arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · อัปปมัญญาวิภังค์

สุตตันตภาชนีย์ เล่ม ๓๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๔๑–๗๔๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๕ ในอัปปมัญญาวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ อัปปมัญญาวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๕ หน้า ๔๖๗–๔๗๕

หน้า ๔๖๗

๑๓. อัปปมัญญาวิภังค์

๑. สุตตันตภาชนีย์

{๗๔๑} [๖๔๒] อัปปมัญญา ๔ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

๑. มีจิตประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถานด้วยจิตประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่๒. มีจิตประกอบด้วยกรุณาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถานด้วยจิตประกอบด้วยกรุณาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่๓. มีจิตประกอบด้วยมุทิตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถานด้วยจิตประกอบด้วยมุทิตาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่๔. มีจิตประกอบด้วยอุเบกขาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อัปปมัญญา ภาวะจิตที่แผ่ไปโดยไม่มีประมาณ หมายถึงการแผ่คุณธรรมคือพรหมวิหารทั้ง ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา สม่ำเสมอโดยทั่วไปในสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ ไม่ให้เหลือไว้แม้แต่สัตว์ผู้เดียว ไม่จำกัดขอบเขตในการแผ่ (ขุ.สุ.อ. ๒/๒๔๑, ขุ.เถร.อ. ๒/๙๘, อภิ.วิ.อ. ๔๐๔)
หน้า ๔๖๘

เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถานด้วยจิตประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่

๑. เมตตาอัปปมัญญานิทเทส

{๗๔๒} [๖๔๓] ภิกษุมีจิตประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ เป็นอย่างไร

ภิกษุแผ่เมตตาไปยังสัตว์ทั้งปวง เหมือนบุคคลเห็นบุคคลคนหนึ่งผู้เป็นที่รักใคร่ชอบใจแล้วพึงรักใคร่ฉะนั้น

{๗๔๓} ในคำเหล่านั้น เมตตา เป็นไฉน

ความรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ภาวะที่รักใคร่ในสัตว์ทั้งหลาย เมตตาเจโตวิมุตติ นี้เรียกว่าเมตตา

จิต เป็นไฉน

จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มนายตนะคือมนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน นี้เรียกว่าจิต

จิตนี้ประกอบ เกิดพร้อม เจือกับ สัมปยุตด้วยเมตตานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่ามีจิตประกอบด้วยเมตตา

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เทียบใน ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๐๘/๒๘๘-๒๘๙, ม.มู. (แปล) ๑๒/๔๓๘/๕๒๕-๕๒๖, ๕๐๙/๖๑๘-๖๑๙
  2. ๒เมตตาเจโตวิมุตติ หมายถึงภาวะจิตที่เป็นสมาธิขั้นฌานซึ่งประกอบด้วยเมตตาที่แผ่ขยายไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลในสรรพสัตว์ เป็นภาวะจิตที่พ้นจากปัจจนีกธรรมทั้งหลายมีนิวรณ์เป็นต้น หรือพ้นจากกิเลสกลุ้มรุมจิตคือความพยาบาททั้งหมดโดยพิเศษ (สํ.ม.อ. ๒๓๕, องฺ.เอกก.อ, ๔๒) ได้แก่ ฌานจิตที่ประกอบด้วยเมตตาขั้นตติยฌานและจตุตถฌาน หรือสมาบัติขั้นตติยฌานและจตุตถฌานที่ได้ด้วยอำนาจการเจริญเมตตา (องฺ.ฉกฺก.อ, ๑๐๔, ขุ.อิติ.อ. ๑๐๒)
หน้า ๔๖๙

[๖๔๔] คำว่า ตลอดทิศหนึ่ง ได้แก่ ตลอดทิศบูรพา ทิศปัจฉิม ทิศอุดร ทิศทักษิณ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องขวาง หรือทิศต่าง ๆ

[๖๔๕] คำว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป

[๖๔๖] คำว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ประพฤติเป็นไปอยู่ รักษาอยู่ เป็นไปอยู่ ให้เป็นไปอยู่ เที่ยวไปอยู่ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าอยู่

[๖๔๗] คำว่า ทิศที่ ๒ ก็เหมือนกัน มีอธิบายว่า ทิศหนึ่งฉันใด ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องขวาง ทิศต่าง ๆ ก็ฉันนั้น

[๖๔๘] คำว่า ตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถาน มีอธิบายว่า คำว่า ตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถาน นั้น เป็นคำกล่าวกำหนดหมายเอาสัตว์ทั่วทั้งหมด โดยประการทั้งปวง ไม่มีส่วนเหลือ หาส่วนเหลือมิได้[๖๔๙] ในคำว่า ด้วยจิตประกอบด้วยเมตตา นั้น เมตตา เป็นไฉน

ความรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ภาวะที่รักใคร่ในสัตว์ทั้งหลาย เมตตาเจโตวิมุตติ นี้เรียกว่าเมตตา

จิต เป็นไฉน

จิต มโน มานัส ... มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน นี้เรียกว่าจิต

จิตนี้ประกอบ เกิดพร้อม เจือกับ สัมปยุตด้วยเมตตานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าด้วยจิตประกอบด้วยเมตตา

[๖๕๐] คำว่า อันไพบูลย์ มีอธิบายว่า จิตใดไพบูลย์ จิตนั้นเป็นมหัคคตะ (กว้างขวาง) จิตใดเป็นมหัคคตะ จิตนั้นไม่มีประมาณ จิตใดไม่มีประมาณ จิตนั้นไม่มีเวร จิตใดไม่มีเวร จิตนั้นไม่มีความเบียดเบียน

หน้า ๔๗๐

[๖๕๑] คำว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป

[๖๕๒] คำว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ... พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าอยู่

๒. กรุณาอัปปมัญญานิทเทส

{๗๔๔} [๖๕๓] ภิกษุมีจิตประกอบด้วยกรุณาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ เป็นอย่างไร

ภิกษุแผ่กรุณาไปยังสัตว์ทั้งปวง เหมือนบุคคลเห็นบุคคลคนหนึ่งผู้ตกทุกข์ได้ยากแล้วพึงรู้สึกเห็นใจฉะนั้น

{๗๔๕} ในคำเหล่านั้น กรุณา เป็นไฉน

ความรู้สึกเห็นใจ กิริยาที่รู้สึกเห็นใจ ภาวะที่รู้สึกเห็นใจในสัตว์ทั้งหลาย กรุณาเจโตวิมุตติ นี้เรียกว่ากรุณาจิต เป็นไฉน

จิต มโน มานัส ... มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน นี้เรียกว่าจิต

จิตนี้ประกอบ เกิดพร้อม เจือกับ สัมปยุตด้วยกรุณานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่ามีจิตประกอบด้วยกรุณา

[๖๕๔] คำว่า ตลอดทิศหนึ่ง ได้แก่ ตลอดทิศบูรพา ทิศปัจฉิม ทิศอุดร ทิศทักษิณ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องขวาง หรือทิศต่าง ๆ[๖๕๕] คำว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป

[๖๕๖] คำว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ประพฤติเป็นไปอยู่ รักษาอยู่ เป็นไปอยู่ ให้เป็นไปอยู่ เที่ยวไปอยู่ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าอยู่

หน้า ๔๗๑

[๖๕๗] คำว่า ทิศที่ ๒ ก็เหมือนกัน มีอธิบายว่า ทิศหนึ่งฉันใด ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องขวาง ทิศต่าง ๆ ก็ฉันนั้น

[๖๕๘] คำว่า ตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถาน มีอธิบายว่า คำว่า ตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถาน นั้น เป็นคำกล่าวกำหนด หมายเอาสัตว์ทั่วทั้งหมด โดยประการทั้งปวง ไม่มีส่วนเหลือ หาส่วนเหลือมิได้[๖๕๙] ในคำว่า ด้วยจิตประกอบด้วยกรุณา นั้น กรุณา เป็นไฉน

ความรู้สึกเห็นใจ กิริยาที่รู้สึกเห็นใจ ภาวะที่รู้สึกเห็นใจในสัตว์ทั้งหลาย กรุณาเจโตวิมุตติ นี้เรียกว่ากรุณา

จิต เป็นไฉน

จิต มโน มานัส ... มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน นี้เรียกว่าจิต

จิตนี้ประกอบ เกิดพร้อม เจือกับ สัมปยุตด้วยกรุณานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าด้วยจิตประกอบด้วยกรุณา

[๖๖๐] คำว่า อันไพบูลย์ มีอธิบายว่า จิตใดไพบูลย์ จิตนั้นเป็นมหัคคตะ (กว้างขวาง) จิตใดเป็นมหัคคตะ จิตนั้นไม่มีประมาณ จิตใดไม่มีประมาณ จิตนั้นไม่มีเวร จิตใดไม่มีเวร จิตนั้นไม่มีความเบียดเบียน[๖๖๑) คำว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป

[๖๖๒] คำว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ... พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าอยู่

หน้า ๔๗๒

๓. มุทิตาอัปปมัญญานิทเทส

{๗๔๖} [๖๖๓] ภิกษุมีจิตประกอบด้วยมุทิตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ เป็นอย่างไร

ภิกษุแผ่มุทิตาไปยังสัตว์ทั้งปวง เหมือนบุคคลเห็นบุคคลคนหนึ่งผู้เป็นที่รักที่ชอบใจแล้วพึงพลอยยินดีฉะนั้น

{๗๔๗} ในคำเหล่านั้น มุทิตา เป็นไฉน

ความพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ภาวะที่พลอยยินดีในสัตว์ทั้งหลาย มุทิตาเจโตวิมุตติ นี้เรียกว่ามุทิตา

จิต เป็นไฉน

จิต มโน มานัส ... มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน นี้เรียกว่าจิต

จิตนี้ประกอบ เกิดพร้อม เจือกับ สัมปยุตด้วยมุทิตานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่ามีจิตประกอบด้วยมุทิตา

[๖๖๔] คำว่า ตลอดทิศหนึ่ง ได้แก่ ตลอดทิศบูรพา ทิศปัจฉิม ทิศอุดร ทิศทักษิณ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องขวาง หรือทิศต่าง ๆ[๖๖๕] คำว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป

[๖๖๖] คำว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ประพฤติเป็นไปอยู่ รักษาอยู่ เป็นไปอยู่ ให้เป็นไปอยู่ เที่ยวไปอยู่ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าอยู่[๖๖๗] คำว่า ทิศที่ ๒ ก็เหมือนกัน มีอธิบายว่า ทิศหนึ่งฉันใด ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องขวาง ทิศต่าง ๆ ก็ฉันนั้น[๖๖๘] คำว่า ตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถาน มีอธิบายว่า คำว่า ตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถาน นั้น เป็นคำกล่าวกำหนด

หน้า ๔๗๓

หมายเอาสัตว์ทั่วทั้งหมด โดยประการทั้งปวง ไม่มีส่วนเหลือ หาส่วนเหลือมิได้

[๖๖๙] ในคำว่า ด้วยจิตประกอบด้วยมุทิตา นั้น มุทิตา เป็นไฉน

ความพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ภาวะที่พลอยยินดีในสัตว์ทั้งหลาย มุทิตาเจโตวิมุตติ นี้เรียกว่ามุทิตาจิต เป็นไฉน

จิต มโน มานัส ... มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน นี้เรียกว่าจิต

จิตนี้ประกอบ เกิดพร้อม เจือกับ สัมปยุตด้วยมุทิตานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าด้วยจิตประกอบด้วยมุทิตา[๖๗๐] คำว่า อันไพบูลย์ มีอธิบายว่า จิตใดไพบูลย์ จิตนั้นเป็นมหัคคตะ (กว้างขวาง) จิตใดเป็นมหัคคตะ จิตนั้นไม่มีประมาณ จิตใดไม่มีประมาณ จิตนั้นไม่มีเวร จิตใดไม่มีเวร จิตนั้นไม่มีความเบียดเบียน[๖๗๑] คำว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป

[๖๗๒] คำว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ... พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าอยู่

๔. อุเปกขาอัปปมัญญานิทเทส

{๗๔๘} [๖๗๓] ภิกษุมีจิตประกอบด้วยอุเบกขาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ เป็นอย่างไร

ภิกษุแผ่อุเบกขาไปยังสัตว์ทั้งปวง เหมือนบุคคลเห็นบุคคลคนหนึ่งผู้เป็นที่รักก็ไม่ใช่เป็นที่ชอบใจก็ไม่ใช่แล้วพึงวางเฉยฉะนั้น{๗๔๙} ในคำเหล่านั้น อุเบกขา เป็นไฉน

หน้า ๔๗๔

ความวางเฉย กิริยาที่วางเฉย ภาวะที่วางเฉยในสัตว์ทั้งหลาย อุเบกขาเจโตวิมุตติ นี้เรียกว่าอุเบกขา

จิต เป็นไฉน

จิต มโน มานัส ... มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน นี้เรียกว่าจิต

จิตนี้ประกอบ เกิดพร้อม เจือกับ สัมปยุตด้วยอุเบกขานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่ามีจิตประกอบด้วยอุเบกขา

[๖๗๔] คำว่า ตลอดทิศหนึ่ง ได้แก่ ตลอดทิศบูรพา ทิศปัจฉิม ทิศอุดร ทิศทักษิณ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องขวาง หรือทิศต่าง ๆ[๖๗๕] คำว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป

[๖๗๖] คำว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ประพฤติเป็นไปอยู่ รักษาอยู่ เป็นไปอยู่ ให้เป็นไปอยู่ เที่ยวไปอยู่ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าอยู่[๖๗๗] คำว่า ทิศที่ ๒ ก็เหมือนกัน มีอธิบายว่า ทิศหนึ่งฉันใด ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องขวาง ทิศต่าง ๆ ก็ฉันนั้น[๖๗๘] คำว่า ตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถาน มีอธิบายว่า คำว่า ตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถาน นั้น เป็นคำกล่าวกำหนดหมายเอาสัตว์ทั่วทั้งหมด โดยประการทั้งปวง ไม่มีส่วนเหลือ หาส่วนเหลือมิได้[๖๗๙] ในคำว่า ด้วยจิตประกอบด้วยอุเบกขา นั้น อุเบกขา เป็นไฉน

ความวางเฉย กิริยาที่วางเฉย ภาวะที่วางเฉยในสัตว์ทั้งหลาย อุเบกขาเจโตวิมุตติ นี้เรียกว่าอุเบกขา

หน้า ๔๗๕

จิต เป็นไฉน

จิต มโน มานัส ... มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน นี้เรียกว่าจิต

จิตนี้ประกอบ เกิดพร้อม เจือกับสัมปยุตด้วยอุเบกขานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าด้วยจิตประกอบด้วยอุเบกขา[๖๘๐] คำว่า อันไพบูลย์ มีอธิบายว่า จิตใดไพบูลย์ จิตนั้นเป็นมหัคคตะ (กว้างขวาง) จิตใดเป็นมหัคคตะ จิตนั้นไม่มีประมาณ จิตใดไม่มีประมาณ จิตนั้นไม่มีเวร จิตใดไม่มีเวร จิตนั้นไม่มีความเบียดเบียน[๖๘๑] คำว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป

[๖๘๒] คำว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ... พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าอยู่

จบ สุตตันตภาชนีย์

๒. อภิธัมมภาชนีย์

{๗๕๐} [๖๘๓] อัปปมัญญา ๔ คือ

๑. เมตตา ๒. กรุณา

๓. มุทิตา ๔. อุเบกขา

๑. เมตตา

กุศลฌานจตุกกนัย

{๗๕๑} [๖๘๔] ในอัปปมัญญา ๔ นั้น เมตตา เป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยเมตตาอยู่ในสมัยใด ความรักใคร่ กิริยา

จบ สุตตันตภาชนีย์