พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · ขุททกวัตถุวิภังค์
ฉักกนิเทศ เล่ม ๓๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๙๑–๑๐๐๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๓ ในขุททกวัตถุวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ขุททกวัตถุวิภังค์ ฉักกนิเทศ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๕ หน้า ๖๕๘–๖๖๕
๖. ฉักกนิทเทส
{๙๙๑} [๙๔๔] ในฉักกมาติกาเหล่านั้น วิวาทมูล ๖ เป็นไฉน
วิวาทมูล ๖ คือ
๑. ความโกรธ ๒. ความลบหลู่คุณท่าน
๓. ความริษยา ๔. ความโอ้อวด
๕. ความปรารถนาลามก
๖. ความยึดถือแต่ความเห็นของตน
เหล่านี้เรียกว่าวิวาทมูล ๖ (๑)
{๙๙๒} ฉันทราคเคหสิตธรรม ธรรมที่อิงอาศัยกามคุณคือความกำหนัดใน อารมณ์ที่พอใจ ๖ เป็นไฉน
ฉันทราคเคหสิตธรรม ๖ คือ
๑. ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ... ความกำหนัดนักแห่งจิตอันอิงอาศัยกามคุณในรูปที่น่าชอบใจ
๒. ... ในเสียงที่น่าชอบใจ
๓. ... ในกลิ่นที่น่าชอบใจ
๔. ... ในรสที่น่าชอบใจ
๕. ... ในโผฏฐัพพะที่น่าชอบใจ
๖. ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ... ความกำหนัดนักแห่งจิตอันอิงอาศัยกามคุณในธรรมารมณ์ที่น่าชอบใจเหล่านี้เรียกว่าฉันทราคเคหสิตธรรม ๖ (๒)
{๙๙๓} วิโรธวัตถุ เหตุก่อความขัดใจ ๖ เป็นไฉน
- ๑พึงดูความพิสดารใน ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๒๕/๓๓๒-๓๓๕
วิโรธวัตถุ ๖ คือ
๑. ความอาฆาต ความกระทบกระทั่งแห่งจิต ... ความดุร้าย ความปากร้าย ความไม่แช่มชื่นแห่งจิตในรูปที่ไม่น่าชอบใจ
๒. ... ในเสียงที่ไม่น่าชอบใจ
๓. ... ในกลิ่นที่ไม่น่าชอบใจ
๔. ... ในรสที่ไม่น่าชอบใจ
๕. ... ในโผฏฐัพพะที่ไม่น่าชอบใจ
๖. ความอาฆาต ความกระทบกระทั่งแห่งจิต ... ความดุร้าย ความปากร้ายความไม่แช่มชื่นแห่งจิตในธรรมารมณ์ที่ไม่น่าชอบใจเหล่านี้เรียกว่าวิโรธวัตถุ ๖ (๓)
{๙๙๔} ตัณหากายะ กองตัณหา ๖ เป็นไฉน
ตัณหากายะ ๖ คือ
๑. รูปตัณหา ตัณหาในรูป
๒. สัททตัณหา ตัณหาในเสียง
๓. คันธตัณหา ตัณหาในกลิ่น
๔. รสตัณหา ตัณหาในรส
๕. โผฏฐัพพตัณหา ตัณหาในโผฏฐัพพะ
๖.ธัมมตัณหา ตัณหาในธรรม
เหล่านี้เรียกว่าตัณหากายะ ๖ (๔)
{๙๙๕} [๙๔๕] อคารวะ ความไม่เคารพ ๖ เป็นไฉน
อคารวะ ๖ คือ
๑. เป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระศาสดาอยู่
๒. เป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระธรรมอยู่
๓. เป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระสงฆ์อยู่
๔. เป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในสิกขาอยู่
๕. เป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในความไม่ประมาทอยู่
๖. เป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในปฏิสันถารอยู่
เหล่านี้เรียกว่าอคารวะ ๖ (๕)
{๙๙๖} ปริหานิยธรรม ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม ๖ เป็นไฉน
ปริหานิยธรรม ๖ คือ
๑. กัมมารามตา ความยินดีในการงาน
๒. ภัสสารามตา ความยินดีในการสนทนา
๓. นิททารามตา ความยินดีในการหลับนอน
๔. สังคณิการามตา ความยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่
๕. สังสัคคารามตา ความยินดีในการติดต่อเกี่ยวข้องกัน
๖. ปปัญญจารามตา ความยินดีในธรรมเป็นเหตุให้เนิ่นช้า
เหล่านี้เรียกว่าปริหานิยธรรม ๖ (๖)
{๙๙๗} [๙๔๖] ปริหานิยธรรม ๖ แม้อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน
ปริหานิยธรรม ๖ คือ
๑. กัมมารามตา ความยินดีในการงาน
๒. ภัสสารามตา ความยินดีในการสนทนา
๓. นิททารามตา ความยินดีในการหลับนอน
๔. สังคณิการามตา ความยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่
๕. โทวจัสสตา ความเป็นผู้ว่ายาก
๖. ปาปมิตตตา ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว
เหล่านี้เรียกว่าปริหานิยธรรม ๖ (๗)
- ๑พึงเทียบดูความพิสดารใน องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๑๔/๔๓๑ (ภัททกสูตร สารณียวรรค)
{๙๙๘} โสมนัสสุปวิจาร ความเข้าไปไตร่ตรองด้วยโสมนัส ๖ เป็นไฉนโสมนัสสุปวิจาร ๖ คือ
๑. บุคคลเห็นรูปด้วยตาแล้วเข้าไปไตร่ตรองรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส
๒. ได้ยินเสียงด้วยหูแล้ว ...
๓. สูดดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ...
๔. ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ...
๕. ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ...
๖. รู้แจ้งธรรมด้วยใจแล้วเข้าไปไตร่ตรองธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัสเหล่านี้เรียกว่าโสมนัสสุปวิจาร ๖ (๘)
{๙๙๙} โทมนัสสุปวิจาร ความเข้าไปไตร่ตรองด้วยโทมนัส ๖ เป็นไฉนโทมนัสสุปวิจาร ๖ คือ
๑. บุคคลเห็นรูปด้วยตาแล้วเข้าไปไตร่ตรองรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส
๒. ได้ยินเสียงด้วยหูแล้ว ...
๓. สูดดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ...
๔. ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ...
๕. ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ...
๖. รู้แจ้งธรรมด้วยใจแล้วเข้าไปไตร่ตรองธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัสเหล่านี้เรียกว่าโทมนัสสุปวิจาร ๖ (๙)
{๑๐๐๐} อุเปกขูปวิจาร ความเข้าไปไตร่ตรองด้วยอุเบกขา ๖ เป็นไฉน
อุเปกขูปวิจาร ๖ คือ
๑. บุคคลเห็นรูปด้วยตาแล้วเข้าไปไตร่ตรองรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา
๒. ได้ยินเสียงด้วยหูแล้ว ...
๓. สูดดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ...
๔. ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ...
๕. ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ...
๖. รู้แจ้งธรรมด้วยใจแล้วเข้าไปไตร่ตรองธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา
เหล่านี้เรียกว่าอุเปกขูปวิจาร ๖ (๑๐)
{๑๐๐๑} [๙๔๗] เคหสิตโสมนัส โสมนัสที่อาศัยเหย้าเรือนคือกามคุณ ๖ เป็นไฉน
เคหสิตโสมนัส ๖ คือ
๑. ความสำราญทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส ที่อิงอาศัยกามคุณในรูปที่น่าชอบใจ
๒. ... ในเสียงที่น่าชอบใจ
๓. ... ในกลิ่นที่น่าชอบใจ
๔. ... ในรสที่น่าชอบใจ
๕. ... ในโผฏฐัพพะที่น่าชอบใจ
๖. ความสำราญทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์
ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส ที่อิงอาศัยกามคุณในธรรมที่น่าชอบใจ
เหล่านี้เรียกว่าเคหสิตโสมนัส ๖ (๑๑)
{๑๐๐๒} เคหสิตโทมนัส โทมนัสที่อาศัยเหย้าเรือนคือกามคุณ ๖ เป็นไฉน
เคหสิตโทมนัส ๖ คือ
๑. ความไม่สำราญทางใจ ความทุกข์ทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัส ที่อิงอาศัยกามคุณในรูปที่ไม่น่าชอบใจ
๒. ... ในเสียงที่ไม่น่าชอบใจ
๓. ... ในกลิ่นที่ไม่น่าชอบใจ
๔. ... ในรสที่ไม่น่าชอบใจ
๕. ... ในโผฏฐัพพะที่ไม่น่าชอบใจ
๖. ความไม่สำราญทางใจ ความทุกข์ทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัส ที่อิงอาศัยกามคุณในธรรมที่ไม่น่าชอบใจเหล่านี้เรียกว่าเคหสิตโทมนัส ๖ (๑๒)
{๑๐๐๓} เคหสิตอุเปกขา อุเบกขาที่อาศัยเหย้าเรือนคือกามคุณ ๖ เป็นไฉน
เคหสิตอุเบกขา ๖ คือ
๑. ความสำราญทางใจก็ไม่ใช่ ความไม่สำราญทางใจก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส ที่อิงอาศัยกามคุณในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา
๒. ... ในเสียงอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา
๓. ... ในกลิ่นอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา
๔. ... ในรสอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา
๕. ... ในโผฏฐัพพะอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา
๖. ความสำราญทางใจก็ไม่ใช่ ความไม่สำราญทางใจก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส อาการเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส ที่อิงอาศัยกามคุณในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขาเหล่านี้เรียกว่าเคหสิตอุเปกขา ๖ (๑๓)
{๑๐๐๔} [๙๔๘] ทิฏฐิ ๖ เป็นไฉน
ทิฏฐิ ๖ คือ
๑. ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นโดยแน่แท้โดยมั่นคงว่า ‘อัตตาของเรามีอยู่’
๒. ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นโดยแน่แท้โดยมั่นคงว่า ‘อัตตาของเราไม่มี’
๓. ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นโดยแน่แท้โดยมั่นคงว่า ‘เรารู้จักอัตตาด้วยอัตตา’
๔. ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นโดยแน่แท้โดยมั่นคงว่า ‘เรารู้จักอนัตตาด้วยอัตตา’
๕. ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นโดยแน่แท้โดยมั่นคงว่า ‘เรารู้จักอัตตาด้วยอนัตตา’
๖. ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นโดยแน่แท้โดยมั่นคงว่า ‘อัตตาของเรานี้นั้นเป็นผู้กล่าว เป็นผู้รู้ ย่อมเสวยผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่วในภพนั้น ๆ สิ้นกาลนาน อัตตานั้นไม่เกิด
ไม่ได้มีมาแล้วในอดีต อัตตานั้นไม่เกิด จักไม่มีในอนาคต อัตตาเป็นของเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่แปรผัน’เหล่านี้เรียกว่าทิฏฐิ ๖ (๑๔)
จบ ฉักกนิทเทส
๗. สัตตกนิทเทส
{๑๐๐๕} [๙๔๙] ในสัตตกมาติกาเหล่านั้น อนุสัย ๗ เป็นไฉน
อนุสัย ๗ คือ
๑. กามราคานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือกามราคะ
๒. ปฏิฆานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือปฏิฆะ
๓. มานานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือมานะ
๔. ทิฏฐานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือทิฏฐิ
๕. วิจิกิจฉานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือวิจิกิจฉา
๖. ภวราคานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือภวราคะ
๗. อวิชชานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคืออวิชชา
เหล่านี้เรียกว่าอนุสัย ๗ (๑)
{๑๐๐๗} สังโยชน์ ๗ เป็นไฉน
สังโยชน์ ๗ คือ
๑. กามราคสังโยชน์ กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือกามราคะ
๒. ปฏิฆสังโยชน์ กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือปฏิฆะ
จบ ฉักกนิเทศ