arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · มหาวรรค

๑๐. โกกาลิกสูตร เล่ม ๒๕

Text layerBuddha’s wordsItems ๓๘๔–๓๘๗ (Royal Thai)10/12 in มหาวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

โกกาลิกสูตรที่ ๑๐

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค โกกาลิกสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๑๐ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข โกกาลิโกฝ ภิกฺขุ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โกกาลิโก ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ ปาปิจฺฉา ภนฺเต สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานา ปาปิกานํ อิจฺฉานํ วสงฺคตาติ ฯ

Royal Thai

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล โกกาลิกภิกษุ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้วได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ เป็นผู้มีความปรารถนาลามก ตกอยู่ในอำนาจแห่งความปรารถนาลามก พระเจ้าข้า ฯ

Pali (Siam Rath)

เอวํ วุตฺเต ภควา โกกาลิกํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ มา เหวํ โกกาลิก มา เหวํ โกกาลิก ปสาเทหิ โกกาลิก สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนสุ จิตฺตํ เปสลา สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานาติ ฯ ทุติยมฺปิ โข โกกาลิโก ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ กิญฺจาปิ เม ภนฺเต ภควา สทฺธายิโก ปจฺจยิโก อถ โข ปาปิจฺฉา ว ๓ สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานา ปาปิกานํ อิจฺฉานํ วสงฺคตาติ ฯ ทุติยมฺปิ โข ภควา โกกาลิกํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ มา เหวํ โกกาลิก มา เหวํ โกกาลิก ปสาเทหิ โกกาลิก สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนสุ จิตฺตํ เปสลา สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานาติ ฯ ตติยมฺปิ โข โกกาลิโก ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ กิญฺจาปิ เม ภนฺเต ภควา สทฺธายิโก ปจฺจยิโก อถ โข ปาปิจฺฉา ว สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานา ปาปิกานํ อิจฺฉานํ วสงฺคตาติ ฯ

ตติยมฺปิ โข ภควา โกกาลิกํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ มา เหวํ โกกาลิก มา เหวํ โกกาลิก ปสาเทหิ โกกาลิก สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนสุ จิตฺตํ เปสลา สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานาติ ฯ อถ โข โกกาลิโก ภิกฺขุ อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ อจิรปกฺกนฺตสฺเสว ๑ โกกาลิกสฺส ภิกฺขุโน สาสปมตฺตาหิ ๒ ปิฬกาหิ สพฺโพ กาโย ผุฏฺโฐ ๓ อโหสิ ฯ สาสปมตฺติโย หุตฺวา มุคฺคมตฺ2ติโย อเหสุํ ฯ มุคฺคมตฺติโย หุตฺวา กฬายมตฺติโย อเหสุํ ฯ กฬายมตฺติโย หุตฺวา โกฬฏฺฐิมตฺติโย อเหสุํ ฯ โกฬฏฺฐิมตฺติโย หุตฺวา โกลมตฺติโย อเหสุํ ฯ โกลมตฺติโย หุตฺวา อามลกมตฺติโย อเหสุํ ฯ อามลกมตฺติโย หุตฺวา เวฬุวสลาฏุกมตฺติโย อเหสุํ ฯ เวฬุวสลาฏุกมตฺติโย หุตฺวา วิลฺลมตฺติโย ๔ อเหสุํ ฯ วิลฺลมตฺติโย หุตฺวา ปภิชฺชึสุ ฯ

ปุพฺพญฺจ โลหิตญฺจ ปคฺฆรึสุ ฯ อถ โข โกกาลิโก ภิกฺขุ เตเนวาพาเธน กาลมกาสิ ฯ กาลกโต ๕ จ โกกาลิโก ภิกฺขุ ปทุมนิรยํ ๖ อุปปชฺชติ สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนสุ จิตฺตํ อาฆาเตตฺวา ฯ อถ โข พฺรหฺมา สหมฺปติ อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺโณ เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ เอกมนฺตํ ฐิโต โข พฺรหฺมา สหมฺปติ ภควนฺตํ เอตทโวจ โกกาลิโก ภนฺเต ภิกฺขุ กาลกโต กาลกโต จ ภนฺเต โกกาลิโก ภิกฺขุ ปทุมนิรยํ อุปปนฺโน สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนสุ จิตฺตํ อาฆาเตตฺวาติ ฯ อิทมโวจ พฺรหฺมา สหมฺปติ อิทํ วตฺวา [๑] ปทกฺขิณํ กตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายิ ฯ อถ โข ภควา ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน ภิกฺขู อามนฺเตสิ อิมํ ภิกฺขเว รตฺตึ พฺรหฺมา สหมฺปติ อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา ฯเปฯ อิทมโวจ ภิกฺขเว พฺรหฺมา สหมฺปติ อิทํ วตฺวา [๒] ปทกฺขิณํ กตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ

๑ โป. ปาณุเปตํ สรณงฺคเต ฯ ยุ. .. สรณาคเต ฯ ๒ โป. ยุ. สพฺพตฺถวาเรสุ

โกกาลิยสุตฺตนฺติปิ โกกาลิโยติปิ ทิสฺสนฺติ ฯ ๓ โป. จ ฯ

๑ ม. ยุ. อจิรปกฺกนฺตสฺส จ ฯ ๒ ม. ยุ. สาสปมตฺตีหิ ฯ ๓ ม. ผุโฐ ฯ ๔ โป.

พิลฺลามตฺติโย ฯ ม. ยุ. พิลฺลมตฺติโย .. ฯ ๕ โป. ม. กาลงฺกโต ฯ ๖ โป.

ปทุมนิรเย ฯ ม. ปทุมํ นิรยํ ฯ

Royal Thai

เมื่อโกกาลิกภิกษุกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะโกกาลิกภิกษุว่า โกกาลิกะ เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้ โกกาลิกะ เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้ เธอจงยังจิตให้เลื่อมใสในสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด สารีบุตรและโมคคัลลานะมีศีลเป็นที่รัก ฯ

แม้ครั้งที่ ๒ โกกาลิกภิกษุก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคทรงชักนำข้าพระองค์ให้จงใจเชื่อ ให้เลื่อมใส ก็จริงแต่พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นผู้มีความปรารถนาลามก แม้ครั้งที่ ๒ พระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสกะโกกาลิกภิกษุว่าโกกาลิกะ เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้ โกกาลิกะ เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย เธอจงยังจิตให้เลื่อมใสในสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด สารีบุตรและโมคคัลลานะมีศีลเป็นที่รัก ฯ

แม้ครั้งที่ ๓ ...

ลำดับนั้นแล โกกาลิกภิกษุลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคกระทำประทักษิณแล้วหลีกไป เมื่อโกกาลิกภิกษุหลีกไปแล้วไม่นานนัก ได้มีต่อมประมาณเมล็ดพันธุ์ผักกาดเกิดขึ้นทั่วกาย ครั้นแล้ว เป็นต่อมประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว เท่าเมล็ดถั่วดำ เท่าเมล็ดพุดซา เท่าผลพุดซา เท่าผลมะขามป้อม เท่าผลมะตูมอ่อน เท่าผลขนุนอ่อน แตกหัวแล้ว หนองและเลือดไหลออก ลำดับนั้น โกกาลิกภิกษุมรณภาพเพราะอาพาธนั้นเอง ครั้นโกกาลิกภิกษุมรณภาพแล้วก็ย่อมอุบัติในปทุมนรก เพราะจิตคิดอาฆาตในพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะครั้งนั้นแลท้าวสหัมบดีพรหม เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว มีรัศมีงามยิ่ง ทำพระเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โกกาลิกภิกษุมรณภาพแล้ว ครั้นแล้วได้อุบัติในปทุมนรก เพราะจิตคิดอาฆาตในพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ท้าวสหัมบดีพรหมครั้นกราบทูลดังนี้แล้ว กระทำประทักษิณแล้ว ได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ

ครั้นพอล่วงราตรีนั้นไป พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว ท้าวสหัมบดีพรหม มีรัศมีอันงามยิ่ง ทำวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืนอยู่ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โกกาลิกภิกษุมรณภาพแล้วอุบัติในปทุมนรก เพราะจิตคิดอาฆาตในพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ท้าวสหัมบดีพรหม ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว กระทำประทักษิณแล้ว ได้อันตรธานหายไปในที่นั้นเอง ฯ

Pali (Siam Rath)

เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ กีวทีฆํ นุ โข ภนฺเต ปทุมนิรเย อายุปฺปมาณนฺติ ฯ ทีฆํ โข ภิกฺขุ ปทุมนิรเย อายุปฺปมาณํ ตํ น สุกรํ สงฺขาตุํ เอตฺตกานิ วสฺสานิ อิติ วา เอตฺตกานิ วสฺสสตานิ อิติ วา เอตฺตกานิ วสฺสสหสฺสานิ อิติ วา เอตฺตกานิ วสฺสสตสหสฺสานิ อิติ วาติ ฯ สกฺกา ปน ภนฺเต อุปมํ กาตุนฺติ ฯ สกฺกา ภิกฺขูติ ภควา อโวจ เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ วีสติขาริโก โกสลโก ติลวาโห ตโต ปุริโส วสฺสสตสฺส [๓] วสฺสสหสฺสสฺส วสฺสสตสหสฺสสฺส อจฺจเยน เอกเมกํ ติลํ อุทฺธเรยฺย ขิปฺปตรํ โข โส ภิกฺขุ วีสติขาริโก โกสลโก ติลวาโห อิมินา อุปกฺกเมน [๑] ปริยาทานํ คจฺเฉยฺย น เตฺวว เอโก อพฺพุโท

นิรโย เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ วีสติ อพฺพุทา นิรยา เอวเมโก นิรพฺพุโท นิรโย เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ วีสติ นิรพฺพุทา นิรยา เอวเมโก อพโพ นิรโย เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ วีสติ อพพา นิรยา เอวเมโก อหโห นิรโย เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ วีสติ อหหา นิรยา เอวเมโก อฏโฏ นิรโย เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ วีสติ อฏฏา นิรยา เอวเมโก กุมุโท นิรโย เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ วีสติ กุมุทา นิรยา เอวเมโก โสคนฺธิโก นิรโย เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ วีสติ โสคนฺธิกา นิรยา เอวเมโก อุปฺปลโก นิรโย เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ วีสติ อุปฺปลกา นิรยา เอวเมโก ปุณฺฑรีโก นิรโย เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ วีสติ ปุณฺฑรีกา นิรยา เอวเมโก ปทุโม นิรโย ปทุมํ ๒ โข ปน ภิกฺขุ นิรยํ โกกาลิโก ภิกฺขุ อุปปนฺโน สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนสุ จิตฺตํ อาฆาเตตฺวาติ

อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต

อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา

๑-๒ ม. ยุ. ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ฯ ๓ โป. ม. ยุ. อจฺจเยน ฯ

Royal Thai

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ประมาณอายุในปทุมนรกนานเพียงใดพระเจ้าข้า ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ประมาณอายุในปทุมนรกนานนักการนับประมาณอายุในปทุมนรกนั้นว่า เท่านี้ปี เท่านี้ร้อยปี เท่านี้พันปี หรือว่าเท่านี้แสนปี ไม่ใช่ทำได้ง่าย ฯ

ภ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระองค์สามารถจะทรงกระทำการเปรียบเทียบได้หรือไม่พระเจ้าข้า ฯ

พระผู้มีพระภาคทรงรับว่า สามารถ ภิกษุ ดังนี้แล้ว ตรัสว่า ดูกรภิกษุเปรียบเหมือนเกวียนที่บรรทุกงาหนัก ๒๐ หาบของชาวโกศล เมื่อล่วงไปได้ร้อยปี พันปี แสนปี บุรุษพึงหยิบเมล็ดงาขึ้นจากเกวียนนั้นออกทิ้งเมล็ดหนึ่งๆดูกรภิกษุ เกวียนที่บรรทุกงาหนัก ๒๐ หาบของชาวโกศลนั้น จะพึงถึงความสิ้นไปโดยลำดับนี้เร็วเสียกว่า แต่อัพพุทนรกหนึ่งจะไม่พึงถึงความสิ้นไปได้เลยดูกรภิกษุ ๒๐ อัพพุทนรกเป็นหนึ่งนิรัพพุทนรก ๒๐ นิรัพพุทนรกเป็นหนึ่งอัพพนรก ๒๐ อัพพนรกเป็นหนึ่งอหหนรก ๒๐ อหหนรกเป็นหนึ่งอฏฏนรก๒๐ อฏฏนรกเป็นหนึ่งกุมุทนรก ๒๐ กุมุทนรกเป็นหนึ่งโสคันธิกนรก ๒๐โสคันธินรกเป็นหนึ่งอุปลกนรก ๒๐อุปลกนรกเป็นหนึ่งปุณฑรีกนรก ๒๐ ปุณฑรีกนรกเป็นหนึ่งปทุมนรก อย่างนี้ ก็โกกาลิกภิกษุอุบัติในปทุมนรกเพราะจิตคิดอาฆาตในสารีบุตรและโมคคัลลานะ ฯ

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้วจึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า

Pali (Siam Rath)

ปุริสสฺส หิ ชาตสฺส กุฐารี ชายเต มุเข

ยาย ฉินฺทติ อตฺตานํ พาโล ทุพฺภาสิตํ ภณํ ฯ

โย นินฺทิยํ ปสํสติ

ตํ วา นินฺทติ โย ปสํสิโย

วิจินาติ มุเขน โส กลึ

กลินา เตน สุขํ น วินฺทติ ฯ

อปฺปมตฺโต อยํ กลิ ๑

โย อกฺเขสุ ธนปฺปราชโย

(สพฺพสฺสาปิ สหาปิ อตฺตนา)

อยเมว มหตฺตโร กลิ

โย สุคเตสุ มนํ ปโทสเย ฯ

สตํ สหสฺสานํ นิรพฺพุทานํ

ฉตฺตึส ๒ จ ปญฺจ จ อพฺพุทานิ

ยมริยครหี นิรยํ อุเปติ

วาจํ มนญฺจ ปณิธาย ปาปกํ ฯ

อภูตวาที นิรยํ อุเปติ

โย วาปิ กตฺวา น กโรมีติ ๓ จาห

อุโภปิ เต เปจฺจ สมา ภวนฺติ

นิหีนกมฺมา มนุชา หิ ๔ ปรตฺถ ฯ

โย อปฺปทุฏฺฐสฺส นรสฺส ทุสฺสติ

สุทฺธสฺส โปสสฺส อนงฺคณสฺส

ตเมว พาลํ ปจฺเจติ ปาปํ

สุขุโม รโช ปฏิวาตํว ขิตฺโต ฯ

โย โลภคุเณ ๕ อนุยุตฺโต

โส วจสา ปริภาสติ อญฺเญ

อสทฺโธ กทริโย อวทญฺญู

มจฺฉริ เปสุณิยสฺมึ ๑ อนุยุตฺโต ฯ

มุขทุคฺค วิภูตมนริย

ภูนหต ๒ ปาปก ทุกฺกตการิ

ปุริสนฺต ๓ กลิ อวชาเต

มา พหุภาณิธ เนรยิโกสิ ฯ

รชมากิรสิ ๔ อหิตาย

สนฺเต ครหสิ กิพฺพิสฺสการี ๕

พหูนิ [๖] ทุจฺจริตานิ จริตฺวา

คจฺฉสิ โข ปปตํ จิรรตฺตํ ฯ

น หิ นสฺสติ กสฺสจิ กมฺมํ

เอติ ห ตํ ลภเตว สุวามิ

ทุกฺขํ มนฺโท ปรโลเก

อตฺตนิ ปสฺสติ กิพฺพิสฺสการี ฯ

อโยสงฺกุสมาหตฏฺฐานํ

ติณฺหธารํ อยสูลมุเปติ

อถ ตตฺตํ อโยคุฬสนฺนิภํ

โภชนมตฺถิ ตถา ปฏิรูปํ ฯ

น หิ วคฺคุ วทนฺติ วทนฺตา

นาภิชวนฺติ น ตาณมุเปนฺติ

องฺคาเร สนฺถเต เสนฺติ ๑

อคฺคินิสมํ ปชฺชลิตํ ปวิสนฺติ ๒ ฯ

ชาเลน จ โอนหิยานา

ตตฺถ หนนฺติ อโยมยกูเฏหิ

อนฺธํ ว ติมิสมายนฺติ

ตํ วิตตํ [๓] ยถา มหิกาโย ฯ

อถ โลหมยํ ปน กุมฺภึ

อคฺคินิสมํ ปชฺชลิตํ ปวิสนฺติ

ปจฺจนฺติ หิ ตาสุ จิรรตฺตํ

อคฺคินิสมาสุ สมุปฺปิลวาสา ๔ ฯ

อถ ปุพฺพโลหิตมิสฺเส

ตตฺถ กึ ปจฺจติ ๕ กิพฺพิสฺสการี

ยํ ยนฺทิสตํ อธิเสติ

ตตฺถ กิลิสฺสติ สมฺผุสฺสมาโน ฯ

ปุฬวาวสเถ สลิลสฺมึ

ตตฺถ กึ ปจฺจติ กิพฺพิสฺสการี

คนฺตุํ น หิ ตีรมปตฺถิ

สพฺพสมา หิ สมนฺตกปลฺลา ๖ ฯ

อสิปตฺตวนํ ๗ ปน ติณฺหํ

ตํ ปวิสนฺติ สมุจฺฉินฺนคตฺตา

ชิวฺหํ พฬิเสน คเหตฺวา

อารจยารจยา วิหนนฺติ ๑ ฯ

อถ เวตฺตรณึ ปน ทุคฺคํ

ติณฺหธารํ ขุรธารมุเปนฺติ ๒

ตตฺถ มนฺทา ปปตนฺติ

ปาปการา ๓ ปาปานิ กตฺวา ๔ ฯ

ขาทนฺติ หิ ตตฺถ รุทนฺเต

สามา สพลา กาโกลคณา จ

โสณา สิงฺคาลา ปฏิคิชฺฌา

กุลลา วายสา จ วิตุทนฺติ ฯ

กิจฺฉา วตายํ อิธ วุตฺติ

ยํ ชโน ปสฺสติ ๕ กิพฺพิสฺสการี

ตสฺมา อิธ ชีวิตเสเส

กิจฺจกโร สิยา นโร น จ มชฺเช ๖ ฯ

เต คณิตา วิทูหิ ติลวาหา

เย ปทุเม นิรเย อุปนีตา

นหุตานิ หิ โกฏิโย ปญฺจ ภวนฺติ

ทฺวาทส โกฏิสตานิ ปุนญฺญา ๗ ฯ

ยาว ทุกฺขา นิรยา อิธ วุตฺตา

ตตฺถปิ ตาว จิรํ วสิตพฺพํ

ตสฺมา สุจิเปสลสาธุคุเณสุ

วาจํ มนํ ปกตํ ๑ ปริรกฺเขติ ฯ

โกกาลิกสุตฺตํ ทสมํ ฯ

_____________

สุตฺตนิปาเต ตติยสฺส มหาวคฺคสฺส เอกาทสมํ นาลกสุตฺตํ

๑ ม. ยุ. ปริกฺขยํ ฯ ๒ โป. ปทุเม โข ปน ภิกฺขุ นิรเย ฯ

๑ โป. กลี ฯ ๒ ม. ฉตฺตึสติ ปญฺจ จ ฯ ๓ ม. กโรมิ จาห ฯ ๔ ม. ยุ. หิสทฺโท

นตฺถิ ฯ ๕ โป. กามคุเณหิ ฯ

๑ โป. เปสุณิยญฺจ ฯ ม. เปสุณิยํ ฯ ๒ ม. ยุ. ภูนหุ ฯ ๓ โป. ปุริสนฺติมอลชาตมาหุ ฯ

๔ ม. รชมากิรสี ฯ ๕ ม. ยุ. กิพฺพิสการี ฯ ๖ ยุ. พหุนิ จ ฯ

๑ ม. สยนฺติ ฯ ๒ โป. สพฺพตฺถวาเรสุ อคฺคิ นิสํ ปชฺชลิตํ ฯ ม. คินิสมฺปชฺชลิตํ ฯ

๓ ม. ยุ. หิ ฯ ๔ ม. .. ปิลวาเต ฯ ยุ. .. ปิลลาโส ฯ ๕ โป. ตตฺถ กิลิสฺสติ ฯ

๖ โป. สมนฺตผุลฺลา ฯ ๗ โป. อสิตวนํ ปุณฺณติณฺณํ ฯ

๑ โป. อารปยา วิหรนฺติ ฯ ม. อารชยารชยา ... ฯ ๒ ม. ติณฺหธารขุร ... ฯ

๓ ม. ยุ. ปาปกรา ฯ ๔ ม. ยุ. กริตฺวา ฯ ๕ ม. ผุสติ ฯ ๖ โป. น ปมชฺชเร ฯ

ม. น อปฺปมชฺเช ฯ ๗ โป. ปุนญฺเญ ฯ

Royal Thai

ก็วาจาหยาบเช่นกับขวาน เกิดในปากของบุรุษแล้ว เป็นเหตุตัดรอนตนเองของบุรุษผู้เป็นพาล ผู้กล่าวคำทุภาษิต ผู้ใดสรรเสริญคนที่ควรนินทาหรือนินทาคนที่ควรสรรเสริญผู้นั้นย่อมก่อโทษเพราะปาก ย่อมไม่ได้ความสุขเพราะโทษนั้น การแพ้ด้วยทรัพย์เพราะเล่นการพนันเป็นโทษเพียงเล็กน้อย โทษของผู้ที่ยังใจให้ประทุษร้ายในท่านผู้ปฏิบัติดีนี้แลเป็นโทษมากกว่า บุคคลตั้งวาจาและใจอันลามกไว้แล้วเป็นผู้ติเตียนพระอริยะเจ้า ย่อมเข้าถึงนรกตลอดกาลประมาณด้วยการนับปี ๑๐๐,๐๐๐นิรัพพุทะและ ๔๐ อัพพุทะ ผู้กล่าวคำเท็จย่อมเข้าถึงนรก

อนึ่ง ผู้ทำกรรมอันลามกแล้วกล่าวว่าไม่ได้ทำ ก็ย่อมเข้าถึงนรกอย่างเดียวกัน แม้คนทั้งสองนั้นเป็นมนุษย์มีกรรมอันเลวทราม ละไปแล้วย่อมเป็นผู้เสมอกันในโลกเบื้องหน้า ผู้ใดประทุษร้ายต่อคนผู้ไม่ประทุษร้าย ผู้เป็นบุรุษหมดจด ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน บาปย่อมกลับมาถึงผู้เป็นพาลนั้นเองเหมือนธุลีละเอียดที่บุคคลซัดไปทวนลมฉะนั้น ผู้ที่ประกอบเนืองๆ ในคุณคือความโลภไม่มีศรัทธา กระด้าง ไม่รู้ความประสงค์ของผู้ขอ มีความตระหนี่ ประกอบเนืองๆ ในคำส่อเสียด ย่อมบริภาษผู้อื่นด้วยวาจา แน่ะคนผู้มีปากเป็นหล่ม กล่าวคำอันไม่จริง ผู้ไม่ประเสริฐ ผู้กำจัดความเจริญ ผู้ลามก ผู้กระทำความชั่วผู้เป็นบุรุษในที่สุด

มีโทษเป็นอวชาต ท่านอย่าได้พูดมากในที่นี้ อย่าเป็นสัตว์นรก ท่านย่อมเกลี่ยธุลี คือ กิเลสลงในตนเพื่อกรรมมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล ท่านผู้ทำกรรมหยาบยังติเตียนสัตบุรุษ ท่านประพฤติทุจริตเป็นอันมากแล้วย่อมไปสู่มหานรกสิ้นกาลนาน กรรมของใครๆ ย่อมฉิบหายไปไม่ได้เลยบุคคลมาได้รับกรรมนั้นแล เป็นเจ้าของแห่งกรรมนั้น(เพราะ) คนเขลาผู้ทำกรรมหยาบ ย่อมเห็นความทุกข์ในตนในปรโลก ผู้ทำกรรมหยาบย่อมเข้าถึงสถานที่อันนายนิรยบาลนำขอเหล็กมา ย่อมเข้าถึงหลาวเหล็กอันคมกริบและย่อมเข้าถึงก้อนเหล็กแดงโชติช่วง เป็นอาหารอันสมควรแก่กรรมที่ตนทำไว้อย่างนั้น สัตว์นรกทั้งหลายจะพูดก็พูดไม่ได้จะวิ่งหนีก็ไม่ได้

ไม่ได้ที่ต้านทานเลย นายนิรยบาลลากขึ้นภูเขาถ่านเพลิงสัตว์นรกนั้นนอนอยู่บนถ่านเพลิงอันลาดไว้ ย่อมเข้าไปสู่กองไฟอันลุกโพลง พวกนายนิรยบาลเอาข่ายเหล็กพัน ตีด้วยฆ้อนเหล็กในที่นั้นสัตว์นรกทั้งหลายย่อมไปสู่โรรุวนรกที่มืดทึบ ความมืดทึบนั้นแผ่ไปเหมือนกลุ่มหมอกฉะนั้น ก็ทีนั้น สัตว์นรกทั้งหลาย ย่อมเข้าไปสู่หม้อเหล็กอันไฟลุกโพลง ลอยฟ่องอยู่ ไหม้อยู่ในหม้อเหล็กนั้นอันไฟลุกโพลงสิ้นกาลนาน ก็ผู้ทำกรรมหยาบจะไปสู่ทิศใดๆ ก็หมกไหม้อยู่ในหม้อเหล็กอันเปื้อนด้วยหนองและเลือดในทิศนั้นๆ ลำบากอยู่ในหม้อเหล็กนั้น ผู้ทำกรรมหยาบหมกไหม้อยู่ในน้ำอันเป็นที่อยู่ของหมู่หนอน ในหม้อเหล็กนั้นๆ

แม้ฝั่งเพื่อจะไปก็ไม่มีเลย เพราะกะทะครอบอยู่โดยรอบมิดชิดในทิศทั้งปวง และยังมีป่าไม้มีใบเป็นดาบคมสัตว์นรกทั้งหลายย่อมเข้าไปสู่ป่าไม้ ถูกดาบใบไม้ตัดหัวขาด พวกนายนิรยบาล เอาเบ็ดเกี่ยวลิ้นออกแล้ว ย่อมเบียดเบียนด้วยการดึงออกมาๆก็ลำดับนั้น สัตว์นรกทั้งหลายย่อมเข้าถึงแม่น้ำด่างอันเป็นหล่ม ย่อมเข้าถึงคมมีดโกนอันคมกริบ สัตว์นรกทั้งหลายผู้กระทำบาป เป็นผู้เขลาย่อมตกลงไปบนคมมีดโกนนั้นเพราะได้กระทำบาปไว้ ก็สุนัขดำ สุนัขด่าง และสุนัขจิ้งจอก ย่อมรุมกัดกินสัตว์นรกทั้งหลาย ผู้ร้องไห้อยู่ที่นั้น ฝูงกาดำ แร้งนกตะกรุม และกาไม่ดำ ย่อมรุมกันจิกกิน คนผู้ทำกรรมหยาบ ย่อมเห็นความเป็นไปในนรกนี้ยากหนอ เพราะฉะนั้นนรชนพึงเป็นผู้ทำกิจที่ควรทำในชีวิตที่ยังเหลืออยู่นี้ และไม่พึงประมาทเกวียนบรรทุกงา ผู้รู้ทั้งหลายนับแล้วนำเข้าไปเปรียบในปทุมนรก เป็น๕๑,๒๐๐ โกฏิ นรกเป็นทุกข์เรากล่าวแล้วในพระสูตรนี้ เพียงใดสัตว์ทั้งหลายผู้ทำกรรมหยาบ พึงอยู่ในนรกแม้นั้น ตลอดกาลนานเพียงนั้นเพราะฉะนั้น บุคคลพึงกำหนดรักษาวาจา ใจ ให้เป็นปรกติในผู้สะอาด มีศีลเป็นที่รักและมีคุณดีงามทั้งหลาย ฯ

จบโกกาลิกสูตรที่ ๑๐

End of ๑๐. โกกาลิกสูตร