พระอภิธรรมปิฎก · กัลยาณวรรค
พรหมจริยกถา เล่ม ๓๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๒๕๕–๒๗๘ (Royal Thai)6/13 in กัลยาณวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ กัลยาณวรรค พรหมจริยกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 37, pp. 160–175
๓. (ก) พรหมจริยกถา
ว่าด้วยเรื่องพรหมจรรย์
๑. สุทธพรหมจริยกถา
ว่าด้วยเรื่องพรหมจรรย์ล้วน ๆ
{๒๕๕} [๒๖๙] สกวาทีถามว่า การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในหมู่เทวดาหรือ ?
ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว
ส. เทวดาทั้งหมดเป็นผู้เงอะงะ เป็นใบ้ ไม่รู้เดียงสา ใช้ภาษาใบ้ ไม่สามารถรู้ความแห่งคำที่กล่าวดีกล่าวชั่ว เทวดาทั้งหมดไม่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ไม่เลื่อมใสในพระธรรม ไม่เลื่อมใสในพระสงฆ์ ไม่เข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ไม่ทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ไม่ชื่นชมในปัญหาที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าวิสัชนาแล้ว เทวดาทั้งหมดประกอบด้วยเครื่องกั้นคือกรรม เครื่องกั้นคือกิเลส เครื่องกั้นคือวิบาก ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ เป็นผู้มีปัญญาทราม เป็นผู้ไม่ควรเพื่อก้าวลงสู่ความแน่นอนอันเป็นทางชอบในกุศลธรรมทั้งหลาย เทวดาทั้งหมดเป็นผู้ทำมาตุฆาต เป็นผู้ทำปิตุฆาต เป็นผู้ทำอรหันตฆาต เป็นผู้ทำโลหิตุปบาท เป็นผู้ทำสังฆเภท เทวดาทั้งหมดเป็นผู้ฆ่าสัตว์ เป็นผู้ลักทรัพย์ เป็นผู้ประพฤติผิดในกาม เป็นผู้กล่าวเท็จ เป็นผู้กล่าวส่อเสียด เป็นผู้กล่าวคำหยาบ เป็นผู้กล่าวเพ้อเจ้อ เป็นผู้มากด้วยอภิชฌา เป็นผู้มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฏฐิหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. เทวดาที่ไม่เป็นผู้เงอะงะ ไม่เป็นใบ้ เป็นผู้รู้เดียงสา ไม่ใช้ภาษาใบ้ สามารถจะรู้เนื้อความแห่งคำที่กล่าวดีกล่าวชั่วมีอยู่ เทวดาที่เลื่อมใส
ในพระพุทธเจ้า เลื่อมใสในพระธรรม เลื่อมใสในพระสงฆ์ เข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ชื่นชมในปัญหาที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าวิสัชนาแล้วก็มีอยู่ เทวดาที่ไม่ประกอบด้วยเครื่องกั้นคือกรรม ไม่ประกอบด้วยเครื่องกั้นคือกิเลส ไม่ประกอบด้วยเครื่องกั้นคือวิบาก เป็นผู้มีศรัทธา เป็นผู้มีฉันทะ เป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้ควรเพื่อจะก้าวลงสู่ความแน่นอนอันเป็นทางชอบในกุศลธรรมทั้งหลายก็มีอยู่ เทวดาที่ไม่เป็นผู้ทำมาตุฆาต ไม่เป็นผู้ทำปิตุฆาต ไม่เป็นผู้ทำอรหันตฆาต ไม่เป็นผู้ทำโลหิตุปบาท ไม่เป็นผู้ทำสังฆเภทก็มิอยู่ เทวดาที่ไม่เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ไม่เป็นผู้ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่กล่าวเท็จ ไม่กล่าวส่อเสียด ไม่กล่าวคำหยาบ ไม่กล่าวเพ้อเจ้อ ไม่เป็นผู้มากด้วยอภิชฌา ไม่เป็นผู้มีจิตพยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิก็มีอยู่ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าเทวดาที่ไม่เป็นผู้เงอะงะ ไม่เป็นใบ้ เป็นผู้รู้เดียงสา ไม่ใช้ภาษาใบ้ สามารถจะรู้เนื้อความแห่งคำที่กล่าวดีกล่าวชั่วมีอยู่ ... เทวดาที่เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ... เป็นสัมมาทิฏฐิก็มีอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในหมู่เทวดา”
{๒๕๖} [๒๗๐] ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่เทวดาหรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ในหมู่เทวดานั้น มีการบรรพชา ปลงผม ทรงผ้ากาสาวะ ทรงบาตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าก็อุบัติขึ้นคู่แห่งพระสาวกก็อุบัติขึ้นในหมู่เทวดาหรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๕๗} ส. เพราะในหมู่เทวดา ไม่มีการบรรพชา ฉะนั้น การประพฤติพรหมจรรย์จึงไม่มีในหมู่เทวดาหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในที่ใดมีการบรรพชา ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่มีการบรรพชา ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ในที่ใดมีการบรรพชา ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่มีการบรรพชา ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผู้ใดบรรพชา ผู้นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ใดไม่บรรพชา ผู้นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๕๘} ส. เพราะในหมู่เทวดาไม่มีการปลงผม ฉะนั้น การประพฤติพรหมจรรย์จึงไม่มีในหมู่เทวดาหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในที่ใดมีการปลงผม ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่มีการปลงผม ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ในที่ใดมีการปลงผม ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่มีการปลงผม ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผู้ใดปลงผม ผู้นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ใดไม่ปลงผม ผู้นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๕๙} ส. เพราะในหมู่เทวดาไม่มีการทรงผ้ากาสาวะ ฉะนั้น การประพฤติพรหมจรรย์จึงไม่มีในหมู่เทวดาหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในที่ใดมีการทรงผ้ากาสาวะ ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ในที่ใดไม่มีการทรงผ้ากาสาวะ ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ในที่ใดมีการทรงผ้ากาสาวะ ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ในที่ใดไม่มีการทรงผ้ากาสาวะ ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผู้ใดทรงผ้ากาสาวะ ผู้นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ผู้ใดไม่ทรงผ้ากาสาวะ ผู้นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๖๐} ส. เพราะในหมู่เทวดาไม่มีการทรงบาตร ฉะนั้น การประพฤติพรหมจรรย์จึงไม่มีในหมู่เทวดาหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ในที่ใดมีการทรงบาตร ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่มีการทรงบาตร ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ในที่ใดมีการทรงบาตร ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่มีการทรงบาตร ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผู้ใดทรงบาตร ผู้นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ใดไม่ทรงบาตร ผู้นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๖๑} ส. เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่อุบัติขึ้นในหมู่เทวดา ฉะนั้นการประพฤติพรหมจรรย์จึงไม่มีในหมู่เทวดาหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายอุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่อุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่อุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าประสูติที่สวนลุมพินี ตรัสรู้ที่ควงไม้โพธิ์ ทรงประกาศธรรมจักรให้เป็นไปที่พระนครพาราณสี ในที่นั้น ๆ เทียว มีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่อื่นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๖๒} ส. เพราะพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่อุบัติขึ้นในหมู่เทวดา ฉะนั้นการประพฤติพรหมจรรย์จึงไม่มีในหมู่เทวดาหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นแลมีการประพฤติ พรหมจรรย์ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่อุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่อุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในมัชฌิมชนบท ในมัชฌิมชนบทนั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่อื่นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๖๓} ส. เพราะคู่พระสาวกไม่อุบัติขึ้นในหมู่เทวดา ฉะนั้น การประพฤติพรหมจรรย์จึงไม่มีในหมู่เทวดาหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คู่พระสาวกอุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ คู่พระสาวกไม่อุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. คู่พระสาวกอุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ คู่พระสาวกไม่อุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คู่พระสาวกได้อุบัติขึ้นแล้วในมคธชนบท ในมคธชนบทนั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่อื่นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๖๔} [๒๗๑] ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่เทวดาหรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่เทวดาทั้งปวงหรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๖๕} ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่มนุษย์หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่มนุษย์ทั้งปวงหรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๖๖} ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่เทวดาหรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่เทวดาเหล่าอสัญญีสัตว์หรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๖๗} ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่มนุษย์หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในชาวชนบทปลายแดน เป็นมีลักขุ ไม่รู้เดียงสา เป็นที่ซึ่งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไปไม่ถึงหรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๖๘} ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่เทวดาหรือ ?
ส. ที่มีก็มี ที่ไม่มีก็มี
ป. ในหมู่เทวดาเหล่าอสัญญีสัตว์ที่มีการประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีก็มี ในหมู่เทวดาเหล่าสัญญีสัตว์ที่มีการประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีก็มีหรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ป. ในหมู่เทวดาที่มีการประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีก็มีหรือ ?
ส. ถูกแล้ว
- ๑มิลักขุ (หรือ มิลักขะ) หมายถึงเป็นคนป่า คนดอย คนที่ยังไม่เจริญ
ป. มีในที่ไหน ไม่มีในที่ไหน ?
ส. การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในเทวดาเหล่าอสัญญีสัตว์ การประพฤติพรหมจรรย์มีในเทวดาเหล่าสัญญีสัตว์
ป. การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในเทวดาเหล่าอสัญญีสัตว์หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในเทวดาเหล่าสัญญีสัตว์หรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีในเทวดาเหล่าสัญญีสัตว์หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีในเทวดาเหล่าอสัญญีสัตว์หรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๖๙} ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีในหมู่มนุษย์หรือ ?
ส. ที่มีก็มี ที่ไม่มีก็มี
ป. ในชาวชนบทปลายแดน เป็นมิลักขุ ไม่รู้เดียงสา เป็นที่ซึ่งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไปไม่ถึง ที่มีการประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีก็มีในชาวชนบทพวกที่อยู่ร่วมในที่มีการประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีก็มีหรือ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๗๐} ป. ในหมู่มนุษย์ที่มีการประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีก็มีหรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. มีในที่ไหน ไม่มีในที่ไหน
ส. การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในชาวชนบทปลายแดน เป็นมิลักขุ ไม่รู้เดียงสา เป็นที่ซึ่งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไปไม่ถึง การประพฤติพรหมจรรย์มีในชาวชนบทพวกที่อยู่ร่วมใน
ป. การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในชาวชนบทปลายแดน เป็นมิลักขุ ไม่รู้เดียงสา เป็นที่ซึ่งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไปไม่ถึงหรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในชาวชนบทที่อยู่ร่วมในหรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีในชาวชนบทพวกที่อยู่ร่วมในหรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีในชาวชนบทปลายแดน เป็นมิลักขุ ไม่รู้เดียงสา เป็นที่ซึ่งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไปไม่ถึงหรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๗๑} ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีในหมู่เทวดาหรือ
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีปประเสริฐกว่ามนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีปและเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ ๓ ประการ ๓ ประการคืออะไรบ้าง คือ (๑) เป็นผู้กล้า (๒) เป็นผู้มีสติ (๓) เป็นผู้มีการประพฤติพรหมจรรย์ในชมพูทวีปนี้” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น การประพฤติพรหมจรรย์ก็ไม่มีในหมู่เทวดา
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ณพระนครสาวัตถีว่า “มีการประพฤติพรหมจรรย์ ณ ที่นี้” หรือ ?
- ๑พึงดูเทียบใน องฺ.นวก. (แปล) ๒๓/๒๑/๕๐๖
ป. ถูกแล้ว
ส. การประพฤติพรหมจรรย์มี ณ พระนครสาวัตถีเท่านั้น การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในที่อื่นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
[๒๗๒] ส. ผู้อนาคามีบุคคลละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ ได้แล้ว แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ ไม่ได้ เมื่อท่านเคลื่อนจากโลกนี้เกิดในหมู่เทวดานั้นแล้ว ผลเกิดขึ้นในที่ไหน
ป. ในหมู่เทวดานั้นแล
ส. หากว่าอนาคามีบุคคลละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ ได้แล้ว แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ ไม่ได้ เมื่อท่านเคลื่อนจากโลกนี้เกิดในหมู่เทวดานั้นแล้ว ผลเกิดขึ้นในหมู่เทวดานั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในหมู่เทวดา”ส. อนาคามีบุคคลละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ ได้แล้ว แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ ไม่ได้เมื่อท่านเคลื่อนจากโลกนี้เกิดในหมู่เทวดานั้นแล้ว มีการปลงภาระ ณ ที่ไหน มีการกำหนดรู้ทุกข์ ณ ที่ไหน มีการละกิเลส ณ ที่ไหน มีการทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ ณ ที่ไหน มีการแทงตลอดซึ่งอกุปปธรรม (ธรรมที่ไม่กำเริบ) ณ ที่ไหน
- ๑ในหมู่เทวดานั้น ในที่นี้หมายถึงพวกเทวดาในพรหมโลกชั้นสุทธาวาสภูมิ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๖๗) อนี่ง สุทธาวาสภูมิ หมายถึงสถานที่อยู่หรือที่เกิดของท่านผู้บริสุทธิ์คือพระอนาคามี ซึ่งเป็นผู้ไม่กลับมาเกิดอีก แต่จะปรินิพพานในพรหมชั้นนี้ จัดตามคุณสมบัติเป็น ๕ ชั้น คือ (๑) อวิหา เหล่าท่านผู้ไม่เสื่อมจากสมบัติของตน หรือผู้ไม่ละไปร็ว ผู้คงอยู่นาน (๒) อตัปปา เหล่าท่านผู้ไม่ทำความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น หรือผู้ไม่เดือดร้อนกับใคร ๆ (๓) สุทัสสา เหล่าท่านผู้งดงามน่าทัศนา (๔) สุทัสสี เหล่าท่านผู้มองเห็นชัดเจนดี หรือผู้มีทัศนาเด่นชัด (๕) อกนิฏฐา เหล่าท่านผู้ไม่มีความด้อยหรือเล็กน้อยกว่าใคร คือผู้สูงสุดทั้งด้วยคุณธรรมและภพสมบัติทั้งปวง (นัย ที.ม.อ. ๗๗, ที.ปา.อ. ๒๒๗, ม.มู.อ. ๒/๒๔๑)
ป. ในหมู่เทวดานั้นแล
ส. หากว่าอนาคามีบุคคลละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ ได้แล้ว แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ ไม่ได้ เมื่อท่านเคลื่อนจากโลกนี้เกิดในหมู่เทวดานั้นแล้ว มีการแทงตลอดซึ่งอกุปปธรรมในหมู่เทวดานั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในหมู่เทวดา”
ส. อนาคามีบุคคลละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ ได้แล้ว แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องบน ๕ ไม่ได้ เมื่อท่านเคลื่อนจากโลกนี้เกิดในหมู่เทวดานั้นแล้ว ผลก็เกิดในหมู่เทวดานั้น การปลงภาระก็เกิดในหมู่เทวดานั้น การกำหนดรู้ทุกข์ก็เกิดในหมู่เทวดานั้น การละกิเลสก็เกิดในหมู่เทวดานั้น การทำให้แจ้งซึ่งนิโรธก็เกิดในหมู่เทวดานั้น การแทงตลอดซึ่งอกุปปธรรมก็เกิดในหมู่เทวดานั้น โดยหมายถึงอะไรเล่า ท่านจึงยอมรับว่า “การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในหมู่เทวดา”ป. ก็เพราะอนาคามีบุคคลทำให้แจ้งผลในหมู่เทวดานั้นด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วในโลกนี้นั่นแล
๒. สังสันทนพรหมจริยกถา
ว่าด้วยพรหมจรรย์โดยการเทียบเคียงพระอริยบุคคล
{๒๗๒} [๒๗๓] ส. อนาคามีบุคคลทำให้แจ้งผลในหมู่เทวดานั้นด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วในโลกนี้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสดาบันบุคคลทำให้แจ้งผลในโลกนี้ด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วในโลก นี้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น
ส. อนาคามีบุคคลทำให้แจ้งผลในหมู่เทวดานั้นด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วในโลกนี้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สกทาคามีบุคคลผู้จะปรินิพพานในโลกนี้ ทำให้แจ้งผลในโลกนี้ด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วในหมู่เทวดานั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. โสดาบันบุคคลทำให้แจ้งผลในโลกนี้ด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วในโลกนี้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อนาคามีบุคคลทำให้แจ้งผลในหมู่เทวดานั้นด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วในหมู่เทวดานั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. สกทาคามีบุคคลผู้จะปรินิพพานในโลกนี้ ทำให้แจ้งผลในโลกนี้ด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วในโลกนี้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อนาคามบุคคลทำให้แจ้งผลในหมู่เทวดานั้นด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วในหมู่เทวดานั้นหรือป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๗๓} ส. อิธวิหายนิฏฐบุคคลเจริฌมรรคและไม่ละกิเลสหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
- ๑อิธวิหายนิฏฐบุคคล บุคคลผู้มีความสำเร็จเมื่อละอัตภาพในกามาวจรภูมินี้ หมายถึงอนาคามีบุคคล ๕ จำพวก (ดูเทียบใน อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๒๐๙/๒๗๙)
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผลเจริญมรรคและไม่ละกิเลสหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. อิธวิหายนิฏฐบุคคลเจริญมรรคและไม่ละกิเลสหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล ... บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผลเจริญมรรคและไม่ละกิเลสหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๗๔} ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผลเจริญมรรคและละกิเลสได้ไม่ก่อนไม่หลังหรือป. . ถูกแล้ว
ส. อิธวิหายนิฏฐบุคคลเจริญมรรคและละกิเลสได้ไม่ก่อนไม่หลังหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล ... บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผลเจริญมรรคและละกิเลสได้ไม่ก่อนไม่หลังหรือป. ถูกแล้ว
ส. อิธวิหายนิฏฐบุคคลเจริญมรรคและละกิเลสได้ไม่ก่อนไม่หลังหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๗๕} ส. อนาคามีบุคคลทำกิจที่ควรทำแล้ว เจริญภาวนาแล้วจึงผุดเกิดในหมู่เทวดานั้นหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ยังผุดเกิดหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. พระอรหันต์ยังผุดเกิดหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ยังมีภพใหม่หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. พระอรหันต์ยังมีภพใหม่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ไปสู่ภพจากภพ ไปสู่คติจากคติ ไปสู่สงสารจากสงสาร ไปสู่การอุบัติจากการอุบัติหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๗๖} ส. อนาคามีบุคคลทำกิจที่ควรทำแล้ว เจริญภาวนาแล้ว แต่เป็นผู้ยังไม่ปลงภาระ ย่อมผุดเกิดในหมู่เทวดานั้นหรือป. ถูกแล้ว
ส. อนาคามีบุคคลยังเจริญมรรคเพื่อปลงภาระหรือ
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๗๗} ส. อนาคามีบุคคลทำกิจที่ควรทำแล้ว เจริญภาวนาแล้ว แต่เป็นผู้ยังไม่กำหนดรู้ทุกข์ ยังละกิเลสไม่ได้ ยังไม่ทำให้แจ้งนิโรธ ยังไม่แทงตลอดอกุปปธรรม ย่อมผุดเกิดในหมู่เทวดานั้นหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อนาคามีบุคคลยังเจริญมรรคเพื่อแทงตลอดอกุปปธรรมหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๒๗๘} ส. อนาคามีบุคคลทำกิจที่ควรทำแล้ว เจริญภาวนาแล้ว แต่เป็นผู้ยังไม่ปลงภาระ ย่อมผุดเกิดในหมู่เทวดานั้น และจะไม่เจริญมรรคเพื่อปลงภาระอีกหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อนึ่ง อนาคามีบุคคลนั้นยังไม่ปลงภาระ ย่อมปรินิพพานในหมู่เทวดานั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. อนาคามีบุคคลทำกิจที่ควรทำแล้ว เจริญภาวนาแล้ว แต่เป็นผู้ยังไม่กำหนดรู้ทุกข์ ยังละกิเลสไม่ได้ ยังไม่ทำให้แจ้งนิโรธ ยังไม่แทงตลอดอกุปปธรรม ย่อมผุดเกิดในหมู่เทวดานั้น และจะไม่เจริญมรรคเพื่อแทงตลอดอกุปปธรรมอีกหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อนึ่ง อนาคามีบุคคลนั้นยังไม่แทงตลอดอกุปปธรรม ย่อมปรินิพพานในหมู่เทวดานั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ป. เนื้อที่ถูกยิงด้วยลูกศรแม้ไปได้ไกล ก็ต้องตาย ฉันใด อนาคามีบุคคลก็จะทำให้แจ้งซึ่งผลในหมู่เทวดานั้นด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วในโลกนี้ ฉันนั้นส. เนื้อที่ถูกยิงด้วยลูกศรแม้ไปได้ไกล ก็มีลูกศรติดอยู่ ต้องตาย ฉันใด อนาคามีบุคคลก็มีลูกศรติดอยู่ปรินิพพานในหมู่เทวดานั้นด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วในโลกนี้ ฉันนั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
จบ พรหมจริยกถา
๓. (ข) โอธิโสกถา
ว่าด้วยการละกิเลสได้เป็นส่วน ๆ
{๒๗๙} [๒๗๔] ส. บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วน ๆ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลละอะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ ?
ป. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และบรรดากิเลส พวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้
ส. บุคคลเป็นพระโสดาบันแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระโสดาบัน ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้เฉพาะ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้อง โสดาปัตติผลด้วยกายอยู่ แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกาย ส่วนหนึ่งเป็นพระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ ... ผู้โกลังโกละ ... ผู้เอกพีชี ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... ประกอบด้วยอริยกันตศีล (ศีลที่พระอริยะชอบใจ) แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ประกอบด้วยอริยกันตศีลหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผลละอะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย ?
ป. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และบรรดากิเลส พวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้
ส. บุคคลเป็นพระโสดาบันแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระโสดาบัน ... ส่วนหนึ่งประกอบด้วยอริยกันตศีล แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ประกอบด้วยอริยกันตศีลหรือ ?
End of พรหมจริยกถา