arnon.worldSign in

พระอภิธรรมปิฎก · กัลยาณวรรค

โอธิโสกถา เล่ม ๓๗

Text layerBuddha’s wordsItems ๒๗๙–๒๘๕ (Royal Thai)7/13 in กัลยาณวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ กัลยาณวรรค โอธิโสกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 37, pp. 175–183

Page 175

๓. (ข) โอธิโสกถา

ว่าด้วยการละกิเลสได้เป็นส่วน ๆ

{๒๗๙} [๒๗๔] ส. บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วน ๆ หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลละอะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ ?

ป. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และบรรดากิเลส พวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้

ส. บุคคลเป็นพระโสดาบันแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระโสดาบัน ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้เฉพาะ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้อง โสดาปัตติผลด้วยกายอยู่ แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกาย ส่วนหนึ่งเป็นพระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ ... ผู้โกลังโกละ ... ผู้เอกพีชี ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... ประกอบด้วยอริยกันตศีล (ศีลที่พระอริยะชอบใจ) แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ประกอบด้วยอริยกันตศีลหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผลละอะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย ?

ป. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และบรรดากิเลส พวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้

ส. บุคคลเป็นพระโสดาบันแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระโสดาบัน ... ส่วนหนึ่งประกอบด้วยอริยกันตศีล แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ประกอบด้วยอริยกันตศีลหรือ ?

Page 176

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผลละอะไรได้ด้วยการเห็นนิโรธ ?

ป. ละวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้

ส. บุคคลเป็นพระโสดาบันแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระโสดาบัน ... ส่วนหนึ่งประกอบด้วยอริยกันตศีล แต่อีกส่วนหนึ่ง ไม่ประกอบด้วยอริยกันตศีลหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผลละอะไรได้ด้วยการเห็นมรรค ?

ป. ละสีลัพพตปรามาสและบรรดากิเลสพวกเดียวกันได้

ส. บุคคลเป็นพระโสดาบันแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระโสดาบัน ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้เฉพาะ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องโสดาปัตติผลด้วยกายอยู่ แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นพระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ ... ผู้โกลังโกละ ... ผู้เอกพีชี ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... ประกอบด้วยอริยกันตศีล แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ประกอบด้วยอริยกันตศีลหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๒๘๐} [๒๗๕] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผลละอะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ ?

ป. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้

Page 177

ส. บุคคลเป็นพระสกทาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระสกทาคามี ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้เฉพาะ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องสกทาคามิผลด้วยกายอยู่ แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย

ป. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้

ส. บุคคลเป็นพระสกทาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระสกทาคามี ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้เฉพาะ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องสกทาคามิผลด้วยกายอยู่ แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายหรือป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผลละอะไรได้ด้วยการเห็นนิโรธ

ป. ละพยาบาทอย่างหยาบและบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้?

ส. บุคคลเป็นพระสกทาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระสกทาคามี ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้เฉพาะ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องสกทาคามิผลด้วยกายอยู่ แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผลละอะไรได้ด้วยการเห็นมรรค

ป. ละพยาบาทอย่างหยาบและบรรดากิเลสพวกเดียวกันได้

Page 178

ส. บุคคลเป็นพระสกทาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระสกทาคามี ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้เฉพาะ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องสกทาคามิผลด้วยกายอยู่ แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๒๘๑} [๒๗๖] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผลละอะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ ?

ป. ละกามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียด และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้

ส. บุคคลเป็นพระอนาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามี ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้เฉพาะ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องอนาคามิผลด้วยกายอยู่ แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ... ผู้อุปหัจจปรินิพพายี ... ผู้อสังขารปรินิพพายี ... ผู้สสังขารปรินิพพายี ... ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผลละอะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย

ป. ละกามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียด และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้

ส. บุคคลเป็นพระอนาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามี ... ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

Page 179

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผลละอะไรได้ด้วยการเห็นนิโรธ ?

ป. ละพยาบาทอย่างละเอียดและบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้

ส. บุคคลเป็นพระอนาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามี ... ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี แต่อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผลละอะไรได้ด้วยการเห็นมรรค

ป. ละบรรดากิเลสพวกเดียวกันได้

ส. บุคคลเป็นพระอนาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามี ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้เฉพาะ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องอนาคามิผลด้วยกายอยู่ อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ... ผู้อุปหัจจปรินิพพายี ... ผู้อสังขารปรินิพพายี ... ผู้สสังขารปรินิพพายี ... ผู้อุทธังโสโตอกนิฎฐคามี แต่อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๒๘๒} [๒๗๗] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผลละอะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์

ป. ละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้

ส. บุคคลเป็นพระอรหันต์แต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอรหันต์ ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้เฉพาะ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่

Page 180

ถูกต้องอรหัตตผลด้วยกายอยู่ แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว มีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพหมดสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ถอดกิเลสดุจลิ่มได้แล้ว กลบคูกิเลสได้แล้ว ถอนเสาระเนียดขึ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีลิ่มสลัก เป็นพระอริยะ ลดธงคือมานะแล้ว วางภาระแล้ว หมดเครื่องผูกพันแล้ว มีชัยชนะอย่างดีวิเศษแล้ว ท่านกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรคแล้ว รู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ละธรรมที่ควรละ เจริญธรรมที่ควรเจริญ ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ส่วนหนึ่งทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งยังไม่ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผลละอะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย

ป. ละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้

ส. บุคคลเป็นพระอรหันต์แต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอรหันต์ ... ส่วนหนึ่งทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งยังไม่ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นนิโรธ ?

ป. ละมานะ อุทธัจจะ อวิชชา และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้

Page 181

ส. บุคคลเป็นพระอรหันต์แต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอรหันต์ ... ส่วนหนึ่งทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งยังไม่ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผลละอะไรได้ด้วยการเห็นมรรค

ป. ละอุทธัจจะ อวิชชา และบรรดากิเลสพวกเดียวกันได้

ส. บุคคลเป็นพระอรหันต์ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอรหันต์ ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้เฉพาะ ถึงทับ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้อง อรหัตตผลด้วยกายอยู่ แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว มีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพหมดสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ถอดกิเลสดุจลิ่มได้แล้ว กลบคูกิเลสได้แล้ว ถอนเสาระเนียดขึ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีลิ่มสลัก เป็นพระอริยะ ลดธงคือมานะแล้ว วางภาระแล้ว หมดเครื่องผูกพันแล้ว มีชัยชนะอย่างดีวิเศษแล้ว ท่านกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรคแล้ว รู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ละธรรมที่ควรละ เจริญธรรมที่ควรเจริญ ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ส่วนหนึ่งทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งยังไม่ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้วหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๒๘๓} [๒๗๘] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วน ๆ” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า

Page 182

“คนมีปัญญาทำกุศลทีละน้อย ๆ อยู่ทุก ๆ ขณะ พึงขจัดมลทินของตนออกไปได้โดยลำดับ เหมือนช่างทองไล่สนิมทองออกฉะนั้น”

ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลก็ละกิเลสได้เป็นส่วน ๆ”

{๒๘๔} ส. บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วน ๆ หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า

“ธรรมทั้งหลายบรรดามี คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา หรือแม้สีลัพพตปรามาส พระโสดาบันนั้นละได้แล้ว พร้อมกับการได้บรรลุโสดาปัตติมรรคนั่นเอง อนึ่งพระโสดาบันนั้นพ้นได้เด็ดขาดแล้วจากอบายทั้ง ๔ และไม่สามารถที่จะทำอภิฐานกรรมที่ชั่วช้า ๖ ประการ”

ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วน ๆ”

{๒๘๕} ส. บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วน ๆ หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ดูเทียบใน ขุ.ธ. (แปล) ๒๕/๒๓๙/๙๖
  2. ๒ดูเทียบใน ขุ.สุ. (แปล) ๒๕/๒๓๓-๒๓๔/๕๕๑
Page 183

ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในสมัยที่ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทินได้เกิดขึ้นแก่อริยสาวกว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา’ พร้อมกับความเกิดขึ้นแห่งโสดาปัตติมรรค อริยสาวกย่อมละสังโยชน์ ๓ อย่าง คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้เด็ดขาด” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วน ๆ”

จบ โอธิโสกถา

๔. ชหติกถา

ว่าด้วยการละกิเลส

๑. นสุตตาหรณกถา

ว่าด้วยการไม่ยกพระสูตรขึ้นอ้าง

{๒๘๖} [๒๗๙] สกวาทีถามว่า ปุถุชนละกามราคะ และพยาบาทได้หรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. ละได้หมดสิ้น ละได้ไม่มีส่วนเหลือ ละได้ไม่มีเยื่อใย ละได้พร้อมทั้งราก ละได้พร้อมทั้งตัณหา ละได้พร้อมทั้งอนุสัย ละได้ด้วยญาณอันเป็นอริยะ ละได้ด้วยมรรคอันเป็นอริยะ แทงตลอดอกุปปธรรมจึงละได้ ทำให้แจ้งอนาคามิผลจึงละได้หรือ ?

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ดูเทียบใน องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๑๐๑๑/๓๗๐

End of โอธิโสกถา