พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · มหาวรรค
๘. สัลลสูตร เล่ม ๒๕
Text layerBuddha’s wordsItems ๓๘๐ (Royal Thai)8/12 in มหาวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
สัลลสูตรที่ ๘
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สัลลสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
๘ อนิมิตฺตมนญฺญาตํ มจฺจานํ อิธ ชีวิตํ
กสิรญฺจ ปริตฺตญฺจ ตญฺจ ทุกฺเขน สญฺญุตํ ๖ ฯ
น หิ โส อุปกฺกโม อตฺถิ เยน ชาตา น มิยฺยเร
ชรมฺปิ ปตฺวา มรณํ เอวํธมฺมา หิ ปาณิโน ฯ
ผลานมิว ปกฺกานํ ปาโต ปตนโต ๑ ภยํ
เอวํ ชาตานมจฺจานํ นิจฺจํ มรณโต ภยํ ฯ
ยถาปิ กุมฺภการสฺส กตา มตฺติกภาชนา
สพฺเพ เภทปริยนฺตา ๒ เอวํ มจฺจาน ชีวิตํ ฯ
ทหรา จ มหนฺตา จ เย พาลา เย จ ปณฺฑิตา
สพฺเพ มจฺจุวสํ ยนฺติ สพฺเพ มจฺจุปรายนา ฯ
เตสํ มจฺจุปเรตานํ คจฺฉตํ ปรโลกโต
น ปิตา ตายเต ปุตฺตํ ญาตี วา ปน ญาตเก ฯ
เปกฺขตํ เยว ญาตีนํ ปสฺส ลาลปฺปตํ ปุถุ
เอกเมโก ว มจฺจานํ โควชฺโฌ วิย นิยฺยติ
เอวมพฺภาหโต โลโก มจฺจุนา จ ชราย จ
ตสฺมา ธีรา น โสจนฺติ วิทิตฺวา โลกปริยายํ ฯ
ยสฺส มคฺคํ น ชานาสิ อาคตสฺส คตสฺส วา
อุโภ อนฺเต อสมฺปสฺสํ นิรตฺถํ ปริเทวสิ
ปริเทวยมาโน เจ กิญฺจิ อตฺถํ ๓ อุทพฺพเห
สมฺมูโฬฺห หึสมตฺตานํ กยิร ๔ เจนํ วิจกฺขโณ ฯ
น หิ รุณฺเณน โสเกน สนฺตึ ปปฺโปติ เจตโส
ภิยฺยสฺสุปฺปชฺชเต ทุกฺขํ สรีรํ จุปหญฺญติ ฯ
กีโส วิวณฺโณ ภวติ หึสมตฺตานมตฺตนา ๕
น เตน เปตา ปาเลนฺติ นิรตฺถา ปริเทวนา ฯ
โสกมปฺปชหํ ชนฺตุ ภิยฺโย ทุกฺขํ นิคจฺฉติ
อนุตฺถุนนฺโต กาลกตํ โสกสฺส วสมนฺวคู ฯ
อญฺเญปิ ปสฺส คมิเน ยถากมฺมูปเค นเร
มจฺจุโน วสมาคมฺม ผนฺทนฺเตวิธ ปาณิโน ฯ
เยน เยน หิ มญฺญนฺติ ตโต ตํ โหติ อญฺญถา
เอตาทิโส วินาภาโว ปสฺส โลกสฺส ปริยายํ ฯ
อปิ ๑ วสฺสสตํ ชีเว ภิยฺโย วา ปน มาณโว
ญาติสงฺฆา วินา โหติ ชหาติ อิธ ชีวิตํ ฯ
ตสฺมา อรหโต สุตฺวา วิเนยฺย ปริเทวิตํ
เปตํ กาลกตํ ทิตฺวา ๒ เนโส ลพฺภา มยา อิติ ฯ
ยถา สรณมาทิตฺตํ วารินา ปรินิพฺพเย
เอวมฺปิ ธีโร สปฺปญฺโญ ปณฺฑิโต กุสโล นโร
ขิปฺปมุปฺปติตํ โสกํ วาโต ตุลํว ๓ ธํสเย ฯ
ปริเทวํ ปชปฺปญฺจ โทมนสฺสญฺจ อตฺตโน
อตฺตโน สุขเมสาโน อพฺพุเฬฺห ๔ สลฺลมตฺตโน
อพฺพุฬฺหสลฺโล อสิโต สนฺตึ ปปฺปุยฺย เจตโส
สพฺพํ โสกํ อติกฺกนฺโต อโสโก โหติ นิพฺพุโตติ ฯ
สลฺลสุตฺตํ อฏฺฐมํ ฯ
______________
สุตฺตนิปาเต ตติยสฺส มหาวคฺคสฺส นวมํ วาเสฏฺฐสุตฺตํ
๑ ยุ. คาถาหิ ฯ ๒ ม. ยุ. สรณาคมฺห ฯ ๓ โป. ม. จกฺขุม ฯ ๔ ม. ยุ.
ทนฺตมฺห ฯ ๕ โป. อกุสเล ฯ ๖ โป. ม. สํยุตํ ฯ
๑ ยุ. ปตนา ฯ ๒ ม. ยุ. เภทนปริยนฺตา ฯ ๓ ม. ยุ. กิญฺจิทตฺถํ ฯ ๔ ม.
กยิรา ฯ ๕ โป .. มตฺตโน ฯ
๑ ยุ. อปิ เจ ฯ ๒ โป. ม. ยุ. ทิสฺวา ฯ ๓ ม. ยุ. ตูลํว ฯ ๔ ม. ยุ. อพฺพเห
ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีเครื่องหมาย ใครๆ รู้ไม่ได้ ทั้งลำบาก ทั้งน้อย และประกอบด้วยทุกข์ สัตว์ทั้งหลาย ผู้เกิดแล้ว จะไม่ตายด้วยความพยายามอันใดความพยายามอันนั้นไม่มีเลย แม้อยู่ได้ถึงชราก็ต้องตายเพราะสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา ผลไม้สุกงอมแล้วชื่อว่าย่อมมีภัยเพราะจะต้องร่วงหล่นไปในเวลาเช้า ฉันใดสัตว์ทั้งหลายผู้เกิดแล้ว ชื่อว่าย่อมมีภัย เพราะจะต้องตายเป็นนิตย์ฉันนั้น ภาชนะดินที่นายช่างทำแล้วทุกชนิด มีความแตกเป็นที่สุด แม้ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ก็ฉันนั้น ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนเขลา ทั้งคนฉลาด ล้วนไปสู่อำนาจของมฤตยู มีมฤตยูเป็นที่ไปในเบื้องหน้าด้วยกันทั้งหมด
เมื่อสัตว์เหล่านั้นถูกมฤตยูครอบงำแล้วต้องไปปรโลก บิดาจะป้องกันบุตรไว้ก็ไม่ได้ หรือพวกญาติจะป้องกันพวกญาติไว้ก็ไม่ได้ ท่านจงเห็น เหมือนเมื่อหมู่ญาติของสัตว์ทั้งหลายผู้จะต้องตาย กำลังแลดูรำพันอยู่โดยประการต่างๆ สัตว์ผู้จะต้องตายผู้เดียวเท่านั้นถูกมฤตยูนำไปเหมือนโคที่บุคคลจะพึงฆ่าถูกนำไปตัวเดียวฉะนั้น ความตายและความแก่กำจัดสัตว์โลกอยู่อย่างนี้ เพราะเหตุนั้นนักปราชญ์ทั้งหลายทราบชัดสภาพของโลกแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศกท่านย่อมไม่รู้ทางของผู้มาหรือผู้ไป ไม่เห็นที่สุดทั้งสองอย่างถึงจะคร่ำครวญไปก็ไร้ประโยชน์ ถ้าผู้คร่ำครวญหลงเบียดเบียนตนอยู่จะยังประโยชน์อะไรๆ ให้เกิดขึ้นได้ไซร้
บัณฑิตผู้เห็นแจ้งก็พึงกระทำความคร่ำครวญนั้น บุคคลจะถึงความสงบใจได้ เพราะการร้องไห้ เพราะความเศร้าโศกก็หาไม่ทุกข์ย่อมเกิดแก่ผู้นั้นยิ่งขึ้น และสรีระของผู้นั้นก็จะซูบซีดบุคคลผู้เบียดเบียนตนเอง ย่อมเป็นผู้ซูบผอม มีผิวพรรณเศร้าหมองสัตว์ทั้งหลายผู้ละไปแล้ว ย่อมรักษาตนไม่ได้ด้วยความรำพันนั้น การรำพันไร้ประโยชน์ คนผู้ทอดถอนถึงบุคคลผู้ทำกาละแล้ว ยังละความเศร้าโศกไม่ได้ ตกอยู่ในอำนาจแห่งความเศร้าโศก ย่อมถึงทุกข์ยิ่งขึ้น ท่านจงเห็นคนแม้เหล่าอื่นผู้เตรียมจะดำเนินไปตามยถากรรม(และ)สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ผู้มาถึงอำนาจแห่งมัจจุแล้ว กำลังพากันดิ้นรนอยู่ทีเดียว ก็สัตว์ทั้งหลายย่อมสำคัญด้วยอาการใดๆ
อาการนั้นๆ ย่อมแปรเป็นอย่างอื่นไปในภายหลัง ความพลัดพรากกัน เช่นนี้ย่อมมีได้ ท่านจงดูสภาพแห่งโลกเถิดมาณพแม้จะพึงเป็นอยู่ร้อยปีหรือยิ่งกว่านั้น ก็ต้องพลัดพรากจากหมู่ญาติ ต้องละทิ้งชีวิตไว้ในโลกนี้เพราะเหตุนั้น บุคคลฟังพระธรรมเทศนาของพระอรหันต์แล้ว เห็นคนผู้ล่วงลับทำกาละแล้ว กำหนดรู้อยู่ว่า บุคคลผู้ล่วงลับทำกาละแล้วนั้นเราไม่พึงได้ว่า จงเป็นอยู่อีกเถิด ดังนี้ พึงกำจัดความรำพันเสีย บุคคลพึงดับไฟที่ไหม้ลุกลามไปด้วยน้ำ ฉันใดนรชนผู้เป็นนักปราชญ์ มีปัญญา เฉลียวฉลาด พึงกำจัดความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นเสีย โดยฉับพลันเหมือนลมพัดนุ่นฉะนั้น คนผู้แสวงหาความสุขเพื่อตน พึงกำจัดความรำพันความทะยานอยากและความโทมนัสของตน พึงถอนลูกศรคือกิเลสของตนเสีย เป็นผู้มีลูกศร คือ กิเลสอันถอนขึ้นแล้ว อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้วถึงความสงบใจ ก้าวล่วงความเศร้าโศกได้ทั้งหมด เป็นผู้ไม่มีความเศร้าโศกเยือกเย็น ฉะนี้แล ฯ
จบสัลลสูตรที่ ๘
End of ๘. สัลลสูตร