arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · อุรควรรค

๓. ขัคควิสาณสูตร เล่ม ๒๕

Text layerBuddha’s wordsItems ๒๙๖ (Royal Thai)3/12 in อุรควรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

ขัคควิสาณสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค ขัคควิสาณสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 46 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๓ สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํส

อวิเหฐยํ อญฺญตรมฺปิ เตสํ

น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย กุโต สหายํ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

สํสคฺคชาตสฺส ภวนฺติ เสฺนหา

เสฺนหนฺวยํ ทุกฺขมิทํ ปโหติ

อาทีนวํ เสฺนหชํ เปกฺขมาโน

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

มิตฺเต สุหชฺเช อนุกมฺปมาโน

หาเปติ อตฺถํ ปฏิพทฺธจิตฺโต

เอตํ ภยํ สนฺถวเปกฺขมาโน ๑

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

วํโส วิสาโล ว ยถา วิสตฺโต

ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา

วํสากฬีโร ๒ ว อสชฺชมาโน

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

มิโค อรญฺญมฺหิ ยถา อพนฺโธ ๓

เยนิจฺฉกํ คจฺฉติ โคจราย

วิญฺญู นโร เสริตํ เปกฺขมาโน

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

อามนฺตนา โหติ สหายมชฺเฌ

วาเส ฐาเน คมเน จาริกาย

อนภิชฺฌิตํ เสริตํ เปกฺขมาโน

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

ขิฑฺฑา รตี โหติ สหายมชฺเฌ

ปุตฺเตสุ จ วิปูลํ โหติ เปมํ

ปิยวิปฺปโยคํ วิชิคุจฺฉมาโน

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

จาตุทฺทิโส อปฺปฏิโฆ จ โหติ

สนฺตุสฺสมาโน อิตรีตเรน

ปริสฺสยานํ สหิตา อฉมฺภี

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

ทุสฺสงฺคหา ปพฺพชิตาปิ เอเก

อโถ คหฏฺฐา ฆรมาวสนฺตา

อปฺโปสฺสุโก ปรปุตฺเตสุ หุตฺวา

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

โอโรปยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ

สญฺฉินฺนปตฺโต ๑ ยถา โกวิฬาโร

เฉตฺวาน ธีโร คิหิพนฺธนานิ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

สเจ ลเภถ นิปกํ สหายํ

สทฺธึจรํ สาธุวิหาริธีรํ

อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานิ

จเรยฺย เตนตฺตมโน สติมา ฯ

โน เจ ลเภถ นิปกํ สหายํ

สทฺธึจรํ สาธุวิหาริธีรํ

ราชาว รฏฺฐํ วิชิตํ ปหาย

เอโก จเร มาตงฺครญฺเญว นาโค ฯ

อทฺธา ปสํสาม สหายสมฺปทํ

เสฏฺฐา สมา เสวิตพฺพา สหายา

เอเต อลทฺธา อนวชฺชโภชี

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

ทิสฺวา สุวณฺณสฺส ปภสฺสรานิ

กมฺมารปุตฺเตน สุนิฏฺฐิตานิ

สงฺฆฏฺฏมานานิ ทุเว ภุชสฺมึ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

เอวํ ทุติเยน สหามมสฺส

วาจาภิลาโป อภิสชฺชนา วา

เอตํ ภยํ อายติ เปกฺขมาโน

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

กามา หิ จิตฺรา มธุรา มโนรมา

วิรูปรูเปน มเถนฺติ จิตฺตํ

อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

อีตี จ คณฺโฑ จ อุปทฺทโว จ

โรโค จ สลฺลญฺจ ภยญฺจ เมตํ

เอตํ ภยํ กามคุเณสุ ทิสฺวา

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

สีตญฺจ อุณฺหญฺจ ขุทํ ปิปาสํ

วาตาตเป ฑํสสิรึสเป ๑ จ

สพฺพานิเปตานิ อภิสมฺภวิตฺวา

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

นาโคว ยูถานิ วิวชฺชยิตฺวา

สญฺชาตกฺขนฺโธ ปทุมี อุฬาโร

ยถาภิรนฺตํ วิหรํ ๒ อรญฺเญ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

อฏฺฐาน ตํ สงฺคณิการตสฺส

ยํ ผุสฺสเย ๓ สามยิกํ วิมุตฺตํ

อาทิจฺจพนฺธุสฺส วโจ นิสมฺม

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

ทิฏฺฐีวิสูกานิ อุปาติวตฺโต

ปตฺโต นิยามํ ปฏิลทฺธมคฺโค

อุปฺปนฺนญาโณมฺหิ อนญฺญเนยฺโย

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

นิลฺโลลุโป นิกฺกุโห นิปฺปิปาโส

นิมฺมกฺโข นิทฺธนฺตกสาวโมโห

นิราสโย สพฺพโลเก ภวิตฺวา

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

ปาปํ สหายํ ปริวชฺชเยถ

อนตฺถทสฺสึ วิสเม นิวิฏฺฐํ

สยํ น เสเว ปสุตํ ปมตฺตํ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

พหุสฺสุตํ ธมฺมธรํ ภเชถ

มิตฺตํ อุฬารํ ปฏิภาณวนฺตํ

อญฺญาย อตฺถานิ วิเนยฺย กงฺขํ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

ขิฑฺฑํ รตึ กามสุขญฺจ โลเก

อนลงฺกริตฺวา อนเปกฺขมาโน

วิภูสนฏฺฐานา วิรโต สจฺจวาที

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

ปุตฺตญฺจ ทารํ ปิตรญฺจ มาตรํ

ธนานิ ธญฺญานิ จ พนฺธวานิ ๑

หิตฺวาน กามานิ ยโถธิกานิ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

สงฺโค เอโส ปริตฺตเมตฺถ โสขฺยํ

อปฺปสฺสาโท ทุกฺขเมตฺถ ภิยฺโย

คณฺโฑ ๑ เอโส อิติ ญตฺวา มติมา ๒

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

สนฺทาลยิตฺวาน สํโยชนานิ

ชาลํ ว เฉตฺวา ๓ สลิลมฺพุจารี

อคฺคีว ทฑฺฒํ อนิวตฺตมาโน

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

โอกฺขิตฺตจกฺขุ ๔ น จ ปาทโลโล

คุตฺตินฺทฺริโย รกฺขิตมานสาโน

อนวสฺสุโต อปริฑยฺหมาโน

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

โอหารยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ

สญฺฉินฺนปตฺโต ๕ ยถา ปาริฉตฺโต

กาสายวตฺโถ อภินิกฺขมิตฺวา

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

รเสสุ เคธํ อกรํ อโลโล

อนญฺญโปสี สปทานจารี

กุเล กุเล อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

ปหาย ปญฺจาวรณานิ เจตโส

อุปกฺกิเลเส พฺยปนุชฺช สพฺเพ

อนิสฺสิโต เฉตฺวา สิเนหโทสํ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

วิปิฏฺฐิกตฺวาน สุขํ ทุกฺขญฺจ

ปุพฺเพว จ โสมนสฺสโทมนสฺสํ

ลทฺธานุเปกฺขํ สมถํ วิสุทฺธํ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

อารทฺธวิริโย ปรมตฺถปตฺติยา

อลีนจิตฺโต อกุสีตวุตฺตี

ทฬฺหนิกฺกโม ถามพลูปปนฺโน

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

ปฏิสลฺลานํ ฌานมริญฺจมาโน

ธมฺเมสุ นิจฺจํ อนุธมฺมจารี

อาทีนวํ สมฺมสิตา ภเวสุ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

ตณฺหกฺขยํ ปตฺถยํ อปฺปมตฺโต

อเนลมูโค สุตวา สติมา

สงฺขาตธมฺโม นิยโต ปธานวา

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

สีโหว สทฺเทสุ อสนฺตสนฺโต

วาโตว ชาลมฺหิ อสชฺชมาโน

ปทุมํว โตเยน อลิมฺปมาโน ๑

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

สีโห ยถา ทาฐพลี ปสยฺห

ราชา มิคานํ อภิภุยฺยจารี

เสเวถ ปนฺตานิ เสนาสนานิ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

เมตฺตํ อุเปกฺขํ กรุณํ วิมุตฺตํ ๒

อาเสวมาโน มุทิตญฺจ กาเล

สพฺเพน โลเกน อวิรุชฺฌมาโน

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ

สนฺทาลยิตฺวาน สํโยชนานิ

อสนฺตสํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

ภชนฺติ เสวนฺติ จ การณตฺถา

นิกฺการณา ทุลฺลภา อชฺช มิตฺตา

อตฺตตฺถปญฺญา อสุจี มนุสฺสา

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ฯ

ขคฺควิสาณสุตฺตํ ตติยํ ฯ

สุตฺตนิปาเต อุรควคฺคสฺส จตุตฺถํ กสิภารทฺวาชสุตฺตํ

๑ ม. ปารคู ฯ ๒ โป. โคปิโก ฯ ม. โคมา. ฯ ยุ. สี. โคมิโก ฯ

๑ ม. ยุ. สนฺถเว เปกฺขมาโนติปิ ฯ ๒ โป. วํสกฬิโรว ฯ ม. วํสกฺกฬีโรว ฯ

๓ ม. ยุ. อพทฺโธ ฯ

๑ ยุ. สํสีนนปตฺโต ฯ

๑ โป. ม. ฑํสสรีสเป ฯ ๒ ยุ. วิหเร ฯ ๓ ม. ยุ. ผสฺสเย ฯ

๑ ยุ. พนฺธนานิ จ ฯ

๑ ม. ยุ. คโฬ ฯ ๒ ม. ยุ. มุตีมา ฯ ๓ โป. ภิตฺวา ฯ ๔ โป. ม. ยุ.

โอกฺขิตฺตจกฺขู ฯ ๕ ม. สญฺฉนฺนปตฺโต ฯ

๑ ม. ยุ. อลิปฺปมาโน ฯ ๒ ม. ยุ. วิมุตฺตึ ฯ

Royal Thai

บุคคลวางอาชญาในสัตว์ทั้งปวงแล้ว ไม่เบียดเบียนบรรดาสัตว์เหล่านั้นแม้ผู้ใดผู้หนึ่งให้ลำบาก ไม่พึงปรารถนาบุตรจะพึงปรารถนาสหายแต่ที่ไหน พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น ความเยื่อใยย่อมมีแก่บุคคลผู้เกี่ยวข้องกันทุกข์นี้ย่อมเกิดขึ้นตามความเยื่อใย บุคคลเล็งเห็นโทษอันเกิดแต่ความเยื่อใย พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้นบุคคลอนุเคราะห์มิตรสหายเป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์แล้วชื่อว่าย่อมยังประโยชน์ให้เสื่อม บุคคลเห็นภัย คือ การยังประโยชน์ให้เสื่อมในการเชยชิดนี้ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น บุคคลข้องอยู่แล้ว ด้วยความเยื่อใยในบุตรและภริยา เหมือนไม้ไผ่กอใหญ่เกี่ยวก่ายกัน

ฉะนั้นบุคคลไม่ข้องอยู่เหมือนหน่อไม้ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น เนื้อในป่าที่บุคคลไม่ผูกไว้แล้ว ย่อมไปหากินตามความปรารถนา ฉันใด นรชนผู้รู้แจ้ง เพ่งความประพฤติตามความพอใจของตน พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น การปรึกษาในที่อยู่ ที่ยืน ในการไปในการเที่ยวย่อมมีในท่ามกลางแห่งสหายบุคคลเพ่งความประพฤติตามความพอใจ ที่พวกบุรุษชั่วไม่เพ่งเล็งแล้วพึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น การเล่นการยินดี ย่อมมีในท่ามกลางแห่งสหาย

อนึ่ง ความรักที่ยิ่งใหญ่ย่อมมีในบุตรทั้งหลายบุคคลเมื่อเกลียดชังความพลัดพรากจากสัตว์และสังขารอันเป็นที่รัก พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น บุคคลย่อมเป็นอยู่ตามสบายในทิศทั้งสี่และไม่เดือดร้อน ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ครอบงำเสียซึ่งอันตราย ไม่หวาดเสียว พึงเป็นผู้เที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น แม้บรรพชิตบางพวกก็สงเคราะห์ได้ยาก

อนึ่ง คฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือนสงเคราะห์ได้ยาก บุคคลเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยในบุตรของผู้อื่น พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น นักปราชญ์ละเหตุอันเป็นเครื่องปรากฏแห่งคฤหัสถ์ ดุจต้นทองหลางมีใบล่วงหล่น ตัดเครื่องผูกแห่งคฤหัสถ์ได้แล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้นถ้าว่าบุคคลพึงได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน ผู้เที่ยวไปร่วมกันได้มีปรกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้ พึงครอบงำอันตรายทั้งปวงเป็นผู้มีใจชื่นชม มีสติ เที่ยวไปกับสหายนั้นหากว่าบุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน ผู้เที่ยวไปร่วมกันได้ มีปรกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว

ดุจพระราชาทรงละแว่นแคว้นอันพระองค์ทรงชนะแล้วเสด็จไปแต่ผู้เดียว ดุจช้างชื่อมาตังคะละโขลงเที่ยวอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ฉะนั้น เราย่อมสรรเสริญสหายผู้ถึงพร้อมด้วยศีลขันธ์เป็นต้น พึงคบสหายผู้ประเสริฐสุด ผู้เสมอกัน กุลบุตรไม่ได้สหายผู้ประเสริฐสุดและผู้เสมอกันเหล่านี้แล้ว พึงเป็นผู้บริโภคโภชนะไม่มีโทษเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้นบุคคลแลดูกำไลทองทั้งสองอันงามผุดผ่อง ที่บุตรแห่งนายช่างทองให้สำเร็จด้วยดีแล้ว กระทบกันอยู่ในข้อมือ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น การที่เราจะพึงพูดจากับพระกุมารที่สอง หรือการข้องอยู่ด้วยอำนาจแห่งความเยื่อใยพึงมีได้อย่างนี้ บุคคลเล็งเห็นภัยนี้ในอนาคต

พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น ก็กามทั้งหลายงามวิจิตรมีรสอร่อย เป็นที่รื่นรมย์ใจ ย่อมย่ำยีจิตด้วยรูปแปลกๆบุคคลเห็นโทษในกามคุณทั้งหลายแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น บุคคลเห็นภัย คือ จัญไร ผีอุปัทวะ โรค ลูกศร และความน่ากลัวนี้ ในกามคุณทั้งหลายแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้นบุคคลพึงครอบงำอันตรายเหล่านี้แม้ทั้งปวง คือ หนาวร้อนหิว ระหาย ลม แดด เหลือบและสัตว์เสือกคลานแล้วพึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น บุคคลพึงเป็นผู้เที่ยวไปผู้เดียวเช่นกับนอแรด เปรียบเหมือนช้างใหญ่ผู้เกิดในตระกูลปทุม มีศีลขันธ์เกิดขึ้นแล้ว ละโขลงอยู่ในป่าตามอภิรมย์

ฉะนั้น (พระปัจเจกพุทธเจ้าได้กล่าวกึ่งคาถาว่า)บุคคลพึงใคร่ครวญถ้อยคำของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ว่า การที่บุคคลผู้ยินดีแล้วด้วยการคลุกคลีด้วยหมู่คณะจะพึงบรรลุวิมุตติอันมีในสมัยนั้น ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้(พระกุมารได้กล่าวกึ่งคาถาที่พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าอาทิจจพันธุกล่าวแล้วให้บริบูรณ์ว่า) พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น เราล่วงพ้นทิฐิอันเป็นข้าศึกได้แล้ว ถึงความเป็นผู้เที่ยง ได้มรรคแล้ว เป็นผู้มีญาณเกิดขึ้นแล้ว อันผู้อื่นไม่พึงแนะนำพึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้นบุคคลผู้ไม่โลภ ไม่หลอกลวง ไม่มีความกระหาย ไม่ลบหลู่มีโมหะดุจน้ำฝาดอันกำจัดเสียแล้ว

ไม่มีความอยาก ครอบงำโลกทั้งปวงได้แล้วพึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น กุลบุตรพึงเว้นสหายผู้ลามกไม่พึงเสพด้วยตนเองซึ่งสหายผู้ชี้บอกความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ผู้ตั้งอยู่ในกรรมอันไม่เสมอ ผู้ข้องอยู่ ผู้ประมาท พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น บุคคลพึงคบมิตรผู้เป็นพหูสูตรทรงธรรม ผู้ยิ่งด้วยคุณธรรม มีปฏิภาณ บุคคลรู้จักประโยชน์ทั้งหลาย กำจัดความสงสัยได้แล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น บุคคลไม่พอใจการเล่น ความยินดีและกามสุขในโลกแล้ว ไม่เพ่งเล็งอยู่เว้นจากฐานะแห่งการประดับ มีปรกติกล่าวคำสัตย์ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น บุคคลละบุตร ภริยา

บิดามารดา ทรัพย์ข้าวเปลือก พวกพ้อง และกามซึ่งตั้งอยู่ตามส่วนแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้นบัณฑิตทราบว่า ความเกี่ยวข้องในเวลาบริโภคเบญจกามคุณนี้มีสุขน้อย มีความยินดีน้อย มีทุกข์มากดุจหัวฝี ดังนี้แล้วพึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น บุคคลพึงทำลายสังโยชน์ทั้งหลายเสีย เหมือนปลาทำลายข่าย เหมือนไฟไม่หวนกลับมาสู่ที่ไหม้แล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้นบุคคลผู้มีจักษุทอดลงแล้ว ไม่คะนองเท้า มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้วมีใจอันรักษาแล้ว ผู้อันกิเลสไม่รั่วรดแล้ว และอันไฟ คือกิเลสไม่แผดเผาอยู่ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น บุคคลละเพศแห่งคฤหัสถ์ดุจต้นทองหลางมีใบล่วงหล่นแล้ว

นุ่งห่มผ้ากาสายะออกบวชเป็นบรรพชิต พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้นภิกษุไม่กระทำความยินดีในรสทั้งหลาย ไม่โลเลไม่เลี้ยงคนอื่น มีปรกติเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก ผู้มีจิตไม่ผูกพันในตระกูล พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น บุคคลละธรรมเป็นเครื่องกั้นจิต ๕อย่าง บรรเทาอุปกิเลสทั้งปวงแล้ว ผู้อันทิฐิไม่อาศัย ตัดโทษคือความเยื่อใยได้แล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้นบุคคลละสุข ทุกข์ โสมนัสและโทมนัสในกาลก่อนได้ได้อุเบกขาและสมถะอันบริสุทธิ์แล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น บุคคลปรารภความเพียรเพื่อบรรลุปรมัตถประโยชน์ มีจิตไม่หดหู่ มีความประพฤติไม่เกียจคร้าน

มีความบากบั่นมั่น ถึงพร้อมแล้วด้วยกำลังกายและกำลังญาณ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้นบุคคลไม่ละการหลีกเร้นและฌาน มีปรกติประพฤติธรรมอันสมควรเป็นนิตย์ในธรรมทั้งหลาย พิจารณาเห็นโทษในภพทั้งหลาย พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้นบุคคลผู้ปรารถนาความสิ้นตัณหา พึงเป็นผู้ไม่ประมาท ไม่เป็นคนบ้าคนใบ้ มีการสดับ มีสติ มีธรรมอันกำหนดรู้แล้ว เป็นผู้เที่ยง มีความเพียร พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น บุคคลไม่สะดุ้งในธรรมมีความไม่เที่ยงเป็นต้น เหมือนราชสีห์ไม่สะดุ้งในเสียง ไม่ข้องอยู่ในธรรมมีขันธ์และอายตนะเป็นต้น เหมือนลมไม่ข้องอยู่ในข่าย ไม่ติดอยู่ด้วยความยินดีและความโลภ

เหมือนดอกปทุมไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้นบุคคลพึงเสพเสนาสนะอันสงัด เป็นผู้เที่ยวไปผู้เดียวเช่นกับนอแรดเหมือนราชสีห์มีเขี้ยวเป็นกำลัง ข่มขี่ครอบงำหมู่เนื้อเที่ยวไป ฉะนั้นบุคคลเสพอยู่ซึ่งเมตตาวิมุติ กรุณาวิมุติ มุทิตาวิมุติ และอุเบกขาวิมุติในกาลอันควร ไม่ยินร้ายด้วยโลกทั้งปวง พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น บุคคลละราคะ โทสะ และโมหะแล้วทำลายสังโยชน์ทั้งหลายแล้ว ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้นชีวิต พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น มนุษย์ทั้งหลายผู้ไม่สะอาด มีปัญญามุ่งประโยชน์ตนย่อมคบหาสมาคมเพราะมีเหตุเป็นประโยชน์ ผู้ไม่มีเหตุมาเป็นมิตรหาได้ยากในทุกวันนี้ บุคคลพึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น ฯ

จบขัคควิสาณสูตรที่ ๓

End of ๓. ขัคควิสาณสูตร