arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · อุรควรรค

๗. วสลสูตร เล่ม ๒๕

Text layerBuddha’s wordsItems ๓๐๕–๓๐๗ (Royal Thai)7/12 in อุรควรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

สุตฺตนิปาเต อุรควคฺคสฺส สตฺตมํ วสลสุตฺตํ

วสลสูตรที่ ๗

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค วสลสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 46 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๗ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สาวตฺถึ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ฯ เตน โข ปน สมเยน อคฺคิกภารทฺวาชสฺส พฺราหฺมณสฺส นิเวสเน อคฺคิ ปชฺชลิโต โหติ อาหุตี ๑ ปคฺคหิตา ฯ อถ โข ภควา สาวตฺถิยํ สปทานํ ปิณฺฑาย จรมาโน เยน อคฺคิกภารทฺวาชสฺส พฺราหฺมณสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ ฯ อทฺทสา โข อคฺคิกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ ทูรโต ว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน ภควนฺตํ เอตทโวจ อเตฺรว ๒ มุณฺฑก อเตฺรว ๒ สมณก อเตฺรว ๒ วสลก ติฏฺฐาหีติ ฯ

เอวํ วุตฺเต ภควา อคฺคิกภารทฺวาชํ พฺราหฺมณํ เอตทโวจ ชานาสิ ปน ตฺวํ พฺราหฺมณ วสลํ วา วสลกรเณ วา ธมฺเมติ ฯ น ขฺวาหํ โภ โคตม ชานามิ วสลํ วา วสลกรเณ วา ธมฺเม สาธุ เม ภวํ โคตโม ตถา ธมฺมํ เทเสตุ ยถาหํ ชาเนยฺยํ วสลํ วา วสลกรเณ วา ธมฺเมติ ฯ เตน หิ พฺราหฺมณ สุณาหิ ๓ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ โภติ โข อคฺคิกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ ภควา เอตทโวจ

Royal Thai

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้วทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ก่อไฟแล้วตกแต่งของที่ควรบูชา อยู่ในนิเวศน์ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก ในพระนครสาวัตถี เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของอัคคิกภารทวาชพราหมณ์ อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกลทีเดียวครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า หยุดอยู่ที่นั่นแหละคนโล้น หยุดอยู่ที่นั่นแหละสมณะ หยุดอยู่ที่นั่นแหละคนถ่อย ฯ

เมื่ออัคคิกภารทวาชพราหมณ์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า ดูกรพราหมณ์ ก็ท่านรู้จักคนถ่อย หรือธรรมเป็นเครื่องกระทำให้เป็นคนถ่อยหรือ ฯ

อ. ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าไม่รู้จักคนถ่อยหรือธรรมเป็นเครื่องกระทำให้เป็นคนถ่อยดีละ ขอท่านพระโคดมจงแสดงธรรมตามที่ข้าพเจ้าจะพึงรู้จักคนถ่อยหรือธรรมเป็นเครื่องกระทำให้เป็นคนถ่อยเถิด ฯ

พ. ดูกรพราหมณ์ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวอัคคิกภารทวาชพราหมณ์ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระคาถาประพันธ์นี้ว่า

Pali (Siam Rath)

โกธโน อุปนาหี จ ปาปมกฺขี จ โย นโร

วิปนฺนทิฏฺฐิ มายาวี ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑

เอกชํ วา ทฺวิชํ ๑ วาปิ โยธ ปาณํ วิหึสติ

ยสฺส ปาเณ ทยา นตฺถิ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๒

โย หนฺติ อุปรุนฺเธติ ๒ คามานิ นิคมานิ จ

นิคฺคาหโก สมญฺญาโต ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๓

คาเม วา ยทิ วารญฺเญ ยํ ปเรสํ มมายิตํ

เถยฺยา อทินฺนํ อาเนติ ๓ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๔

โย หเว อิณมาทาย ภุญฺชมาโน ปลายติ

น หิ เต อิณมตฺถีติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๕

โย เว กิญฺจิกฺขกมฺยตา ปนฺถสฺมึ วชตํ ชนํ

หนฺตา กิญฺจิกฺขมาเทติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๖

โย อตฺตเหตุ ปรเหตุ ธนเหตุ จ โย นโร

สกฺขิปุฏฺโฐ มุสา พฺรูติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๗

โย ญาตีนํ สขีนํ วา ทาเรสุ ปฏิทิสฺสติ

สหสา ๔ สมฺปิเยน วา ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๘

โย มาตรํ วา ปิตรํ วา ชิณฺณกํ คตโยพฺพนํ

ปหุสนฺโต น ภรติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๙

โย มาตรํ วา ปิตรํ วา ภาตรํ ภคินึ สสุํ ๕

หนฺติ โรเสติ วาจาย ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๐

โย อตฺถํ ปุจฺฉิโต สนฺโต อนตฺถมนุสาสติ

ปฏิจฺฉนฺเนน มนฺเตติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๑

โย กตฺวา ปาปกํ กมฺมํ มา มํ ชญฺญาติ อิจฺฉติ

โย ปฏิจฺฉนฺนกมฺมนฺโต ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๒

โย เว ปรกุลํ คนฺตฺวา ภุตฺวา ๑ จ สุจิโภชนํ

อาคตํ นปฺปฏิปูเชติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๓

โย พฺราหฺมณํ วา สมณํ วา อญฺญํ วาปิ วนิพฺพกํ

มุสาวาเทน วญฺเจติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๔

โย พฺราหฺมณํ วา สมณํ วา ภตฺตกาเล อุปฏฺฐิเต

โรเสติ วาจา น จ เทติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๕

อสตํ โยธ ปพฺรูติ โมเหน ปลิคุณฺฐิโต

กิญฺจิกฺขํ นิชิคึสาโน ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๖

โย จตฺตานํ สมุกฺกํเส ปเร ๒ จ อวชานติ

นิหีโน เสน มาเนน ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๗

โรสโก กทริโย จ ปาปิจฺโฉ มจฺฉรี สโฐ

อหิริโก อโนตฺตปฺปี ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๘

โย พุทฺธํ ปริภาสติ อถ วา ตสฺส สาวกํ

ปริพฺพาชกํ ๓ คหฏฺฐํ วา ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๙

โย เว อนรหํ ๔ สนฺโต อรหํ ปฏิชานติ ๕

โจโร สพฺรหฺมเก โลเก เอโส ๖ โข วสลาธโม ฯ ๒๐

เอเต โข วสลา วุตฺตา มยา เย เต ปกาสิตา ฯ

น ชจฺจา วสโล โหติ น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ

กมฺมุนา วสโล โหติ กมฺมุนา โหติ พฺราหฺมโณ ฯ

ตทมินาปิ ชานาถ ยถา เมทํ นิทสฺสนํ

จณฺฑาลปุตฺโต โสปาโก มาตงฺโค อิติ วิสฺสุโต

โส ยสปฺปรมปฺปตฺโต ๑ มาตงฺโค ยํ สุทุลฺลภํ

อาคญฺฉฉ ๒ ตสฺสุปฏฺฐานํ ขตฺติยา พฺราหฺมณา พหู ฯ

โส ๓ เทวยานํ อภิรุยฺห วิรชํ โส มหาปถํ

กามราคํ วิราเชตฺวา พฺรหฺมโลกูปโค อหุ ฯ

น นํ ชาติ นิวาเรสิ พฺรหฺมโลกูปปตฺติยา ฯ

อชฺฌายิกกุเล ๔ ชาตา พฺราหฺมณา มนฺตพนฺธวา

เต จ ปาเปสุ กมฺเมสุ อภิณฺหมุปทิสฺสเร

ทิฏฺเฐว ธมฺเม คารยฺหา สมฺปราเย จ ทุคฺคติ ฯ

น เน ชาติ นิวาเรติ ทุคฺคจฺจา ๕ ครหาย วา ฯ

น ชจฺจา วสโล โหติ น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ

กมฺมุนา วสโล โหติ กมฺมุนา โหติ พฺราหฺมโณติ ฯ

๑ โป. ม. อาหุติ ฯ ๒ ม. ยุ. ตเตรว ฯ ๓ โป. สุโณหิ ฯ

๑ ยุ. ทิชํ ฯ ๒ ม. ยุ. ปริรุนฺธติ ฯ โป. อุปรุนฺธติ ฯ ๓ ม. อทินฺนมาเนติ ฯ

ยุ. อทินฺนํ อาทิยติ ฯ ๔ ม. สาหสา ฯ ๕ โป. สขึ ฯ

๑ ม. ยุ. ภุตฺวาน สุจิโภชนํ ฯ ๒ ม. ปเร จ มวชานาติ ฯ ยุ. ปรญฺจ มวชานาติ ฯ

๓ ม. ยุ. ปริพฺพาชํ ฯ ๔ ยุ. อนรหา ฯ ๕ ม. ปฏิขานาติ ฯ ๖ โป. เอโส โข

วสโลธโม. ฯ ยุ เอส โข วสลาธโม ฯ

Royal Thai

๑. คนมักโกรธ ผูกโกรธ ลบหลู่อย่างเลว มีทิฐิวิบัติ และมีมายาพึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย

๒. คนผู้เบียดเบียนสัตว์ที่เกิดหนเดียว แม้หรือเกิดสองหนไม่มีความเอ็นดูในสัตว์ พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ

๓. คนเบียดเบียน เที่ยวปล้น มีชื่อเสียงว่า ฆ่าชาวบ้านและชาวนิคม พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ

๔. คนลักทรัพย์ที่ผู้อื่นหวงแหน ไม่ได้อนุญาตให้ ในบ้านหรือในป่าพึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ

๕. คนที่กู้หนี้มาใช้แล้วกล่าวว่า หาได้เป็นหนี้ท่านไม่ หนีไปเสียพึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ

๖. คนฆ่าคนเดินทาง ชิงเอาสิ่งของ เพราะอยากได้สิ่งของพึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ

๗. คนถูกเขาถามเป็นพยาน แล้วกล่าวคำเท็จ เพราะเหตุแห่งตนก็ดีเพราะเหตุแห่งผู้อื่นก็ดี เพราะเหตุแห่งทรัพย์ก็ดี พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ

๘. คนผู้ประพฤติล่วงเกิน ในภริยาของญาติก็ตาม ของเพื่อนก็ตามด้วยข่มขืนหรือด้วยการร่วมรักกัน พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ

๙. คนผู้สามารถ แต่ไม่เลี้ยงมารดาหรือบิดาผู้แก่เฒ่าผ่านวัยหนุ่มสาวไปแล้ว พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ

๑๐. คนผู้ทุบตีด่าว่ามารดาบิดา พี่ชายพี่สาว พ่อตาแม่ยายแม่ผัวหรือพ่อผัว พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ

๑๑. คนผู้ถูกถามถึงประโยชน์ บอกสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์พูดกลบเกลื่อนเสีย พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ

๑๒. คนทำกรรมชั่วแล้ว ปรารถนาว่าใครอย่าพึงรู้เรา ปกปิดไว้ พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ

๑๓. คนผู้ไปสู่สกุลอื่นแล้ว และบริโภคโภชนะที่สะอาดย่อมไม่ตอบแทนเขาผู้มาสู่สกุลของตน พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ

๑๔. คนผู้ลวงสมณะ พราหมณ์ หรือแม้วณิพกอื่น ด้วยมุสาวาทพึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ

๑๕. เมื่อเวลาบริโภคอาหาร คนผู้ด่าสมณะหรือพราหมณ์และไม่ให้โภชนะ พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ

๑๖. คนในโลกนี้ ผู้อันโมหะครอบงำแล้ว ปรารถนาของเล็กน้อย พูดอวดสิ่งที่ไม่มี พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ

๑๗. คนเลวทราม ยกตนและดูหมิ่นผู้อื่น ด้วยมานะของตน พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ

๑๘. คนฉุนเฉียว กระด้าง มีความปรารถนาลามก มีความตระหนี่โอ้อวด ไม่ละอาย ไม่สะดุ้งกลัวพึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ

๑๙. คนติเตียนพระพุทธเจ้า หรือติเตียนบรรพชิต หรือคฤหัสถ์สาวกของพระพุทธเจ้า พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ

๒๐. ผู้ใดแลไม่เป็นพระอรหันต์ แต่ปฏิญาณว่าเป็นพระอรหันต์ ผู้นั้นแลเป็นคนถ่อยต่ำช้า เป็นโจรในโลกพร้อมทั้งพรหมโลก คนเหล่าใดเราประกาศแก่ท่านแล้วคนเหล่านั้นนั่นแล เรากล่าวว่าเป็นคนถ่อย ฯ

บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติ ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติแต่เป็นคนถ่อยเพราะกรรม เป็นพราหมณ์เพราะกรรม ท่านจงรู้ข้อนั้น ตามที่เราแสดงนี้ บุตรของคนจัณฑาลเลี้ยงตัวเองได้ ปรากฏชื่อว่าตังมาคะเป็นคนกินของที่ตนให้สุกเอง เขาได้ยศอย่างสูงที่ได้แสนยาก กษัตริย์และพราหมณ์เป็นอันมากได้มาสู่ที่บำรุงของเขา เขาขึ้นยานอันประเสริฐไปสู่หนทางใหญ่อันไม่มีฝุ่น เขาสำรอกกามราคะเสียได้แล้ว เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก ชาติไม่ได้ห้ามเขาให้เข้าถึงพรหมโลก พราหมณ์เกิดในสกุลผู้สาธยายมนต์ เป็นพวกร่ายมนต์ แต่พวกเขาปรากฏในบาปกรรมอยู่เนืองๆ พึงถูกติเตียนในปัจจุบันทีเดียว และภพหน้าก็เป็นทุคติชาติห้ามกันพวกเขาจากทุคติหรือจากครหาไม่ได้บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติ ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติแต่เป็นคนถ่อยเพราะกรรมเป็นพราหมณ์เพราะกรรม ฯ

Pali (Siam Rath)

เอวํ วุตฺเต อคฺคิกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม เสยฺยถาปิ นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมวํ อเนกปริยาเยน โภตา โคตเมน ธมฺโม ปกาสิโต เอสาหํ ภวนฺตํ โคตมํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ อุปาสกํ มํ ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คตนฺติ ฯ

วสลสุตฺตํ สตฺตมํ ฯ

๑ ม. ยุ. ยสํ ปรมํ ปตฺโต ฯ ๒ โป. ม. อาคจฺฉฉ ฯ ๓ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ

๔ ม. ยุ. อชฺฌายกกุเล ฯ ๕ ม. ทุคฺคตฺยา ฯ

Royal Thai

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ได้

กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนักพระองค์ทรงประกาศธรรม โดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิดบอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูปได้ ฉะนั้นข้าพระองค์ขอถึงพระองค์กับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระองค์ทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

จบวสลสูตรที่ ๗

End of ๗. วสลสูตร