arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · มหาวรรค

๘. สัลลสูตร เล่ม ๒๕

Text layerBuddha’s wordsItems ๓๘๐ (Royal Thai)8/12 in มหาวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สัลลสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 25, pp. 635–638

Page 635

กับว่าพวกข้าพระองค์ได้ฝึกฝนตนอยู่ในพระศาสนา ของพระองค์ครบ ๗ วันแล้ว

[๕๗๗] พระองค์ทรงเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระศาสดา เป็นพระมุนีผู้ย่ำยีพญามาร ทรงตัดอนุสัยได้ ทรงข้ามโอฆะได้เองแล้ว ยังช่วยให้หมู่สัตว์นี้ข้ามพ้นได้ด้วย[๕๗๘] พระองค์ทรงก้าวล่วงอุปธิ ทรงทำลายอาสวะทั้งหลายได้แล้วทรงเป็นดังพญาราชสีห์ ไม่ทรงมีอุปาทานทรงขจัดความขลาดกลัวได้แล้ว[๕๗๙] ข้าแต่พระวีรเจ้า ภิกษุ ๓๐๐ รูปนี้ยืนประนมมืออยู่ขอได้ทรงโปรดเหยียดพระยุคลบาทออกเถิด ขอให้ภิกษุผู้ประเสริฐทั้งหลายได้ถวายบังคมพระศาสดาด้วยเถิด

๘. สัลลสูตร

ว่าด้วยลูกศรคือกิเลส

(พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระสูตรนี้เป็นพระคาถาแก่อุบาสกคนหนึ่งผู้โศกเศร้าถึงบุตรที่ตายไปว่า)

{๓๘๐} [๕๘๐] ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้หาเครื่องหมายมิได้ ใคร ๆ ก็กำหนดรู้ไม่ได้ ทั้งลำบาก ทั้งสั้น และยังประกอบ ไปด้วยความทุกข์[๕๘๑] ความพยายามที่จะเป็นเหตุให้สัตว์โลกทั้งหลายผู้เถิดมาแล้วไม่ต้องตายไม่มีผลเลย เมื่อถึงความแก่เข้าก็จะต้องตาย เพราะสัตว์โลกทั้งหลายจะต้องเป็นอย่างนี้เป็นธรรมดา

Page 636

๘. สัลลสูตร

[๕๘๒] สัตว์โลกทั้งหลายผู้เกิดมาแล้วย่อมมีภัยจากความตายอยู่เนืองนิจ เปรียบเหมือนผลไม้ที่สุกงอมแล้ว มีภัยจากการที่จะต้องร่วงหล่นลงไปในเวลาเช้า[๕๘๓] ชีวิตของสัตว์โลกทั้งหลายล้วนมีความแตกดับเป็นที่สุด เปรียบเหมือนภาชนะดินทุกชนิดที่ช่างหม้อปั้นไว้ ในที่สุดก็ต้องแตกไป[๕๘๔] ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนโง่ทั้งคนฉลาด ล้วนตกอยู่ในอำนาจของความตาย ล้วนบ่ายหน้าไปหาความตายทั้งสิ้น

[๕๘๕] เมื่อปวงสัตว์โลกใกล้จะตายต้องไปปรโลกแน่นอนแล้วบิดามารดาก็ช่วยเหลือบุตรของตนไว้ไม่ได้ หรือหมู่ญาติก็ช่วยเหลือพวกญาติของตนไว้ไม่ได้[๕๘๖] ท่านจงดู เมื่อพวกญาติของคนใกล้ตายเฝ้าดูอยู่ รำพันอยู่โดยประการต่าง ๆ เขาผู้เดียวเท่านั้นถูกมฤตยูคร่าตัวไป เหมือนโคที่เขาจะฆ่าถูกนำตัวไปฉะนั้น[๕๘๗] สัตว์โลกถูกความแก่และความตายกำจัดอยู่อย่างนี้ เพราะเหตุนั้น ธีรชนทั้งหลายทราบชัดถึงสภาวะของโลกแล้วจึงไม่เศร้าโศกกัน[๕๘๘] ท่านหารู้จักทางของผู้มาหรือผู้ไปไม่ ไม่เห็นที่สุดทั้งสองอย่าง ถึงจะคร่ำครวญไปก็ไร้ประโยชน์

[๕๘๙] ถ้าผู้ที่หลงคร่ำครวญเบียดเบียนตนอยู่ จะพึงยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นได้บ้าง ผู้มีปัญญาประจักษ์ก็คงจะทำตามอย่างนั้นบ้างแล้ว

Page 637

[๕๙๐] บุคคลจะถึงความสงบใจได้ด้วยการร้องไห้ ด้วยการเศร้าโศกก็หาไม่ ทุกข์กลับจะเกิดแก่เขาเพิ่มมากขึ้น ซํ้าร่างกายก็จะถูกเบียดเบียนมากขึ้น[๕๙๑] บุคคลผู้เบียดเบียนตนเอง ย่อมซูบผอมลง มีผิวพรรณหมองคลํ้า ผู้ตายไปแล้วจะเลี้ยงตัวเองด้วยการพิไรรำพันนั้น หามิได้ (เพราะฉะนั้น) การพิไรรำพันจึงไม่มีประโยชน์อะไรเลย[๕๙๒] ผู้ที่ยังบรรเทาความเศร้าโศกไม่ได้ ยังทอดถอนใจถึง คนที่ตายจากไปแล้ว ยังตกอยู่ในอำนาจของความ เศร้าโศกอยู่ย่อมจะได้รับความทุกข์ยิ่งขึ้น[๕๙๓] แม้คนอื่น ๆ ผู้ใกล้จะตายไปตามยถากรรม ท่านก็จงดูสัตว์โลกทั้งหลายตกอยู่ในอำนาจมฤตยูแล้ว ย่อมพากันดิ้นรนอยู่ทีเดียว

[๕๙๔] อาการที่สัตว์โลกทั้งหลายสำคัญหมายไว้ (ว่าขอให้มีอายุยืนเป็นต้น) ย่อมกลายเป็นอย่างอื่นไป เพราะการพลัดพราก จากกันและกันเช่นนี้มีอยู่เป็นประจำ ท่านจงเห็นสภาวะของโลกอย่างนี้[๕๙๕] คนที่ยังหนุ่มแน่น ถึงจะมีอายุยืนยาวไปถึง ๑๐๐ ปี หรือมากกว่านั้นก็ตาม ก็ยังต้องพลัดพรากจากหมู่ญาติและต้องสิ้นชีวิตไปจากโลกนี้เหมือนกัน[๕๙๖] เพราะเหตุนั้น บุคคลฟังธรรมเทศนาของพระอรหันต์แล้วเห็นคนล่วงลับดับชีวิตไป กำหนดให้รู้ว่า ‘เขาจะอยู่กับเราไม่ได้อีก’ ดังนี้แล้ว พึงกำจัดความพิไรรำพันเสีย

Page 638

๙. วาเสฏฐสูตร

[๕๙๗] ธีรชนผู้เป็นบัณฑิต มีปัญญาเฉลียวฉลาด พึงกำจัดความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นเสียโดยฉับพลัน เหมือนลมพัดนุ่นให้ปลิวไป ดุจนรชนใช้นํ้าดับไฟที่กำลังไหม้ลุกลามฉะนั้น

[๕๙๘] บุคคลผู้แสวงหาความสุขให้แก่ตน พึงกำจัดความพิไรรำพัน ความทะยานอยาก และความโทมนัสของตนเสียแล้วพึงถอนลูกศรคือกิเลสของตน

[๕๙๙] ผู้ถอนลูกศรคือกิเลสได้แล้ว เป็นผู้อันตัณหาและมิจฉาทิฏฐิอาศัยไม่ได้อีกต่อไป ถึงความสงบใจ ก้าวล่วงความโศกเศร้าได้ทั้งหมด ย่อมไม่มีความเศร้าโศก สงบเย็นแล้ว

๙. วาเสฏฐสูตร

ว่าด้วยวาเสฏฐมาณพทูลถามปัญหาเรื่องพราหมณ์

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

{๓๘๑} สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคละ ใกล้หมู่บ้านอิจฉานังคลคาม ก็สมัยนั้นแล พราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมากอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอิจฉานังคลคาม คือ จังกีพราหมณ์ ๑ ตารุกขพราหมณ์ ๑ โปกขรสาติพราหมณ์ ๑ ชาณุสโสณิพราหมณ์ ๑ โตเทยยพราหมณ์ ๑ และพราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียงอื่น ๆ อีกครั้งนั้นแล วาเสฏฐมาณพกับภารทวาชมาณพเที่ยวเดินเล่นเป็นการบริหารแข้งขาอยู่ ได้เกิดมีเรื่องพูดกันขึ้นในระหว่างดังนี้ว่า “ดูก่อนเพื่อนรักบุคคลจะชื่อว่าเป็นพราหมณ์ได้ก็ด้วยเหตุอย่างไร”

End of ๘. สัลลสูตร