วรรณาโรหวรรค
Text layerBuddha’s wordsItems 753–802 (Royal Thai)2/3 in ปัญจกนิบาต4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
๒ วณฺณาโรหวคฺโค
๑ วณฺณาโรหชาตกํ
๒. วรรณาโรหวรรค
๑. วรรณาโรหชาดก
ว่าด้วยผู้มีใจคอหนักแน่น
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ปัญจกนิบาต วรรณาโรหวรรค วรรณาโรหชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 58 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
วณฺณาโรเหน ชาติยา พลนิกฺกมเนน จ
สุพาหุ น มยา เสยฺโย สุทาโฐ ๑ อิติ ภาสสิ ฯ
ท่านผู้มีเขี้ยวงามกล่าวว่า เสือโคร่งชื่อสุพาหุนี้ มีลักษณะ วรรณะชาติ กำลังกาย และกำลังความเพียร ไม่ประเสริฐไปกว่าเรา.
วณฺณาโรเหน ชาติยา พลนิกฺกมเนน จ
สุทาโฐ น มยา เสยฺโย สุพาหุ อิติ ภาสสิ ฯ
เสือโคร่งชื่อสุพาหุกล่าวว่า ราชสีห์ผู้มีเขี้ยวงาม มีลักษณะ วรรณะชาติ กำลังกาย และกำลังความเพียร ไม่ประเสริฐไปกว่าเรา.
เอวญฺเจ มํ วิหรนฺตํ สุพาหุ สมฺม ทุพฺภสิ
นทานาหํ ตยา สทฺธึ สํวาสมภิโรจเย ฯ
แนะเพื่อนสุพาหุ ถ้าท่านจะประทุษร้ายเราผู้อยู่กับท่านอย่างนี้ บัดนี้เราก็ไม่พึงยินดีอยู่ร่วมกับท่านต่อไป.
โย ปเรสํ วจนานิ สทฺทเหถ ๒ ยถาตถํ
ขิปฺปํ ภิชฺเชถ มิตฺตสฺมึ เวรญฺจ ปสเว พหุํ ฯ
ผู้ใดเชื่อฟังคำของคนอื่นตามที่เป็นจริง ผู้นั้นต้องพลันแตกจากมิตรและต้องประสบเวรเป็นอันมาก.
น โส มิตฺโต โย สทา อปฺปมตฺโต
เภทาสงฺกี รนฺธเมวานุปสฺสี
ยสฺมิญฺจ เสติ อุรสีว ปุตฺโต
สเว มิตฺโต โย อเภชฺโช ปเรภีติ ฯ
วณฺณาโรหชาตกํ ปฐมํ ฯ
๑ ม. สุทาฐ ฯ ๒ ม. สทฺทเหยุย ฯ
ผู้ใดไม่ประมาททุกขณะ มุ่งความแตกร้าว คอยแต่จับความผิด ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็นมิตร ส่วนผู้ใดอันคนอื่นยุให้แตกกันไม่ได้ ไม่มีความรังเกียจมิตร นอนอยู่อย่างปลอดภัย เหมือนบุตรนอนแอบอกมารดา ฉะนั้นผู้นั้นนับว่าเป็นมิตรแท้.
จบ วรรณาโรหชาดกที่ ๑.
๒ สีลวีมํสชาตกํ
๒. สีลวีมังสชาดก
ผู้ประพฤติธรรมย่อมเป็นผู้เสมอกัน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ปัญจกนิบาต วรรณาโรหวรรค สีลวีมังสชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 58 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
สีลํ เสยฺโย สุตํ เสยฺโย อิติ เม สํสโย อหุ
สีลเมว สุตา เสยฺโย อิติ เม นตฺถิ สํสโย ฯ
ข้าพระองค์มีความสงสัยว่า ศีลประเสริฐ หรือสุตะประเสริฐ ศีลนี่แหละประเสริฐกว่าสุตะ ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัยแล้ว.
โมฆา ชาติ จ วณฺโณ จ สีลเมว กิรุตฺตมํ
สีเลน อนุเปตสฺส สุเตนตฺโถ น วิชฺชติ ฯ
ชาติและวรรณะเป็นของเปล่า ได้สดับมาว่า ศีลเท่านั้นประเสริฐที่สุดบุคคลผู้ไม่ประกอบด้วยศีล ย่อมไม่ได้ประโยชน์เพราะสุตะ.
ขตฺติโย จ อธมฺมฏฺโฐ เวสฺโส จาธมฺมนิสฺสิโต
เต ปริจฺจชฺชุโภ โลเก อุปปชฺชนฺติ ทุคฺคตึ ฯ
กษัตริย์และแพศย์ผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ไม่อาศัยธรรม ชนทั้งสองนั้นละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมเข้าถึงทุคติ.
ขตฺติยา พฺราหฺมณา เวสฺสา สุทฺทา จณฺฑาลปุกฺกุสา
อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ภวนฺติ ติทิเว สมา ฯ
กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาล และคนเทหยากเยื่อประพฤติธรรมในธรรมวินัยนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้เสมอกันในไตรทิพย์.
น เวทา สมฺปรายาย น ชาติ นปิ ๑ พนฺธวา
สกญฺจ สีลสํสุทฺธํ สมฺปรายสุขาวหนฺติ ๒ ฯ
สีลวีมํสชาตกํ ทุติยํ ฯ
เวท ชาติ แม้พวกพ้อง ก็ไม่สามารถจะให้อิสริยยศหรือความสุขในภพหน้าได้ ส่วนศีลของตนเองที่บริสุทธิ์ดีแล้ว ย่อมนำความสุขในภพหน้ามาให้ได้.
จบ สีลวีมังสชาดกที่ ๒.
๓ หิริชาตกํ
๓. หิริชาดก
การกระทำที่ส่อให้รู้ว่ามิตรหรือมิใช่มิตร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ปัญจกนิบาต วรรณาโรหวรรค หิริชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 58 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
หิรินฺตรนฺตํ วิชิคุจฺฉมานํ
ตวาหมสฺมิ อิติ ภาสมานํ
เสยฺยานิ กมฺมานิ อนาทิยนฺตํ
เนโส มมนฺติ อิติ นํ วิชญฺญา ฯ
ผู้ใดหมดความอาย เกลียดชังความมีเมตตา กล่าวอยู่ว่า เราเป็นมิตรสหายของท่าน ไม่ได้เอื้อเฟื้อทำการงานที่ดีกว่า บัณฑิตรู้จักผู้นั้นได้ดีว่า ผู้นี้มิใช่มิตรสหายของเรา.
ยญฺหิ กยิรา ตญฺหิ วเท ยํ น กยิรา น ตํ วเท
อกโรนฺตํ ภาสมานํ ปริชานนฺติ ปณฺฑิตา ฯ
๑ ม. นาปิ ฯ ยุ. โนปิ ฯ ๒ สี. ม. สมฺปรายสุขาย จ ฯ
เพราะว่า บุคคลชอบทำอย่างไร ก็พึงกล่าวอย่างนั้น ไม่ชอบทำอย่างไรก็ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น บัณฑิตทั้งหลายรู้จักบุคคลนั้นว่า ผู้ไม่ทำให้สมกับพูด เป็นแต่กล่าวอยู่ว่า เราเป็นมิตรสหายของท่าน.
น โส มิตฺโต โย สทา อปฺปมตฺโต
เภทาสงฺกี รนฺธเมวานุปสฺสี
ยสฺมิญฺจ เสติ อุรสีว ปุตฺโต
สเว มิตฺโต โย อเภชฺโช ปเรภิ ฯ
ผู้ใดไม่ประมาทอยู่ทุกขณะ มุ่งความแตกร้าว คอยแต่จับความผิด ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็นมิตร ส่วนผู้ใดอันคนอื่นยุให้แตกกันไม่ได้ ไม่มีความรังเกียจในมิตร นอนอยู่อย่างปลอดภัย เหมือนบุตรนอนแอบอกมารดา ฉะนั้น ผู้นั้นนับว่าเป็นมิตรแท้.
ปาโมชฺชกรณํ ฐานํ ปสํสาวหนํ สุขํ
ผลานิสํโส ภาเวติ วหนฺโต โปริสํ ธุรํ ฯ
กุลบุตรผู้มองเห็นผลอานิสงส์ เมื่อจะนำธุระของบุรุษ ย่อมให้เกิดฐานะคือ การทำความปราโมทย์ และความสุข อันจะนำความสรรเสริญมาให้.
ปวิเวกรสํ ปิตฺวา รสํ อุปสมสฺส จ
นิทฺทโร โหติ นิปฺปาโป ธมฺมปีติรสํ ปิวนฺติ ฯ
หิริชาตกํ ตติยํ ฯ
บุคคลได้ดื่มรสอันเกิดจากวิเวก รสแห่งความสงบ และรสคือธรรมปีติย่อมเป็นผู้ไม่มีความกระวนกระวาย เป็นผู้หมดบาป.
จบ หิริชาดกที่ ๓.
๔ ขชฺโชปนกชาตกํ
๔. ขัชโชปนกชาดก
ว่าด้วยเห็นหิ่งห้อยว่าเป็นไฟ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ปัญจกนิบาต วรรณาโรหวรรค ขัชโชปนกชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 58 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
โกนุ สนฺตมฺหิ ปชฺโชเต อคฺคิปริเยสนํ จรํ
อทฺทกฺขิ รตฺตึ ๑ ขชฺโชตํ ชาตเวทํ อมญฺญถ ฯ
ใครหนอ เมื่อไฟมีอยู่ ยิ่งเที่ยวแสวงหาไฟอีก เห็นหิ่งห้อยในเวลากลางคืน ก็มาสำคัญว่าเป็นไฟ.
สฺวาสฺส ๒ โคมยจุณฺณานิ อภิมตฺถํ ติณานิ จ
วิปรีตาย สญฺญาย นาสกฺขิ ปชฺชเลตเว ฯ
บุคคลนั้น เอาจุรณโคมัยและหญ้าขยี้ให้ละเอียดโปรยลงบนหิ่งห้อยเพื่อจะให้เกิดไฟ ก็ไม่สามารถจะให้ไฟลุกได้ ด้วยความสำคัญวิปริตฉันใด.
เอวมฺปิ อนุปาเยน อตฺถํ น ลภเต มูโค ๓
วิสาณโต ควํ โทหํ ยตฺถ ขีรํ น วินฺทติ ฯ
คนพาล ย่อมไม่ได้สิ่งที่ต้องประสงค์โดยมิใช่อุบาย นมโคไม่มีที่เขาโค คนรีดนมโคจากเขาโค ย่อมไม่ได้นม ก็ฉันนั้น.
วิวิเธหิ อุปาเยหิ อตฺถํ ปปฺโปนฺติ มาณวา
นิคฺคเหน อมิตฺตานํ มิตฺตานํ ปคฺคเหน จ ฯ
๑ ม. รตฺติ ฯ ๒ ม. สฺวสฺส ฯ ๓ ม. มิโค ฯ
ชนทั้งหลาย ย่อมบรรลุถึงประโยชน์ด้วยอุบายต่างๆ คือ ด้วยการข่มศัตรูและด้วยการยกย่องมิตร.
เสนีโมกฺขูปลาเภน ๑ วลฺลภานํ นเยน จ
ชคตึ ชคตีปาลา ๒ อาวสนฺติ วสุนฺธรนฺติ ฯ
ขชฺโชปนกชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
พระเจ้าแผ่นดินทั้งหลาย ย่อมครอบครองแผ่นดินอยู่ได้ ก็ด้วยการได้อำมาตย์ผู้เป็นประมุขของเสนี และด้วยการแนะนำของอำมาตย์ผู้ที่ทรงโปรดปราน.
จบ ขัชโชปนกชาดกที่ ๔.
๕ อหิตุณฺฑิกชาตกํ
๕. อหิตุณฑิกชาดก
ว่าด้วยลิงกับหมองู
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ปัญจกนิบาต วรรณาโรหวรรค อหิตุณฑิกชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 58 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
ธุตฺโตมฺหิ ๓ สมฺม สุมุข ชูเต อกฺขปราชิโต
หเรหิ ๔ อมฺพปกฺกานิ วีริยนฺเต ภกฺขยามเส ฯ
ดูกรสหายผู้มีหน้างาม เราเป็นนักเลงสะกา แพ้เขาเพราะลูกบาด ท่านจงทิ้งมะม่วงสุกลงมาบ้าง เราจะได้บริโภคเพราะความเพียรของท่าน.
อลิกํ วต มํ สมฺม อภูเตน ปสํสสิ
โก เต สุโต วา ทิฏฺโฐ วา สุมุโข นาม มกฺกโฏ ฯ
ดูกรสหาย ท่านมากล่าวสรรเสริญเราผู้ลอกแลก ด้วยคำไม่เป็นจริง ขึ้นชื่อว่าลิงที่มีหน้างาม ท่านเคยได้ยินหรือเคยได้เห็นที่ไหนมาบ้าง?
อชฺชาปิ เม ตํ มนสิ ยํ มํ ตฺวํ อหิตุณฺฑิก
ธญฺญาปณํ ปวิสิตฺวา มตฺโต ฉาตํ หนาสิ มํ ฯ
ดูกรหมองู ท่านทำกรรมใดไว้กะเรา กรรมนั้นย่อมปรากฏอยู่ในหัวใจของเราจนวันนี้ ท่านเข้าไปยังตลาดขายข้าวเปลือก เมาสุราแล้ว ตีเราผู้กำลังหิวโหยถึงสามครั้ง.
ตาหํ สรํ ทุกฺขเสยฺยํ อปิ รชฺชมฺปิ การเย
เนวาหํ ยาจิโต ทชฺชํ ตถาหิ ภยตชฺชิโต ฯ
เราระลึกถึงการนอนเป็นทุกข์ อยู่ที่ตลาดนั้นได้ อนึ่ง ถึงท่านจะยกราชสมบัติให้เราครอบครอง ท่านขอมะม่วงเราแม้ผลเดียว เราก็ไม่ให้เพราะว่าเราถูกท่านคุกคามให้กลัวเสียแล้ว.
ยญฺจ ชญฺญา กุเล ชาตํ คพฺเภ ติตฺตํ อมจฺฉรึ
เตน สขิญฺจ มิตฺตญฺจ ธีโร สนฺธาตุมรหตีติ ฯ
อหิตุณฺฑิกชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
อนึ่ง บัณฑิตรู้จักผู้ใดที่เกิดในตระกูล เอิบอิ่มอยู่ในห้อง ไม่มีความตระหนี่ ก็ควรจะผูกความเป็นสหาย และมิตรภาพกับผู้นั้นไว้ให้สนิท.
จบ อหิตุณฑิกชาดกที่ ๕.
๖ คุมฺพิยชาตกํ
๖. คุมพิยชาดก
เปรียบวัตถุกามเหมือนยาพิษ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ปัญจกนิบาต วรรณาโรหวรรค คุมพิยชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 58 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
มธุวณฺณํ มธุรสํ มธุคนฺธํ วิสํ อหุ
คุมฺพิโย ฆาสเมสาโน อรญฺเญ โอทหี วิสํ ฯ
๑ ม. เสนาโมกฺขปลาเภน ฯ ๒ ม. ชคติปาลา ฯ ๓ สี. วุตฺโตมฺหิ ฯ ๔ สี. ยุ. เสเวหิ ฯ
ยักษ์ชื่อคุมพิยะเที่ยวหาเหยื่อของตนอยู่ ได้วางยาพิษอันมีสี กลิ่นและรสเหมือนน้ำผึ้งไว้ในป่า.
มธุ อิติ มญฺญมานา เย ตํ วิสมสายิสุํ ๑
เตสนฺตํ กฏุกํ อาสิ มรณํ เตนุปาคมม ฯ
สัตว์เหล่าใด มาสำคัญว่าน้ำผึ้ง กินยาพิษนั้นเข้าไป ยาพิษนั้นเป็นของร้ายแรงกว่าสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่านั้น ต้องพากันเข้าถึงความตาย เพราะยาพิษนั้น.
เย จ โข ปฏิสงฺขาย วิสนฺติ ๒ ปริวชฺชยุํ
เต อาตุเรสุ สุขิตา ทยฺหมาเนสุ นิพฺพุตา ฯ
ส่วนสัตว์เหล่าใดพิจารณารู้ว่า เป็นยาพิษแล้ว ละเว้นเสีย สัตว์เหล่านั้น เมื่อสัตว์ที่บริโภคยาพิษเข้าไป กระสับกระส่ายอยู่ ถูกฤทธิ์ยาพิษแผดเผาอยู่ ก็เป็นผู้มีความสุข ดับความทุกข์เสียได้.
เอวเมว มนุสฺเสสุ วิสกามา ๓ สโมหิตา
อามิสํ พนฺธนญฺเจตํ มจฺจุวโส ๔ คุหาสโย ฯ
วัตถุกามทั้งหลายฝังอยู่ในมนุษย์ บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นยาพิษ เหมือนกับยาพิษ อันยักษ์วางไว้ที่หนทางฉะนั้น กามคุณนี้ชื่อว่าเป็นเหยื่อของสัตวโลก และชื่อว่าเป็นเครื่องผูกมัดสัตวโลกไว้ มฤตยูมีถ้ำคือร่างกายเป็นที่อยู่อาศัย.
เอวเมว อิเม กาเม อาตุรา ปริจาริเก
เย สทา ปริวชฺชนฺติ สงฺคํ โลเก อุปจฺจคุนฺติ ฯ
คุมฺพิยชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
บัณฑิตเหล่าใด ผู้มีความเร่าร้อน ย่อมละเว้นกามคุณเหล่านี้ อันเป็นเครื่องบำรุง ปรุงกิเลส เสียได้ในกาลทุกเมื่อ บัณฑิตเหล่านั้นนับว่าได้ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องในโลกแล้ว เหมือนกับผู้ละเว้นยาพิษที่ยักษ์วางไว้ในหนทางใหญ่ ฉะนั้น.
จบ คุมพิยชาดกที่ ๖.
๗ สาลิยชาตกํ
๗. สาลิยชาดก
ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ปัญจกนิบาต วรรณาโรหวรรค สาลิยชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 58 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
ยฺวายํ สาลิยจฺฉาโปติ กณฺหสปฺปํ อคาหยิ
เตน สปฺเปนยํ ทฏฺโฐ หโต ปาปานุสาสโก ฯ
ผู้ใดลวงให้เราจับงูเห่าว่า นี่ลูกนกสาลิกา ผู้นั้นตามพร่ำสอนสิ่งที่ลามกถูกงูนั้นกัดตายแล้ว.
อหนฺตรมหนฺตารํ โย นโร หนฺตุมิจฺฉติ
เอวํ โส นิหโต เสติ ยถายํ ปุริโส หโต ฯ
คนใดปรารถนาจะฆ่าบุคคลผู้ไม่ฆ่าเอง และผู้ไม่ใช้คนอื่นให้ฆ่าตน คนนั้นถูกฆ่าแล้วนอนตายอยู่ เหมือนกับบุรุษผู้ถูกงูกัดตายแล้ว ฉะนั้น.
อหนนฺตมฆาเตนฺตํ ๕ โย นโร หนฺตุมิจฺฉติ
เอวํ โส นิหโต เสติ ยถายํ ปุริโส หโต ฯ
คนใดปรารถนาจะฆ่าบุคคลผู้ไม่เบียดเบียนตน และไม่ฆ่าตน คนนั้นถูกฆ่าแล้วนอนตายอยู่ เหมือนกับบุรุษถูกงูกัดตายแล้ว ฉะนั้น.
ยถา ปํสุมุฏฺฐิ ปุริโส ปฏิวาตํ ปฏิกฺขิเป
ตเมว โส รโช หนฺติ ยถายํ ปุริโส หโต ฯ
๑ ม. วิสมขาทิสุํ ฯ ๒ สี. ม. วิสนฺตํ ฯ ๓ ม. วิสํ กามา ฯ ๔ ม. มจฺจุเวโส ฯ
๕ ม. อหนฺตารมฆาเตนฺตํ ฯ
บุรุษผู้กำฝุ่นไว้ในมือ พึงซัดฝุ่นไปในที่ทวนลม ละอองฝุ่นนั้น ย่อมหวนกลับมากระทบบุรุษนั้นเอง เหมือนบุรุษถูกงูกัดตายแล้ว ฉะนั้น.
โย อปฺปทุฏฺฐสฺส นรสฺส ทุสฺสติ
สุทฺธสฺส โปสสฺส อนงฺคณสฺส
ตเมว พาลํ ปจฺเจติ ปาปํ
สุขุโม รโช ปฏิวาตํว ขิตฺโตติ ฯ
สาลิยชาตกํ สตฺตมํ ฯ
ผู้ใดประทุษร้ายคนผู้ไม่ประทุษร้ายตน เป็นคนบริสุทธิ์ ไม่มีความผิดเลย บาปย่อมกลับมาถึงคนพาลผู้นั้นเอง เหมือนกับละอองละเอียดที่บุคคลซัดไปทวนลม ฉะนั้น.
จบ สาลิยชาดกที่ ๗.
๘ ตจสารชาตกํ
๘. ตจสารชาดก
คนฉลาดย่อมไม่แสดงอาการให้ศัตรูเห็น
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ปัญจกนิบาต วรรณาโรหวรรค ตจสารชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 58 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
อมิตฺตหตฺถตฺถคตา ตจสารสมปฺปิตา
ปสนฺนมุขวณฺณาตฺถ กสฺมา ตุเมฺห น โสจถ ฯ
พวกเจ้าตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู ถูกเขาจองจำด้วยท่อนไม้ไผ่แล้วยังเป็นผู้มีสีหน้าผ่องใส เพราะเหตุไรพวกเจ้าจึงไม่เศร้าโศกเล่า?
น โสจนาย ปริเทวนาย
อตฺโถ จ ลพฺภา ๑ อปิ อปฺปโกปิ
โสจนฺตเมนํ ทุขิตํ วิทิตฺวา
ปจฺจตฺถิกา อตฺตมนา ภวนฺติ ฯ
บุคคลไม่พึงได้ความเจริญแม้แต่เล็กน้อย ด้วยความเศร้าโศก และความร่ำรำพัน พวกศัตรูรู้ว่า บุคคลนั้นเศร้าโศก ได้รับความทุกข์ ย่อมดีใจ.
ยโต จ โข ปณฺฑิโต อาปทาสุ
น เวธติ อตฺถวินิจฺฉยญฺญู
ปจฺจตฺถิกาสฺส ทุขิตา ภวนฺติ
ทิสฺวา มุขํ อวิการํ ปุราณํ ฯ
ส่วนบัณฑิตผู้ฉลาดในการวินิจฉัยความ ย่อมไม่สะทกสะท้านเพราะอันตรายที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าเมื่อไร พวกศัตรูได้เห็นหน้าของบัณฑิตนั้น อันไม่เปลี่ยนแปลง เป็นเหมือนแต่ก่อน ย่อมเกิดความทุกข์.
ชปฺเปน มนฺเตน สุภาสิเตน
อนุปฺปทาเนน ปเวณิยา วา
ยถา ยถา ยตฺถ ลเภถ อตฺถํ
ตถา ตถา ตตฺถ ปรกฺกเมยฺย ฯ
๑ ม. อตฺโถว ลพฺโภ ฯ
บุคคลจะพึงได้ประโยชน์ในที่ใด ด้วยประการใดๆ เช่น การร่ายมนต์การปรึกษาท่านผู้รู้ การกล่าววาจาอ่อนหวาน การให้สินบน หรือการสืบวงศ์ตระกูล พึงหาเพียรในที่นั้น ด้วยประการนั้นๆ เถิด.
ยโต จ ชาเนยฺย อลพฺภเนยฺโย
มยา วา อญฺเญน วา เอส อตฺโถ
อโสจมาโน อธิวาสเยยฺย
กมฺมํ ทฬฺหํ กินฺติ กโรมิทานีติ ฯ
ตจสารชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
ก็ในการใด บัณฑิตพึงรู้ว่า ประโยชน์นี้เราหรือคนอื่นไม่พึงได้รับ ในกาลนั้น ก็ไม่ควรเศร้าโศก ควรอดกลั้นไว้ด้วยคิดเสียว่า กรรมเป็นของมั่นคง บัดนี้ เราจะกระทำอย่างไรดี.
จบ ตจสารชาดกที่ ๘.
๙ มิตฺตวินฺทุกชาตกํ
๙. มิตตวินทุกชาดก
ว่าด้วยจักรกรดพัดบนหัว
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ปัญจกนิบาต วรรณาโรหวรรค มิตตวินทุกชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 58 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
กฺยาหํ เทวานมกรํ กึ ปาปํ ปกตํ มยา
ยํ เม สิรสฺมึ โอหจฺจ จกฺกํ ภมติ มตฺถเก ฯ
ข้าพเจ้าได้กระทำอะไรไว้ให้แก่เทวดาทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้กระทำบาปกรรมอะไรไว้ จักรกรดจึงได้มากระทบศีรษะของข้าพเจ้าพัดอยู่บนกระหม่อม?
อติกฺกมฺม รมณกํ สทามตฺตญฺจ ทูภกํ
พฺรหฺมตรญฺจ ปาสาทํ เกนตฺเถน อิธาคโต ฯ
ท่านล่วงเลยปราสาทแก้วผลึก ปราสาทแก้วมณี ปราสาทเงิน และปราสาททอง แล้วมาในที่นี้เพราะเหตุอะไร?
อิโต พหุตรา โภคา อตฺร มญฺเญ ภวิสฺสเร
อิติ เอตาย สญฺญาย ปสฺส มํ พฺยสนํ คตํ ฯ
เชิญท่านดูข้าพเจ้าผู้ถึงความฉิบหาย เพราะความสำคัญเช่นนี้ว่า โภคสมบัติในที่นี้ เห็นจะมีมากกว่าโภคสมบัติในปราสาททั้งสี่นั้น.
จตุพฺภิ อฏฺฐชฺฌคมา อฏฺฐาภิ จาปิ ๑ โสฬส
โสฬสาภิ จ ทฺวตฺตึส อตฺริจฺฉํ จกฺกมาสโท
อิจฺฉาหตสฺส โปสสฺส จกฺกํ ภมติ มตฺถเก ฯ
ท่านละทิ้งนางเวมานิกเปรต ๔ มาได้นางเวมานิกเปรต ๘ ละทิ้งนางเวมานิกเปรต ๘ มาได้นางเวมานิกเปรต ๑๖ ละทิ้งนางเวมานิกเปรต ๑๖ มาได้นางเวมานิกเปรต ๓๒ ปรารถนาไม่รู้จักพอ จึงมายินดีจักรกรดจักรกรดจึงพัดอยู่บนกระหม่อมของท่าน ผู้ถูกความปรารถนาครอบงำไว้.
อุปริ วิสาลา ทุปฺปูรา ๒ อิจฺฉาวิสทคามินี ๓
เย จ ตํ อนุคิชฺฌนฺติ เต โหนฺติ จกฺกธาริโนติ ฯ
มิตฺตวินฺทุกชาตกํ นวมํ ฯ
๑ ม. อฏฺฐาปิหิ จ ฯ ๒ สี. อุปริ วิสาลํ ทุปฺปูรํ ฯ ๓ ม. อิจฺฉาวิสฏคามินี ฯ
อันธรรมดา ตัณหาเป็นสิ่งที่กว้างขวางอยู่ ณ เบื้องบน ให้เต็มได้ยากมักเป็นไปตามอำนาจของความปรารถนา เพราะฉะนั้น ชนเหล่าใดมากำหนัดยินดีตัณหานั้น ชนเหล่านั้นจึงต้องเป็นผู้ทูนจักรกรดไว้.
จบ มิตตวินทุกชาดกที่ ๙.
๑๐ ปลาสชาตกํ
๑๐. ปลาสชาดก
ว่าด้วยเหตุที่จะต้องหนีจากไป
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ปัญจกนิบาต วรรณาโรหวรรค ปลาสชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 58 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
หํโส ปลาสมวจ นิโคฺรโธ สมฺม ชายติ
องฺกสฺมึ เต นิสินฺโนว โส เต มมฺมานิ เฉชฺชติ ๑ ฯ
พระยาหงส์ได้กล่าวกะปลาสเทวดาว่า ดูกรสหาย ต้นไทรเกิดติดอยู่ที่ค่าคบของท่านแล้ว มันเจริญขึ้นแล้ว จะตัดชีวิตของท่านเสีย.
วฑฺฒตาเมว นิโคฺรโธ ปติฏฺฐสฺส ภวามหํ
ยถา ปิตา จ มาตา จ เอวเมโส ๒ ภวิสฺสติ ฯ
ข้าพเจ้าจะเป็นที่พึ่งทำต้นไทรให้เจริญขึ้น ต้นไทรนี้จักเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า เหมือนมารดาบิดา เป็นที่พึ่งของบุตรแล้ว บุตรกลับเป็นที่พึ่งของมารดาบิดา ฉะนั้น.
ยํ ตฺวํ องฺกสฺมึ วฑฺเฒสิ ขีรรุกฺขํ ภยานกํ
อามนฺต โข ตํ คจฺฉาม วุฑฺฒิมสฺส น รุจฺจติ ฯ
เหตุใดท่านจึงให้ต้นไม้ที่น่าหวาดเสียวดุจข้าศึก เจริญขึ้นอยู่ที่ค่าคบ เหตุนั้นข้าพเจ้าบอกท่านแล้วจะไป ความเจริญแห่งต้นไทรนั้น ข้าพเจ้าไม่ชอบใจเลย.
อิทานิ โข มํ ภายติ ๓ มหาเนรุนิทสฺสนํ
หํสสฺส อนภิญฺญาย มหา เม ภยมาคตํ ฯ
บัดนี้ ต้นไทรนี้ทำให้เราน่าหวาดเสียวภัยอันใหญ่หลวง ได้มาถึงเราเพราะไม่รู้สึกถึงคำ อันใหญ่หลวงของพระยาหงส์ ซึ่งควรเปรียบด้วยขุนเขาสิเนรราช.
น ตสฺส วุฑฺฒิ กุสลปฺปสตฺถา
โย วฑฺฒมาโน ฆสเต ปติฏฺฐํ
ตสฺสูปโรธํ ปริสงฺกมาโน
ปตารยี มูลวธาย ธีโรติ ฯ
ปลาสชาตกํ ทสมํ ฯ
วณฺณาโรหวคฺโค ทุติโย ๔ ฯ
_______________
๑ ม. เฉจฺฉติ ฯ ๒ ม. เอวํ เม โส ฯ ๓ ม. ภาเยติ ฯ ๔ อิธ ตสฺสุทฺทานํ
ตติยวคฺคาวสาเน สโมหิตํ ฯ
ผู้ใด เมื่อกำลังเจริญอยู่ กระทำที่พึ่งอาศัยให้พินาศไปเสีย ความเจริญของผู้นั้น ท่านผู้ฉลาดไม่สรรเสริญ นักปราชญ์รังเกียจความพินาศของผู้นั้น จึงเพียรพยายามที่จะตัดรากเหง้าเสีย.
จบ ปลาสชาดกที่ ๑๐.
จบ วรรณาโรหวรรคที่ ๒.
_________________
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. วรรณาโรหชาดก ๒. สีลวีมังสชาดก
๓. หิริชาดก ๔. ขัชโชปนกชาดก
๕. อหิตุณฑิกชาดก ๖. คุมพิยชาดก
๗. สาลิยชาดก ๘. ตจสารชาดก
๙. มิตตวินทุกชาดก ๑๐. ปลาสชาดก
End of วรรณาโรหวรรค