใจปลงชีวิตมารดาเป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรม” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริงหรือ ?
ป. ไม่มี
ส. คำว่า “บุคคลจงใจปลงชีวิตมารดาเป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรมดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริงหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากคำว่า “บุคคลจงใจปลงชีวิตมารดาเป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรม” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลไม่จงใจปลงชีวิตมารดาเป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรม”{๑๘๑๒} [๘๕๙] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลผู้ฆ่ามารดาเป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรมหรือ ?
- ๑การที่สกวาทียอมรับเช่นนี้ หมายถึงการฆ่าโดยไม่จงใจ ซึ่งปรวาทีลวงย้อนถาม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๑๐)
ป. เขาได้ปลงชีวิตมารดาแล้วมิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่าเขาได้ปลงชีวิตมารดาแล้ว ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้ฆ่ามารดาเป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรม”ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลผู้ฆ่าบิดาเป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรม” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เขาได้ปลงชีวิตบิดาแล้วมิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่าเขาได้ปลงชีวิตบิดาแล้ว ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้ฆ่าบิดาเป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรม”ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลผู้ฆ่าพระอรหันต์เป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรม” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เขาได้ปลงชีวิตพระอรหันต์แล้วมิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่าเขาได้ปลงชีวิตพระอรหันต์แล้ว ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้ฆ่าพระอรหันต์เป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรม”ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลผู้ยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นเป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรม” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เขาได้ยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อขึ้นแล้วมิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่าเขาได้ยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อขึ้นแล้ว ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้ยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นเป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรม”[๘๖๐] ส. บุคคลผู้ทำสังฆเภทเป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรมหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ทำสังฆเภทเป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรมทั้งหมดหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. บุคคลผู้ทำสังฆเภทเป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรมทั้งหมดหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้มีความสำคัญว่าชอบธรรมจึงยังสงฆ์ให้แตกกัน เป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรมหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
[๘๖๑] ส. บุคคลผู้มีความสำคัญว่าชอบธรรมจึงยังสงฆ์ให้แตกกัน เป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรมหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนอุบาลี บุคคลผู้ทำสังฆเภทที่เป็นผู้เข้าถึงอบาย ตกนรกหมกไหม้อยู่ตลอดกัป ช่วยเหลือไม่ได้มีอยู่ ดูก่อนอุบาลี บุคคลผู้ทำสังฆเภทที่ไม่ต้องเข้าถึงอบาย ไม่ต้องตกนรกหมกไหม้อยู่ตลอดกัป พอช่วยเหลือได้ มีอยู่” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
- ๑พึงดูเทียบกับสังฆเภทกวรค อุปาลิปัญจกะ ใน วิ.ป. (แปล) ๘/๔๕๙-๔๖๐/๖๓๔-๖๔๓
ส. ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้มีความสำคัญว่า ชอบธรรมจึงยังสงฆ์ให้แตกกัน เป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรม”{๑๘๑๓} [๘๖๒] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลผู้มีความสำคัญว่าชอบธรรมจึงยังสงฆ์ให้แตกกัน เป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรม” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
“บุคคลผู้ทำลายสงฆ์ต้องเกิดในอบาย ตกนรก ดำรงอยู่ชั่วกัป บุคคลผู้ยินดีในการแตกพวก ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมเสื่อมจากธรรมอันเกษมจากโยคะ บุคคลทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันแล้วย่อมหมกไหม้อยู่ในนรกตลอดกัป” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้ทำสังฆเภทก็ต้องเป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรม
จบ อสัญจิจกถา
(๑๙๕) ๒. ญาณกถา
ว่าด้วยเรื่องญาณไม่มีแก่ปุถุชน
{๑๘๑๔} [๘๖๓] สกวาทีถามว่า ญาณไม่มีแก่ปุถุชนหรือ ?
- ๑พึงดูเทียบใน องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๓๙/๑๐๔ (อ้างแล้ว หน้า ๗๗๑ ในเล่มนี้)
- ๒ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายเหตุวาท ซึ่งมีความเห็นว่า สภาวะที่กำหนดรู้สัจจะเท่านั้น ชื่อว่าญาณ นอกจากนี้ไม่ชื่อว่าญาณ ฉะนั้น ญาณจึงไม่มีแก่ปุถุชน ซึ่งไม่แยกแยะเหมือนกับ
End of อสัญจิจจกถา