พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · ปารายนวรรค
๑๖. ปิงคิยปัญหา เล่ม ๒๕
Text layerBuddha’s wordsItems ๔๔๐–๔๔๔ (Royal Thai)17/17 in ปารายนวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
สุตฺตนิปาเต ปญฺจมสฺส ปารายนวคฺคสฺส
โสฬสมา ปิงฺคิยปญฺหา
ปิงคิยปัญหาที่ ๑๖
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ปิงคิยปัญหา (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
๑๖ ชิณฺโณหมสฺมี อพโล วิวณฺโณ ๑ (อิจฺจายสฺมา ปิงฺคิโย)
เนตฺตา น สุทฺธา สวนํ น ผาสุ
มาหมฺปนสฺสํ ๒ โมมุโห อนฺตราย ๓
อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ
ชาติชราย อิธ วิปฺปหานํ ฯ
ทิสฺวาน รูเปสุ วิหญฺญมาเน (ปิงฺคิยาติ ภควา)
รุปฺปนฺติ รูเปสุ ชนา ปมตฺตา
ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต
ชหสฺสุ รูปํ อปุนพฺภวาย ฯ
ทิสา จตสฺโส วิทิสา จตสฺโส
อุทฺธํ อโธ ทส ทิสา อิมาโย
น ตุยฺหํ อทิฏฺฐํ อสุตามุตํ วา ๑
อโถ อวิญฺญาตํ กิญฺจิมตฺถิ ๒ โลเก
อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ
ชาติชราย อิธ วิปฺปหานํ ฯ
ตญฺหาธิปนฺเน มนุเช เปกฺขมาโน (ปิงฺคิยาติ ภควา)
สนฺตาปชาเต ชรสาปเรเต
ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต
ชหสฺสุ ตณฺหํ อปุนพฺภวายาติ ฯ
ปิงฺคิยมาณวกปญฺหา โสฬสมา ฯ
_______________
๑ ม. ยุ. วีตวณฺโณ ฯ ๒ โป. มาหนฺนสฺส ฯ ม. ยุ. มาหํนสฺสํ ฯ
๓ โป. ม. อนฺตราว ฯ
ปิงคิยมาณพทูลถามปัญหาว่า
ข้าพระองค์เป็นคนแก่แล้ว มีกำลังน้อย ผิวพรรณเศร้าหมองนัยน์ตาทั้งสองของข้าพระองค์ไม่ผ่องใส (เห็นไม่จะแจ้ง)หูสำหรับฟังก็ไม่สะดวก ขอข้าพระองค์อย่างได้เป็นคนหลงฉิบหายเสียในระหว่างเลยขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์ควรรู้ ซึ่งเป็นเครื่องละชาติและชราในอัตภาพนี้เสียเถิด ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ดูกรปิงคิยะ
ชนทั้งหลายได้เห็นเหล่าสัตว์ผู้เดือดร้อนอยู่ เพราะรูปทั้งหลายแล้ว ยังเป็นผู้ประมาทก็ย่อยยับอยู่เพราะรูปทั้งหลาย ดูกรปิงคิยะเพราะเหตุนั้นท่านจงเป็นคนไม่ประมาทละรูปเสียเพื่อความไม่เกิดอีก ฯ
ปิ. ทิศใหญ่สี่ ทิศน้อยสี่ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ รวมเป็นสิบทิศ สิ่งไรๆ ในโลกที่พระองค์ไม่ได้เห็น ไม่ได้ฟังไม่ได้ทราบ หรือไม่ได้รู้แจ้ง มิได้มี ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์ควรรู้ เป็นเครื่องละชาติและชราในอัตภาพนี้เถิด ฯ
พ. ดูกรปิงคิยะ เมื่อท่านเห็นหมู่มนุษย์ผู้ถูกตัณหาครอบงำแล้วเกิดความเดือดร้อน อันชราถึงรอบข้าง ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นคนไม่ประมาทละตัณหาเสีย เพื่อความ
ไม่เกิดอีก ฯ
จบปิงคิยมาณวกปัญหาที่ ๑๖
อิทมโวจ ภควา มคเธสุ วิหรนฺโต ปาสาณเจติเย ๓ ปริจาริกโสฬสนฺนํ พฺราหฺมณานํ อชฺฌิฏฺโฐ ปญฺหํ ๔ พฺยากาสิ ฯ๓ เอกเมกสฺส เจปิ ปญฺหสฺส อตฺถมญฺญาย ธมฺมมญฺญาย ธมฺมานุธมฺมํ ปฏิปชฺเชยฺย คจฺเฉยฺเยว ชรามรณสฺส ปารํ คมนียา อิเม ธมฺมาติ ตสฺมา อิมสฺส ธมฺมปริยายสฺส ปารายนนฺเตฺวว อธิวจนํ ฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปาสาณเจดีย์ในมคธชนบทได้ตรัสปารายนสูตรนี้ อันพราหมณ์มาณพ ๑๖ คน ผู้เป็นบริวารของพราหมณ์พาวรี ทูลอาราธนาแล้ว ได้ตรัสพยากรณ์ปัญหา แม้หากว่าการกบุคคลรู้ทั่วถึงอรรถรู้ทั่วถึงธรรมแห่งปัญหาหนึ่งๆ แล้วพึงปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรมไซร้การกบุคคลนั้น ก็พึงถึงฝั่งโน้นแห่งชราและมรณะได้แน่แท้เพราะธรรมเหล่านี้ เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่การถึงฝั่งโน้นเพราะเหตุนั้น คำว่าปรายนะ จึงเป็นชื่อแห่งธรรมปริยายนี้ ฯ
อชิโต ติสฺสเมตฺเตยฺโย ปุณฺณโก อถ เมตฺตคู
โธตโก อุปสีโว จ นนฺโท จ อถ เหมโก
โตเทยฺยกปฺปา ทุภโย ชตุกณฺณี จ ปณฺฑิโต
ภทฺราวุโธ อุทโย จ โปสาโล จาปิ พฺราหฺมโณ
โมฆราชา จ เมธาวี ปิงฺคิโย จ มหา อิสิ
เอเต พุทฺธมุปาคญฺฉฉ ๑ สมฺปนฺนจรณํ อิสึ
ปุจฺฉนฺตา นิปุเณ ปเญฺห พุทฺธเสฏฺฐํ อุปาคมม ฯ
เตสํ พุทฺโธ พฺยากาสิ ปเญฺห ปุฏฺเฐ ๒ ยถาตถํ
ปญฺหานํ เวยฺยากรเณน โตเสสิ พฺราหฺมเณ มุนิ ฯ
เต โตสิตา จกฺขุมตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา
พฺรหฺมจริยมจรึสุ วรปญฺญสฺส สนฺติเก ฯ
เอกเมกสฺส ปญฺหสฺส ยถา พุทฺเธน เทสิตํ
ตถา โย ปฏิปชฺเชยฺย คจฺเฉ ปารํ อปารโต ๓
อปารา ปารํ คจฺเฉยฺย ภาเวนฺโต มคฺคมุตฺตมํ ฯ
มคฺโค โส ปรคมนาย ตสฺมา ปรายนํ อิติ ฯ
___________________
๑ โป. ม. อสุตํ มุตํ ฯ ยุ. อสุตํ มุตํ วา ฯ ๒ โป. กิญฺจินมตฺถิ ฯ ม. ยุ.
กิญฺจนมตฺถิ ฯ ๓ ม. ยุ. ปาสาณเก เจติเย ฯ ๔ ม. ปุฏฺโฐ ปุฏฺโฐ ฯ|
ยุ. ปุฏฺโฐ ปุฏฺโฐ ปณฺเห ฯ
พราหมณ์มาณพผู้อาราธนาทูลถามปัญหา ๑๖ คนนั้น คืออชิตมาณพ ๑ติสสเมตเตยยมาณพ ๑ ปุณณกมาณพ ๑เมตตคูมาณพ ๑ โธตกมาณพ ๑อุปสีวมาณพ ๑ นันทมาณพ ๑เหมกมาณพ ๑ โตเทยยมาณพ ๑กัปปมาณพ ๑ ชตุกัณณีมาณพผู้เป็นบัณฑิต ๑ ภัทราวุธมาณพ ๑ อุทยมาณพ ๑โปสาลพราหมณ์มาณพ ๑ โมฆราชมาณพผู้มีปัญญา ๑ปิงคิยมาณพผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ๑ พราหมณ์มาณพทั้ง ๑๖คนนี้ ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ทรงมีจรณะอันสมบูรณ์ พราหมณ์มาณพทั้ง ๑๖ คน ได้เข้าไปเฝ้าทูลถามปัญหาอันละเอียด กะพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดพระพุทธเจ้าผู้เป็นมุนีได้ตรัสพยากรณ์ปัญหาที่พราหมณ์มาณพเหล่านั้นทูลถามแล้วตามจริงแท้ ทรงให้พราหมณ์มาณพทั้งหลายยินดีแล้ว
ด้วยการตรัสพยากรณ์ปัญหาทุกๆ ปัญหาพราหมณ์มาณพทั้ง ๑๖ คนเหล่านั้น อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ พระอาทิตย์ผู้มีจักษุให้ยินดีแล้ว ได้ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของพระพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญาอันประเสริฐ เนื้อความแห่งปัญหาหนึ่งๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วด้วยประการใด ผู้ใดพึงปฏิบัติตามด้วยประการนั้นก็พึงจากฝั่งนี้ไปถึงฝั่งโน้นได้ ผู้นั้นเจริญมรรคอันอุดมอยู่ก็พึงจากฝั่งนี้ไปถึงฝั่งโน้นได้ธรรมปริยายนั้นเป็นทางเพื่อไปสู่ฝั่งโน้น เพราะฉะนั้น ธรรมปริยายนั้นจึงชื่อว่า ปรายนะ ฯ
ปารายนมนุคายิสฺสํ (อิจฺจายสฺมา ปิงฺคิโย)
(ยถา อทฺทกฺขิ ตถา อกฺขาติ) ๔ วิมโล ภูริเมธโส
นิกฺกาโม ๕ นิพฺพุโต นาโค ๖ กิสฺส เหตุ มุสา ภเณ ฯ
ปหีนมลโมหสฺส มานมกฺขปฺปหายิโน
หนฺทาหํ กิตฺตยิสฺสามิ คิรํ วณฺณูปสญฺหิตํ ฯ
ตโมนุโท พุทฺโธ สมนฺตจกฺขุ
โลกนฺตคู สพฺพภวาติวตฺโต
อนาสโว สพฺพทุกฺขปฺปหาโน ๗
สจฺจวฺหโย พฺรหฺมุปาสิโต ๑ เม ฯ
ทิโช ยถา กุพฺพนกํ ปหาย
พหุปฺผลํ กานนํ อาวเสยฺย
เอวมฺปหํ อปฺปทสฺเส ปหาย
มโหทธึ หํสริวชฺฌปตฺโต ๒ ฯ
เย เม ปุพฺเพ วิยากํสุ (หุรํ โคตมสาสนา)
อิจฺจาสิ อิติ ภวิสฺสติ สพฺพนฺตํ อิติหีติหํ
สพฺพนฺตํ ตกฺกวฑฺฒนํ
(นาหํ ตตฺถ อภิรมึ) ๓ ฯ
เอโก ตมนุทาสีโน ชุติมา โส ปภงฺกโร
โคตโม ภูริปญฺญาโณ โคตโม ภูริเมธโส
โย เม ธมฺมมเทเสสิ สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกํ
ตณฺหกฺขยมนีติกํ ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ฯ
กินฺนุ ตมฺหา วิปฺปวสสิ มุหุตฺตมปิ ปิงฺคิย
โคตมา ภูริปญฺญาณา โคตมา ภูริเมธสา
โย เต ธมฺมมเทเสสิ สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกํ
ตณฺหกฺขยมนีติกํ ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ฯ
นาหํ ตมฺหา วิปฺปวสามิ มุหุตฺตมปิ พฺราหฺมณ
โคตมา ภูริปญฺญาณา โคตมา ภูริเมธสา
โย เม ธมฺมมเทเสสิ สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกํ
ตณฺหกฺขยมนีติกํ ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ฯ
ปสฺสามิ นํ มนสา จกฺขุนาว
รตฺตินฺทิวํ พฺราหฺมณ อปฺปมตฺโต
นมสฺสมาโน วิวสามิ ๑ รตฺตึ
เตเนว มญฺญามิ อวิปฺปวาสํ ฯ
สทฺธา จ ปีติ จ มโน สติ จ
นาเมนฺติ ๒ เม โคตมสาสนมฺหา
ยํ ยํ ๓ ทิสํ วชติ ภูริปญฺโญ
ส เตน เตเนว นโตหมสฺมิ ฯ
ชิณฺณสฺส เม ทุพฺพลถามกสฺส
เตเนว กาโย น ปเลติ ตตฺถ
สงฺกปฺปยนฺตาย วชามิ นิจฺจํ
มโน หิ เม พฺราหฺมณ เตน ยุตฺโต ฯ
ปงฺเก (สยาโน) ปริผนฺทมาโน ทีปา ทีปํ อุปลฺลวึ ๔
อถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ โอฆติณฺณมนาสวํ
ยถา อหุ วกฺกลิ มุตฺตสทฺโธ
ภทฺราวุโธ อาฬวิโคตโม จ
เอวเมว ตฺวมฺปิ ปมุญฺจสฺสุ สทฺธํ
คมิสฺสสิ ตฺวํ ปิงฺคิย มจฺจุเธยฺยสฺส ปารํ ฯ
เอส ภิยฺโย ปสีทามิ สุตฺวาน มุนิโน วโจ
วิวฏจฺฉโท สมฺพุทฺโธ อขิโล ปฏิภาณวา
อธิเทเว อภิญฺญาย สพฺพํ เวทิ ปโรวรํ ๑
ปญฺหานนฺตกโร สตฺถา กงฺขีนํ ปฏิชานตํ
อสํหิรํ อสงฺกุปฺปํ ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ฯ
อทฺธา คมิสฺสามิ น เมตฺถ กงฺขา
เอวํ มํ ธาเรหิ อธิมุตฺตจิตฺตนฺติ ฯ
ปารายนวคฺโค ปญฺจโม ฯ
__________
๑ โป. พุทฺธปาคจฺฉฉ ฯ ม. พุทฺธํ อุปาคจฺฉฉ ฯ ยุ. ... อุปาคญฺฉฉ ฯ ๒ ม. ยุ.
ปุฏฺโฐ ฯ ๓ โป. อปารโก ฯ ๔ ม. ยถาทฺทกฺขิ ตถากฺขาสิ ฯ ๕ โป. นิกฺกโม ฯ
๖ ม. นิพฺพโน นาโค ฯ ยุ. นิพฺพาโน นาโถ ฯ ๗ ม. ยุ. --- ปหีโน ฯ
๑ ม. ยุ. พฺรหฺเม อุปาสิโต ฯ ๒ โป. หํโสริวชฺฌุปฺปตฺโต ฯ ม. หํโสริว อชฺฌปตฺโต ฯ
ยุ. หํสโว อชฺฌปตฺโต ฯ ๓ ม. ยุ. นา ... มินฺติ นตฺถิ ฯ
๑ โป. ม. ยุ. วิวเสมิ ฯ ๒ โป. นาเมติ ฯ ม. ยุ. นาเปนฺติเม ฯ ๓ โป. ยญฺจ ฯ
๔ ม. ยุ. อุปปฺลวึ ฯ
ปิงคิยมาณพกล่าวคาถาว่า
อาตมาจักขับตามภาษิตเครื่องไปยังฝั่งโน้น (อาตมาขอกล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นแล้วด้วยพระญาณ) พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ปราศจากมลทิน มีพระปัญญากว้างขวางไม่มีความใคร่ ทรงดับกิเลสได้แล้วจะพึงตรัสมุสาเพราะเหตุอะไร เอาเถิด อาตมาจักแสดงวาจาที่ควรเปล่งอันประกอบด้วยคุณของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงละความหลงอันเป็นมลทินได้แล้ว ทรงละความถือตัวและความลบหลู่ได้เด็ดขาด ดูกรท่านพราหมณาจารย์
พระพุทธเจ้าทรงบรรเทาความมืด มีพระจักษุรอบคอบทรงถึงที่สุดของโลก ทรงล่วงภพได้ทั้งหมด ไม่มีอาสวะ ทรงละทุกข์ได้ทั้งปวง มีพระนามตามความเป็นจริงว่า พุทโธอันอาตมาเข้าเฝ้าแล้วนกพึงละป่าเล็กแล้วมาอยู่อาศัยป่าใหญ่อันมีผลไม้มาก ฉันใด อาตมามาละคณาจารย์ผู้มีความเห็นน้อยแล้ว ได้ประสบพระพุทธเจ้าผู้มีความเห็นประเสริฐ เหมือนหงส์โผลงสู่สระใหญ่ แม้ฉันนั้นก่อนแต่ศาสนาของพระโคดม อาจารย์เหล่าใด ได้พยากรณ์ลัทธิของตนแก่อาตมาในกาลก่อนว่า เหตุนี้ได้เป็นมาแล้วอย่างนี้ จักเป็นอย่างนี้ คำพยากรณ์ของอาจารย์เหล่านั้นทั้งหมด ไม่ประจักษ์แก่ตน คำพยากรณ์ทั้งหมดนั้น เป็นเครื่องทำความตรึกให้ทวีมากขึ้น (อาตมาไม่พอใจในคำพยากรณ์นั้น) พระโคดมพระองค์เดียวทรงบรรเทาความมืดสงบระงับ มีพระรัศมีโชติช่วง มีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏดุจแผ่นดิน มีพระปัญญากว้างขวาง ได้ทรงแสดงธรรมอันบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหาไม่มีจัญไร หาอุปมาในที่ไหนๆ มิได้ แก่อาตมา ฯ
พราหมณ์พาวรีผู้อาจารย์กล่าวคาถาถามพระปิงคิยะว่า
ท่านปิงคิยะ พระโคดมพระองค์ใด ได้ทรงแสดงธรรมอันบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหาไม่มีจัญไร หาอุปมาในที่ไหนๆ มิได้แก่ท่าน เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงอยู่ปราศจากพระโคดมพระองค์นั้น ผู้มีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏดุจแผ่นดิน มีพระปัญญากว้างขวางสิ้นกาลแม้ครู่หนึ่งเล่า ฯ
พระปิงคิยะกล่าวคาถาตอบพราหมณ์พาวรีผู้อาจารย์ว่า
ท่านพราหมณ์ พระโคดมพระองค์ใด ได้ทรงแสดงธรรมอันบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหาไม่มีจัญไร หาอุปมาในที่ไหนๆ มิได้ แก่อาตมา อาตมามิได้อยู่ปราศจากพระโคดมพระองค์นั้น ผู้มีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏดุจแผ่นดิน มีพระปัญญากว้างขวางสิ้นกาลแม้ครู่หนึ่ง ท่านพราหมณ์ อาตมาไม่ประมาททั้งกลางคืนกลางวัน เห็นอยู่ซึ่งพระพุทธเจ้าผู้โคดมพระองค์นั้นด้วยใจเหมือนเห็นด้วยจักษุ ฉะนั้น อาตมานมัสการอยู่ซึ่งพระพุทธเจ้าผู้โคดมพระองค์นั้นตลอดราตรี อาตมามาสำคัญความไม่อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้าผู้โคดมพระองค์นั้น ด้วยความไม่ประมาทนั้น ศรัทธา ปีติ มานะ และสติของอาตมาย่อมน้อมไปในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าผู้โคดม
พระพุทธเจ้าผู้โคดมผู้มีพระปัญญากว้างขวาง ประทับอยู่ยังทิศาภาคใดๆ อาตมานั้นเป็นผู้นอบน้อมไปโดยทิศาภาคนั้นๆ นั่นแลร่างกายของอาตมาผู้แก่แล้ว มีกำลังและเรี่ยวแรงน้อยนั่นเองท่านพราหมณ์ อาตมาไปสู่พระพุทธเจ้าด้วยการไปแห่งความดำริเป็นนิตย์ เพราะว่าใจของอาตมาประกอบแล้วด้วยพระพุทธเจ้านั้น อาตมานอนอยู่บนเปือกตม คือกาม ดิ้นรนอยู่(เพราะตัณหา) ลอยจากเกาะหนึ่งไปสู่เกาะหนึ่ง ครั้งนั้นอาตมาได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงข้ามโอฆะได้แล้ว ไม่มีอาสวะ ฯ
(ในเวลาจบคาถานี้ พระผู้มีพระภาคทรงทราบความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ของพระปิงคิยะและพราหมณ์พาวรีแล้ว ประทับอยู่ ณ นครสาวัตถีนั้นเองทรงเปล่งพระรัศมีดุจทองไปแล้วพระปิงคิยะกำลังนั่งพรรณนาพระพุทธคุณแก่พราหมณ์พาวรีอยู่ ได้เห็นพระรัศมีแล้วคิดว่า นี้อะไรเหลียวแลไป ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประหนึ่งประทับอยู่เบื้องหน้าตน จึงบอกแก่พราหมณ์พาวรีว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว พราหมณ์พาวรีได้ลุกจากอาสนะประคองอัญชลียืนอยู่แม้พระผู้มีพระภาค เมื่อจะทรงแผ่พระรัศมีแสดงพระองค์แก่พราหมณ์พาวรีทรงทราบธรรมเป็นที่สบายของพระปิงคิยะและพราหมณ์พาวรีทั้งสองแล้ว เมื่อจะตรัสเรียกแต่พระปิงคิยะองค์เดียว จึงได้ตรัสพระคาถานี้ว่า)
ดูกรปิงคิยะ พระวักกลิ พระภัทราวุธะ และพระอาฬวีโคดมเป็นผู้มีศรัทธาน้อมลงแล้ว (ได้บรรลุอรหัตด้วยศรัทธาธุระ)ฉันใด แม้ท่านก็จงปล่อยศรัทธาลง ฉันนั้น ดูกรปิงคิยะเมื่อท่านน้อมลงด้วยศรัทธาปรารภวิปัสสนา โดยนัยเป็นต้นว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ก็จักถึงนิพพาน อันเป็นฝั่งโน้นแห่งวัฏฏะอันเป็นบ่วงแห่งมัจจุราช ฯ
พระปิงคิยะเมื่อจะประกาศความเลื่อมใสของตนจึงกราบทูลว่า
ข้าพระองค์นี้ย่อมเลื่อมใสอย่างยิ่ง เพราะได้ฟังพระวาจาของพระองค์ผู้เป็นมุนี พระองค์มีกิเลสดุจหลังคาอันเปิดแล้วตรัสรู้แล้วด้วยพระองค์เอง ไม่มีกิเลสดุจเสาเขื่อน ทรงมีปฏิภาณ ทรงทราบธรรมเป็นเหตุกล่าวว่าประเสริฐยิ่ง ทรงทราบธรรมชาติทั้งปวง ทั้งเลวและประณีตพระองค์เป็นศาสดาผู้กระทำที่สุดแห่งปัญหาทั้งหลาย แก่เหล่าชนผู้มีความสงสัยปฏิญาณอยู่ นิพพานอันกิเลสมีราคะเป็นต้นไม่พึงนำไปได้เป็นธรรมไม่กำเริบ หาอุปมาในที่ไหนๆ มิได้ข้าพระองค์จักถึงอนุปาทิเสสนิพพานธาตุแน่แท้ ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัยในนิพพานนี้เลยขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นผู้มีจิตน้อมไปแล้ว (ในนิพพาน)ด้วยประการนี้แล ฯ
จบปารายนวรรคที่ ๕
______________
สุตฺตนิปาเต สุตฺตุทฺทานํ
อุรโค ธนิโยปิ จ ขคฺควิสาโณ กสิ
จุนฺโท ภโว ปุนเทว วสโล จ กรณียญฺจ
เหมวโต อถ ยกฺโข วิชยํ สุตฺตวรํ มุนิ ๒ ฯ
เสฏฺโฐ ปฐมกฏฺฐปวโร วคฺโค
ทฺวาทสสุตฺตธโร สุวิภตฺโต
เทสิโต จกฺขุมตา วิมเลน
สุยฺยติ วคฺควโร อุรโคติ ฯ
รตนามคนฺโธ หิริมงฺคลนาโม
สูจิโลมกปิโล จ พฺราหฺมณธมฺโม
นาวา กึสีลอุฏฺฐาโน จ
ราหุโล จ ปุนปิ วงฺคีโส
สมฺมาปริพฺพาชนิโย ๑ จ ตตฺถ
ธมฺมิกสุตฺตวโร สุวิภตฺโต
จุทฺทสสุตฺตธโร ทุติยมฺหิ
จูฬกวคฺควโรติ ตมาหุ ฯ
ปพฺพชฺชํ ปธานสุภาสิตนาโม
ปุรฬาโส ปุนเรว ๒ มาโฆ จ
สภิยเกณิยเมว สลฺลนาโม
วาเสฏฺฐวโร โกกาลิโกปิ ๓ จ
นาฬกสุตฺตวโร สุวิภตฺโต
ตํ อนุปสฺสี ตถา ปุนเทว
ทฺวาทสสุตฺตธโร ตติยมฺหิ
สุยฺยติ วคฺควโร มหานาโม ฯ
กามคุหฏฺฐกทุฏฺฐฏฺฐกนาโม
สุทฺธฏฺฐวโร ปรมฏฺฐกนาโม
ชราเมตฺติยสุตฺตวโร สุวิภตฺโต
ปสูรมาคนฺทิโย จ ปูรเภโท ๔
กลหวิวาโท อุโภ วิยุหา จ
ตุวฏกอตฺตทณฺฑสารีปุตฺตา จ
โสฬสสุตฺตธโร จตุตฺถมฺหิ
อฏฺฐกวคฺควโรติ ตมาหุ ฯ
มคเธ ชนปเท รมณีเย
เทสวเร กตปุญฺญนิเวเส
ปาสาณกเจติยวเร สุวิภตฺเต
วสี ภควา คณเสฏฺโฐ
อุภยํ วา ปุณฺณสมาคตํ ยมฺหิ
ทฺวาทสโยชนิยา ปริสาย
โสฬสพฺราหฺมณานํ กิร ปุฏฺโฐ
ปุจฺฉาย โสฬสปญฺหกมฺมิยา
นิปฺปกาสยิ ธมฺมมทาสิ
อตฺถปกาสกพฺยญฺชนปุณฺณํ
ธมฺมมเทเสสิ ปรเขมชนิยํ
โลกหิตาย ชิโน ทิปทคฺโค ฯ
สุตฺตวรํ พหุธมฺมวิจิตฺรํ
สพฺพกิเลสโมจนเหตุํ ๑
เทสยิ สุตฺตวรํ ทิปทคฺโค ฯ
พฺยญฺชนมตฺถปทสมยุตฺตํ
อกฺขรสญฺญิตโอปมคฺคาฬฺหํ
โลกวิจารณญาณปภคฺคํ
เทสยิ สุตฺตวรํ ทิปทคฺโค ฯ
ราคมเล อมลํ วิมลคฺคํ
โทสมเล อมลํ วิมลคฺคํ
โมหมเล อมลํ วิมลคฺคํ
โลกวิจารณญาณปภคฺคํ
เทสยิ สุตฺตวรํ ทิปทคฺโค ฯ
เกฺลสมเล อมลํ วิมลคฺคํ
ทุจฺจริตมเล อมลํ วิมลคฺคํ
โลกวิจารณญาณปภคฺคํ
เทสยิ สุตฺตวรํ ทิปทคฺโค ฯ
อาสวพนฺธนโยคกิเลสํ
นิวรณานิ จ ตีณิ จ มลานิ
ตสฺส กิเลสปโมจนเหตุํ
เทสยิ สุตฺตวรํ ทิปทคฺโค ฯ
นิมฺมลสพฺพกิเลสปนูทนํ
ราควิราคมเนชมโสกํ
สนฺตปณีตสุทุทฺทสธมฺมํ
เทสยิ สุตฺตวรํ ทิปทคฺโค ฯ
ราคญฺจ โทสญฺจ ภญฺชิตสนฺตํ ๑
โยนิ จ ทุคฺคติปญฺจวิญฺญาณํ
ตณฺหาตลรตจฺเฉทนตาณปโมกฺขํ ๒
เทสยิ สุตฺตวรํ ทิปทคฺโค ฯ
คมฺภีรทุทฺทสสณฺหนิปุณํ
ปณฺฑิตเวทนิยนิปุณตฺถํ ๑
โลกวิจารณญาณปภคฺคํ
เทสยิ สุตฺตวรํ ทิปทคฺโค ฯ
นวงฺคกุสุมธุวลเวภรณํ ๒
อินฺทฺริยชฺฌานวิโมกฺขวิภตฺตํ
อฏฺฐงฺคิกมคฺควรํ วรยานํ
เทสยิ สุตฺตวรํ ทิปทคฺโค ฯ
โสมุปมํ วิมลํ ปริสุทฺธํ
อณฺณวมุปมา รตนสุจิตฺตํ
ปุปฺผสมํ รวิมูปมเตชํ
เทสยิ สุตฺตวรํ ทิปทคฺโค ฯ
เขมสิวํ สุขสีตลสนฺตํ
มจฺจุตฺตาณปรมตฺถํ
ตสฺส สุนิพฺพุตทสฺสนเหตุํ
เทสยิ สุตฺตวรํ ทิปทคฺโค ฯ
สุตฺตนิปาโต นิฏฺฐิโต ฯ
_______________
๑ ม. วโรวรํ ฯ ๒ ม. วิชยสุตฺตํ มุนิสุตฺตวรนฺติ ฯ
๑ ม. สมฺมาปริพฺพาชนีโยปิเจตฺถ ฯ ๒ ม. ปุนเทว ฯ ๓ ม. กาลิโกปิจ ฯ
๔ ม. ปสูรมาคณฺฑิยา ปุราเภโท ฯ
๑ ม. ... ปโมจนเหตุํ ฯ
๑ ม. ... โทสกมภญฺชิตสนฺตํ ฯ ๒ ม. ตณฺหารตจฺฉทนตาณลตา ... ฯ
๑ ม. -- เวทนิยํ --- ฯ ๒ ม. _____ มาลคีเวยฺยํ ฯ
๑ ม. -- เวทนิยํ --- ฯ ๒ ม. _____ มาลคีเวยฺยํ ฯ
รวมพระสูตรที่มีในสุตตนิบาตนี้ คือ
๑. อุรคสูตร ๒. ธนิยสูตร ๓. ขัคควิสาณสูตร ๔. กสิภารทวาช
สูตร ๕. จุนทสูตร ๖. ปราภวสูตร๗. วสลสูตร ๘. เมตตสูตร
๙. เหมวตสูตร ๑๐. อาฬวกสูตร ๑๑. วิชยสูตร ๑๒. มุนีสูตร
วรรคที่ ๑ นี้มีเนื้อความดีมาก รวมพระสูตรได้ ๑๒ สูตร พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุหามลทินมิได้ ทรงจำแนกแสดงไว้ดีแล้ว บัณฑิต
ทั้งหลายได้สดับกันมาว่าอุรควรรค ฯ
๑. รตนสูตร ๒. อามคันธสูตร ๓. หิริสูตร ๔. มังคลสูตร๕. สุจิโลมสูตร ๖. ธรรมจริยสูตร ๗. พราหมณธรรมมิกสูตร
๘. นาวาสูตร ๙. กึสีลสูตร ๑๐. อุฏฐานสูตร ๑๑. ราหุลสูตร
๑๒. วังคีสสูตร ๑๓. สัมมาปริพพาชนียสูตร ๑๔. ธรรมิกสูตร
วรรคที่ ๒ นี้รวมพระสูตรได้ ๑๔ สูตรพระผู้มีพระภาคทรงจำแนกไว้ดีแล้ว ในวรรคที่ ๒ นั้นบัณฑิตทั้งหลายกล่าววรรคที่ ๒ นั้นว่า
จุฬกวรรค ฯ
๑. ปัพพัชชาสูตร ๒. ปธานสูตร ๓. สุภาษิตสูตร ๔. สุนทริกสูตร
๕. มาฆสูตร ๖. สภิยสูตร ๗. เสลสูตร ๘. สัลลสูตร ๙. วาเสฏฐ
สูตร ๑๐. โกกาลิกสูตร๑๑. นาลกสูตร ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตรวรรคที่ ๓ นี้รวมพระสูตรได้ ๑๒ สูตร พระผู้มีพระภาคทรงจำแนกไว้ดีแล้วในวรรคที่ ๓ บัณฑิตได้สดับกันมามีชื่อว่า มหาวรรค ฯ
๑. กามสูตร ๒. คุหัฏฐกสูตร ๓. ทุฏฐัฏฐกสูตร ๔. สุทธัฏฐกสูตร
๕. ปรมัฏฐกสูตร ๖. ชราสูตร ๗. ติสสเมตเตยยสูตร ๘. ปสูรสูตร
๙. มาคันทิยสูตร ๑๐. ปุราเภทสูตร ๑๑. กลหวิวาทสูตร ๑๒. จูฬวิยูห
สูตร๑๓. มหาวิยูหสูตร ๑๔. ตุวฏกสูตร ๑๕. อัตตทัณฑสูตร๑๖. สาริปุตตสูตร วรรคที่ ๔ นี้รวมพระสูตรได้ ๑๖ สูตรพระผู้มีพระภาคทรงจำแนกไว้ดีแล้วในวรรคที่ ๔ บัณฑิตทั้งหลายกล่าววรรคที่ ๔ นั้น
ว่า อัฏฐกวรรค ฯ
พระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐในคณะ ประทับอยู่ ณ ปาสาณกเจดีย์อันประเสริฐ อันบุคคลตกแต่งไว้ดีแล้ว ในมคธชนบทเป็นรัมณียสถานเป็นประเทศอันสวยงาม เป็นที่อยู่อาศัยแห่งบุคคลผู้มีบุญอันได้กระทำไว้แล้ว อนึ่ง ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคอันพราหมณ์ ๑๖ คน ทูลถามปัญหาแล้ว ได้ทรงประกาศประทานธรรมกะชนทั้งสองพวกผู้มาประชุมกันเต็มที่ณ ปาสาณกเจดีย์ ในบริษัทประมาณ ๑๒ โยชน์ เพราะการถามโสฬสปัญหา พระผู้มีพระภาคผู้ทรงชนะ ผู้เลิศกว่าสัตว์ได้ทรงแสดงธรรมอันประกาศอรรถบริบูรณ์ด้วยพยัญชนะเป็นที่เกิดความเกษมอย่างยิ่ง เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกพระผู้มีพระภาคผู้เลิศกว่าสัตว์ได้ทรงแสดงพระสูตรอันวิจิตรด้วยธรรมเป็นอันมาก
เป็นเหตุให้ปลดเปลื้องกิเลสทั้งปวงได้ทรงแสดงพระสูตร อันประกอบด้วยบทแห่งพยัญชนะ และอรรถ มีความเปรียบเทียบซึ่งหมายรู้กันแล้วด้วยอักขระอันมั่นคง เป็นส่วนแห่งความแจ่มแจ้งแห่งวิจารณญาณของโลกพระผู้มีพระภาคผู้เลิศกว่าสัตว์ ได้ทรงแสดงพระสูตรอันไม่มีมลทินเพราะมลทินคือราคะ มลทินคือโทสะ มลทินคือโมหะเป็นส่วนแห่งธรรมปราศจากมลทิน เป็นส่วนแห่งความแจ่มแจ้งแห่งวิจารณญาณของโลกได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐ อันไม่มีมลทินเพราะมลทินคือกิเลสมลทินคือทุจริต เป็นส่วนแห่งธรรมปราศจากมลทิน เป็นส่วนแห่งความแจ่มแจ้งแห่งวิจารณญาณของโลก ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐเป็นเหตุปลดเปลื้องอาสวะ กิเลสเป็นเครื่องผูกกิเลสเป็นเครื่องประกอบ
นิวรณ์ และมลทินทั้ง ๓ ของโลกนั้น พระผู้มีพระภาคผู้เลิศกว่าสัตว์ ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐหามลทินมิได้ เป็นเครื่องบรรเทาความเศร้าหมองทุกอย่าง เป็นเครื่องคลายความกำหนัด ไม่มีความหวั่นไหว ไม่มีความโศก เป็นธรรมอันละเอียด ประณีตและเห็นได้ยาก ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐ อันหักรานราคะและโทสะให้สงบ เป็นเครื่องตัดกำเนิด ทุคติ วิญญาณ ๕ความยินดีในพื้นฐานคือ ตัณหา เป็นเครื่องต้านทานและเป็นเครื่องพ้น ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐ ลึกซึ้งเห็นได้ยากและละเอียดอ่อน มีอรรถอันละเอียดบัณฑิตควรรู้แจ้งเป็นส่วนแห่งความแจ่มแจ้งแห่งวิจารณญาณของโลกได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐ ดุจดอกไม้เครื่องประดับอันยั่งยืน๙
ชนิด อันจำแนกอินทรีย์ ฌานและวิโมกข์ มีมรรคมีองค์ ๘เป็นยานอย่างประเสริฐ พระผู้มีพระภาคผู้เลิศกว่าสัตว์ ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐ ปราศจากมลทิน บริสุทธิ์เปรียบด้วยห้วงน้ำวิจิตรด้วยรตนะ เสมอด้วยดอกไม้ มีเดชอันเปรียบด้วยพระอาทิตย์ พระผู้มีพระภาคผู้เลิศกว่าสัตว์ได้ทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐ ปลอดโปร่งเกษม ให้สุขเย็นสงบ มีประโยชน์อย่างยิ่งในการต่อต้านมัจจุ เป็นเหตุให้เห็นนิพพานอันดับกิเลสสนิทดีแล้วของโลกนั้น ฯ
จบสุตตนิบาต
End of ๑๖. ปิงคิยปัญหา